‘บินไทย’ ตั้งรับความเสี่ยงน้ำมัน ทุ่มลงทุนอีก 1.2 แสนล้านหาเครื่องใหม่เพิ่ม
อุตฯ การบินช็อกราคาพลังงาน “การบินไทย” เผยความไม่แน่นอนของสถานการณ์ตะวันออกกลางยังเป็นความเสี่ยงหลัก ชี้ต้องมอนิเตอร์ใกล้ชิดพร้อมปรับแผนให้สอดรับต้นทุน-สภาพคล่อง หวังหนุนการเติบโตในครึ่งปีหลังนี้ หลังกำไรไตรมาส 2 วูบไป 1 หมื่นล้าน แจงแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ลงทุน 120,000 ล้านบาทจัดหาเครื่องบินใหม่ ตามเป้าขยายฝูงบินครบ 150 ลำภายในปี ’76
รายงานข่าวจากบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางยังคงเป็นความเสี่ยงหลักที่อาจสร้างความผันผวนต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงนโยบายการค้าที่อาจเข้มงวดขึ้นอาจส่งผลต่อภาวะเงินเฟ้อและประสิทธิภาพการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) คาดการณ์ว่าในปีนี้อุตสาหกรรมการบินจะได้รับผลกระทบโดยตรงจาก “ภาวะช็อกด้านพลังงาน” (Energy Shock)
มอนิเตอร์ตะวันออกกลางใกล้ชิด
โดย IATA ปรับลดมุมมองต่อแนวโน้มอุตสาหกรรมการบินสำหรับปี 2569 ลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดว่าสายการบินต่าง ๆ จะยังคงความสามารถในการทำกำไรจากรายได้ที่คาดว่าจะเติบโตขึ้นร้อยละ 9.4 จากรายได้ต่อหน่วยที่สูงขึ้นจากผลกระทบของสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันพุ่งสูงขึ้นและการจองตั๋วล่วงหน้าชะลอตัว
นอกจากนี้ บริษัทปรับกลยุทธ์เชิงรุกด้วยการขยายเพดานการบริหารจัดการความเสี่ยงราคาน้ำมันไม่เกินร้อยละ 60 การปรับลดเที่ยวบินให้สอดคล้องกับความต้องการเดินทางของผู้โดยสาร รวมถึงการหลีกเลี่ยงการแข่งขันด้านราคา และปรับราคาบัตรโดยสารให้สะท้อนต้นทุนจริง
อย่างไรก็ตาม ยังคงติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด และปรับแผนดำเนินงานโดยมุ่งเน้นวินัยในการบริหารจัดการต้นทุนและการรักษาสภาพคล่อง เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและสนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
กำหนดแผน 5 ลงทุน 1.2 แสนล้าน
รายงานข่าวระบุด้วยว่า บริษัทได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยคาดว่าจะใช้งบฯ ลงทุนประมาณ 120,000 ล้านบาทในช่วง 5 ปี เพื่อจัดหาเครื่องบินใหม่ โดยเน้นเครื่องบินตระกูลโบอิ้ง 787 Dreamliner พร้อมเพิ่มสัดส่วนเครื่องบินที่บริษัทเป็นเจ้าของ (Owned Aircraft) มากขึ้น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและกระแสเงินสด และตั้งเป้าขยายฝูงบินให้ครบ 150 ลำภายในปี 2576
โดยบริษัทมีการสั่งซื้อเครื่องบินแบบโบอิ้งรวม 52 ลำ แบ่งเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 787 Dreamliner ที่ตกลงแล้ว 45 ลำ และใช้สิทธิจัดหาเพิ่มเติม (Option) 7 ลำ (จากที่บริษัทมีสิทธิในการจัดหาทั้งหมด 35 ลำ) โดยมีสิทธิพิจารณาเปลี่ยนรุ่นเป็นเครื่องบินแบบโบอิ้ง 777X ได้ตามความเหมาะสม
จ่อเพิ่มความถี่เที่ยวบินทั้งใน-ตปท.
ในส่วนของแผนระยะสั้นนั้น ในช่วงปลายปี 2569 บริษัทมีแผนเพิ่มความถี่ของเที่ยวบินทั้งเส้นทางในประเทศ อาทิ เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ เป็นต้น และเส้นทางระหว่างประเทศ อาทิ เดลี ปีนัง ฮ่องกง กัวลาลัมเปอร์ มิวนิก ปารีส เป็นต้น นอกจากนี้ จะเปิดเส้นทางใหม่ไปยังนครดานัง ประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญและศูนย์กลางการท่องเที่ยวของเวียดนามกลาง
ขณะเดียวกันยังมุ่งมั่นยกระดับประสบการณ์การเดินทางระดับพรีเมี่ยมด้วยการประสานความร่วมมือกับ SIRIVANNAVARI แบรนด์แฟชั่นลักเซอรี่ เปิดตัว Amenity Kit รูปลักษณ์ใหม่ 2 ชุด สำหรับให้บริการแก่ผู้โดยสารชั้น Royal First Class ในเส้นทางยุทธศาสตร์ ได้แก่ ลอนดอน โอซากา และโตเกียว (นาริตะ) เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป
โดยชุดผลิตภัณฑ์แรกถ่ายทอดแนวคิดเทพปกรณัมไทย ผ่านสัตว์มงคล 4 ทิศแห่งเขาพระสุเมรุ ผสานลวดลายนกยูง ดอกไอริสอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ และดอกกล้วยไม้สัญลักษณ์ของการบินไทย เพื่อสื่อถึงมิตรภาพและศิลปะแห่งการใช้ชีวิต (Art of Living) ขณะที่อีกชุดผลิตภัณฑ์นำลวดลายพวงมาลัยและอุบะอันเป็นศิลปะแห่งการต้อนรับแบบไทยมาตีความใหม่ในรูปแบบร่วมสมัย
“ความร่วมมือในครั้งนี้นอกจากจะเป็นการเผยแพร่อัตลักษณ์ไทยในระดับสากลแล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การยกระดับผลิตภัณฑ์และบริการ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์ และสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย”
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดให้บริการเที่ยวบินปฐมฤกษ์สู่กรุงอัมสเตอร์ดัม ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2569 โดยกรุงอัมสเตอร์ดัมเป็นหนึ่งเมืองสำคัญด้านการเชื่อมต่อทางการค้าและการเดินทางในภูมิภาคยุโรปตะวันตก อาทิ เบลเยียม เยอรมนี ฯลฯ โดยให้บริการเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-อัมสเตอร์ดัม จำนวน 7 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ด้วยเครื่องบินลำตัวกว้างแบบแอร์บัส A350-900
ราคาน้ำมันทุบ “กำไร” ร่วง
รายงานข่าวระบุด้วยว่า การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันโลกในช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมาส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลข “กำไร” โดยพบว่า ไตรมาส 2/2569 บริษัทมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) ทั้งสิ้น 48,621 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,793 ล้านบาท หรือ 8.5% โดยมีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 44,930 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 29.7% หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็นมูลค่า 10,282 ล้านบาท
การเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของค่าใช้จ่ายเป็นผลจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะต้นทุนค่าน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้น 8,184 ล้านบาท หรือ 72.6% ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,537 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10,597 ล้านบาท (-87.3%)
สำหรับงวด 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2569) บริษัทมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 99,650 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,198 ล้านบาท หรือ 3.3% มีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 82,213 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 11,645 ล้านบาท