AAHRS 2026 ปักหมุดเชียงใหม่ ดัน Medical Hub ชิงเค้กตลาดปลูกผมพันล้าน
เชียงใหม่เนื้อหอม AAHRS เลือกเป็นเจ้าภาพประชุมศัลยกรรมปลูกผมนานาชาติ 2026 ชู 3 เมกะเทรนด์โลก – ดันไทยขึ้นแท่น “Medical Hub” แซงหน้าตุรกี มูลค่าตลาดโตพันล้าน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สมาคมศัลยกรรมปลูกผมนานาชาติแห่งเอเชีย (AAHRS) เปิดฉากงานประชุมวิชาการระดับโลก The 10th AAHRS Scientific Meeting 2026 ดึงแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ และนักวิจัยด้านเส้นผมจากทั่วโลกกว่า 200 คน เข้าร่วมคึกคัก ตอกย้ำศักยภาพของเชียงใหม่ในการเป็นเมืองศูนย์กลางการประชุมสัมมนาระดับนานาชาติ (MICE City) และจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical & Wellness Hub) ณ โรงแรม InterContinental Chiang Mai The Mae Ping จังหวัดเชียงใหม่
เปิด 3 เมกะเทรนด์ศัลยกรรมปลูกผมยุคใหม่
รศ.ดร.พญ.รัชต์ธร ปัญจประทีป ประธานฝ่ายวิชาการ (Chairman, Scientific Program) เปิดเผยว่า 3 เมกะเทรนด์หลักที่กำลังเปลี่ยนโฉมวงการรักษาเส้นผมทั่วโลก ได้แก่ 1.ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ (Natural Look) เทคนิคการย้ายเซลล์ผมที่เน้นความสวยงาม รับกับโครงหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ 2.นวัตกรรมฟื้นฟูเซลล์ชีวภาพ (Regenerative Medicine) การใช้ยาร่วมกับเทคโนโลยีชีวภาพใหม่ๆ เพื่อผลการรักษาที่ดีที่สุด 3.การดูแลต่อเนื่องระยะยาว (Long-term Chronic Care) มองการรักษาปัญหาผมร่วงเป็นเรื่องการดูแลสุขภาพยั่งยืน เพื่อให้ผมคงอยู่ได้ตลอดชีวิต
นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยผู้เข้ารับการรักษามี “อายุน้อยลง” อย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และความมั่นใจ ขณะเดียวกัน ตลาดศัลยกรรมปลูกผมไม่ได้จำกัดอยู่แค่ปัญหาหัวล้าน แต่ขยายไปสู่การปลูกคิ้ว หนวด เครา รวมถึงการรักษาแผลเป็นจากอุบัติเหตุและโรคหนังศีรษะอีกด้วย

ดึง AI ดันหมอไทยแซงหน้า “ตุรกี”
ศ.นพ.ดำเกิง ปฐมวาณิชย์ นายกสมาคมแพทย์ปลูกผมแห่งเอเชีย (AAHRS) กล่าวว่า ในมิติทางเศรษฐกิจ ตลาดศัลยกรรมปลูกผมในเอเชียแปซิฟิกขยายตัวอย่างรวดเร็วจนขึ้นแท่นอันดับ 1 ของโลกด้วยมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ตลาดในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่องปีละ 10–15% แตะระดับ “พันล้านบาท”
ปัจจุบันพฤติกรรมผู้ป่วยทั่วโลกเปลี่ยนไป จากเดิมที่นิยมเดินทางไปปลูกผมที่ประเทศตุรกี แต่ข้อมูลการค้นหาบนอินเทอร์เน็ตและระบบ AI ทั่วโลกกลับชี้เป้ามาที่ “ประเทศไทย” เป็นอันดับต้นๆ เนื่องจากฝีมือแพทย์ไทยได้รับการยอมรับในระดับอเมริกันบอร์ด ปริมาณเคสรักษา (Practice) สูง มีความปลอดภัย และโดดเด่นด้วยวัฒนธรรมการบริการ (Hospitality)
ชู “เชียงใหม่” ผสาน Soft Power ปลุกรายได้ท้องถิ่น
พญ.กนกวรรณ จันทอุปฬี ประธานฝ่ายจัดการประชุม (Chairman, Program of Events) กล่าวว่า สำหรับการเลือก จังหวัดเชียงใหม่ เป็นสถานที่จัดงานประชุมระดับนานาชาติแทนกรุงเทพฯ นั้น เนื่องจากเชียงใหม่มีความพร้อมระดับสากล มีค่าครองชีพและสถานที่คุ้มค่า (Affordable & Livable) ที่สำคัญคือ การนำ Soft Power ทางวัฒนธรรม มาสร้างจุดขาย เพราะกลุ่มผู้ป่วยและแพทย์ต่างชาติที่เดินทางมา ไม่ได้มาเพื่อการรักษาอย่างเดียว แต่มาพักผ่อนและท่องเที่ยว สัมผัสวิถีชีวิต อาหาร และโรงแรมพรีเมียม ก่อให้เกิดการใช้จ่ายและนำเม็ดเงินกระจายสู่เศรษฐกิจท้องถิ่นหลายสิบล้านบาท
“ต่างชาติไม่ได้มาปลูกผมอย่างเดียว แต่เขามาเที่ยวด้วย มาใช้จ่ายตามโรงแรม ตลาด และสถานที่ท่องเที่ยว การเลือกจัดงานที่เชียงใหม่ทำให้เขาได้เห็น Culture และวิถีไทยจริงๆ ช่วยดึงเม็ดเงินเข้าประเทศนับพันล้านบาท” พญ.กนกวรรณ กล่าว

3 จุดแข็งดันไทยสู่ “Medical Hub ของโลก”
ศ.นพ. ดำเกิง กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสมบูรณ์แบบที่จะเป็น Medical Hub ของโลก ในทุกมิติ ทั้งการดูแลเส้นผม ใบหน้า และการชะลอวัย ด้วย 3 ปัจจัยหลักคือ 1.แพทย์ไทยฝีมือระดับโลก มีประสบการณ์สูงและฝึกฝนเคสจริงจำนวนมาก 2.การบริการที่เป็นเลิศ (Best Service Mind) มีทีมพยาบาลและการดูแลเอาใจใส่ตามแบบฉบับไทยที่หาไม่ได้จากที่อื่น 3.ราคาที่เข้าถึงได้และคุ้มค่า (Affordable Price) เมื่อเทียบกับคุณภาพมาตรฐานสากล
“AI และการค้นหาทั่วโลกตอนนี้ชี้ตรงมาที่เมืองไทยแทนที่ตุรกี เพราะหมอไทยเก่ง ปลอดภัย บริการดี และราคาคุ้มค่า เรามีครบ 3 อย่างคือ หมอเก่ง, บริการดีมี Service Mind และราคาที่เข้าถึงได้ ไทยจึงพร้อมเป็น Medical Hub ของโลกอย่างแท้จริง” ศ.นพ.ดำเกิง กล่าว

