พาณิชย์จับตาเมียนมาเร่งเครื่องเศรษฐกิจ เตรียมใช้ JTC แก้ด่าน Import License
กรมการค้าต่างประเทศจับตาทิศทางเศรษฐกิจเมียนมาหลังรัฐบาลแถลงผลงาน 100 วัน พบเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านภาคการผลิต เกษตร พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมผลักดันการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการค้าระหว่างประเทศ ลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยเตรียมใช้เวที JTC ปลายปีนี้เจรจาแก้อุปสรรคการค้า โดยเฉพาะปัญหา Import License ที่กระทบผู้ประกอบการไทยมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า จากการติดตามการแถลงผลการดำเนินงาน 100 วันของรัฐบาลเมียนมา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2569 พบว่า รัฐบาลเมียนมาให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลายด้าน ทั้งการยกระดับภาคการผลิต การสร้างความมั่นคงทางอาหาร การเพิ่มมูลค่าวัตถุดิบภายในประเทศ การเพิ่มรายได้จากการส่งออก ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและพลังงาน ซึ่งเป็นทิศทางที่กรมการค้าต่างประเทศเห็นว่าควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจมีผลต่อการค้าไทย-เมียนมาในระยะต่อไป
ด้านการเกษตรและอุตสาหกรรม รัฐบาลเมียนมามุ่งสร้างความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มมูลค่าให้กับวัตถุดิบภายในประเทศ โดยให้ความสำคัญกับข้าว ข้าวหอมพันธุ์ปอว์ซาน ถั่ว ข้าวโพด ยางพารา และสินค้าประมง เพื่อช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้าและเพิ่มรายได้จากการส่งออกสินค้าเกษตร
ขณะที่ด้านพลังงาน เมียนมามีนโยบายส่งเสริมการสำรวจแหล่งพลังงานใหม่ และสนับสนุนการขยายฐานการกลั่นน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ ส่วนด้านการเงินให้ความสำคัญกับการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการชำระค่าสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาเขตเศรษฐกิจและนิคมอุตสาหกรรม ควบคู่กับการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ รวมถึงเส้นทางการค้าชายแดนและเส้นทางเชื่อมโยงประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนการปรับปรุงกฎระเบียบเพื่ออำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน
นางอารดากล่าวว่า แนวนโยบายดังกล่าวสะท้อนว่า เมียนมายังคงใช้ภาคการผลิตเป็นฐานสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ พร้อมกับสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน เพิ่มศักยภาพการส่งออก และดึงการค้าและการลงทุนเข้ามาสนับสนุนเศรษฐกิจ
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือความพยายามสร้างสันติภาพภายในประเทศ โดยรัฐบาลเมียนมาเดินหน้าเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ และย้ำหลักการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและสมาชิกอาเซียน
นางอารดากล่าวว่า หากสถานการณ์ดังกล่าวมีความคืบหน้า จะเป็นปัจจัยบวกต่อเสถียรภาพบริเวณชายแดน ช่วยสนับสนุนการพัฒนาเส้นทางคมนาคมและโลจิสติกส์ การค้าชายแดน และการขนส่งสินค้าระหว่างไทย-เมียนมา รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจและนักลงทุนในระยะยาว
ขณะเดียวกัน หากเมียนมามีเสถียรภาพทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองมากขึ้น ไทยจะมีโอกาสเจรจาลดอุปสรรคทางการค้าได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะปัญหาการขอใบอนุญาตนำเข้าสินค้า หรือ Import License ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการค้าระหว่างสองประเทศมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2568
สำหรับปี 2568 เมียนมาเป็นคู่ค้าอันดับที่ 21 ของไทย มีมูลค่าการค้ารวม 244,051.23 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 146,747.31 ล้านบาท และนำเข้า 97,303.92 ล้านบาท ขณะที่มูลค่าการค้าชายแดนอยู่ที่ 193,663 ล้านบาท ลดลง 7.4%
สินค้านำเข้าสำคัญจากเมียนมา ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ สินแร่ และสัตว์น้ำ ส่วนสินค้าส่งออกสำคัญของไทย ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ น้ำมันดีเซล และสินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร
“กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและมาตรการด้านการค้าของรัฐบาลเมียนมาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการที่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย และใช้เวทีการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า (JTC) ที่กำลังจะจัดขึ้นในปลายปีนี้ เป็นโอกาสในการพูดคุยแก้ปัญหาอุปสรรคทางการค้าร่วมกัน เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางแผนธุรกิจและปรับตัวให้เหมาะสมภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง” นางอารดากล่าว