ส่องสปีชรมว.คลังอินโดฯ รุกหนัก ดึงโตโยต้าย้ายฐาน วันเดียวกับนายกฯไทยเยือน
ความเคลื่อนไหวของบุคคลระดับรัฐมนตรีอินโดนีเซียในการเรียกร้องให้บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ (Toyota Motor Corp.) ย้ายฐานการผลิตในภูมิภาคอาเซียนพ้นจากประเทศไทย เกิดขึ้นวันเดียวกันกับที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการในระหว่างวันที่ 3 – 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามคำเชิญของนายปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย
ตอกย้ำการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นผ่านมาตรการจูงใจในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศระหว่างอินโดนีเซียที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งและอันดับสองของอาเซียนอย่างไทย
วันที่ 4 สิงหาคม นายอนุทินเป็นประธานในพิธีเปิดงานสัมมนาทางธุรกิจไทย – อินโดนีเซีย ซึ่งงาน Business Forum จัดโดยสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย หรือ KADIN ร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจและผลักดันโอกาสการลงทุนระหว่างสองประเทศ
และเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) จำนวน 4 ฉบับ ระหว่างหน่วยงานและภาคเอกชนของไทยและอินโดนีเซีย ครอบคลุมความร่วมมือในสาขาที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ได้แก่ MOU ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย,
MOU ส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT Trinusa Travelindo (Traveloka Indonesia) ,MOU ความร่วมมือด้านการตลาดเชิงกลยุทธ์ การสื่อสารและการท่องเที่ยว ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กับบริษัท PT TransNusa Aviation Mandiri (TransNusa Indonesia) และ MOU ความร่วมมือตลาดคาร์บอน ระหว่างสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งประเทศอินโดนีเซีย (KADIN Indonesia) กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย
กระทรวงการต่างประเทศไทยระบุว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีเพื่อแนะนำตัวในโอกาสเข้ารับตำแหน่งใหม่ ตามธรรมเนียมปฏิบัติของอาเซียน และนับเป็นการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยครั้งแรกในรอบ 15 ปี
ในการพยายามกระตุ้นให้ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ของญี่ปุ่นมาตั้งศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคอาเซียนที่ประเทศอินโดนีเซีย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซียแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลที่จะเสนอสิ่งจูงใจมากมายในภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่เหล็กกล้าไปจนถึงบริการทางการเงิน
ในระหว่างงานแสดงรถยนต์นานาชาติไกกินโด อินโดนีเซีย (GIIAS) 2026 ที่เมืองตังเกรัง จังหวัดบันเต็น เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2026 นายปุรบายา ยูดี ซาเดวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอินโดนีเซียเสนอสิ่งจูงใจแก่โตโยต้าเพื่อดึงดูดให้ยักษ์ใหญ่ด้านยานยนต์ญี่ปุ่นย้ายศูนย์กลางการผลิตในภูมิภาคจากประเทศไทยมายังอินโดนีเซีย
“เราจะสนับสนุนโตโยต้า แต่ขอให้ย้ายกิจกรรมการผลิตหลักของคุณจากไทยมายังอินโดนีเซีย” เขากล่าวตามที่สื่อยักษ์ใหญ่ท้องถิ่นอย่างคอมปาส- Kompas.com รายงาน
“เราจะจัดหามาตรการจูงใจที่จำเป็นทั้งหมด” ซาเดวากล่าว
รัฐมนตรีคลังยังเรียกร้องให้โตโยต้าเคลื่อนย้ายอุตสาหกรรมสนับสนุนมายังอินโดนีเซีย โดยระบุว่าวัสดุและชิ้นส่วนหลายอย่างที่ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศใช้ยังคงนำเข้าจากต่างประเทศ
เหล็ก อิเล็กทรอนิกส์ และผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญที่อินโดนีเซียยังคงนำเข้าจากต่างประเทศ
“หากคุณนำอุตสาหกรรมสนับสนุนมาที่นี่ เราจะจัดหามาตรการจูงใจที่เพียงพอ หรืออาจจะมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ” ซาเดวากล่าวเสริม
ปุรบายาตั้งข้อสังเกตว่า อินโดนีเซียในฐานะตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีศักยภาพที่จะเป็นฐานการผลิตหลักของโตโยต้าในภูมิภาคนี้ได้
“ทำไมโรงงานถึงควรตั้งอยู่ในประเทศไทย? อาจเป็นเพราะในอดีต เรามีมาตรการจูงใจนักลงทุนต่างชาติไม่เพียงพอ หรืออาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมการลงทุนของเรายังไม่ดีพอ” เขากล่าว
รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียยังเน้นย้ำว่าสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากรัฐบาลอินโดนีเซียยังคงพัฒนาสภาพแวดล้อมการลงทุนในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถแข่งขันได้มากขึ้นในการดึงดูดการลงทุนด้านการผลิต
ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ของอินโดนีเซียมีพนักงานประมาณ 1.5 ล้านคน และผลิตรถยนต์ประมาณ 2.5 ล้านคันต่อปี
นอกจากนี้ ซาเดวากล่าวว่า ประธานาธิบดีซูเบียนโต จะประกาศมาตรการจูงใจสำหรับรถจักรยานยนต์และรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 500,000 คันภายในสองถึงสามสัปดาห์ข้างหน้า
มาตรการจูงใจจะรวมถึงการยกเว้นภาษีขายสินค้าฟุ่มเฟือยสูงสุดถึง 100 เปอร์เซ็นต์ และการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม 40 เปอร์เซ็นต์ สำหรับยานยนต์ที่ตรงตามข้อกำหนดบางประการ โดยมาตรการเหล่านี้จะใช้กับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) เท่านั้น ส่วนรถยนต์ไฮบริดและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) จะไม่ได้รับสิทธิ์
“นอกจากนี้ จะมีข้อแตกต่างเล็กน้อยในเรื่องมาตรการจูงใจระหว่างรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่แบบนิกเกิลและแบบลิเธียม” เขากล่าวเสริมว่า ประธานาธิบดีซูเบียนโตจะประกาศรายละเอียดขั้นสุดท้าย
รัฐมนตรีอินโดนีเซียย้ำว่า รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะเร่งการใช้รถยนต์ไฟฟ้าพร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนในระบบนิเวศยานยนต์ของอินโดนีเซียผ่านการสนับสนุนทางการคลังที่ตรงเป้าหมาย
ขณะเดียวกันในอีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมา ฝั่งของนายบูดี ซานโตโซรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าอินโดนีเซียจัดประชุมกับผู้แทนบริษัท PT Toyota Motor Manufacturing Indonesia ที่กรุงจาการ์ตา เมื่อ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมา
บูดี ซานโตโซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้ากล่าวว่า คาดว่าการเจรจาจะเสร็จสิ้นภายในเดือนพฤศจิกายนอย่างช้าที่สุด ซึ่งจะปูทางให้สินค้าอินโดนีเซียเข้าถึงตลาดกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียได้กว้างขึ้น
อินโดนีเซียตั้งเป้าหมายเดือนพฤศจิกายน 2026 เป็นกำหนดเส้นตายในการสรุปการเจรจาการค้ากับกลุ่มประเทศความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย (GCC) เนื่องจากรัฐบาลต้องการขยายการเข้าถึงตลาดและเพิ่มการส่งออก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคยานยนต์
ในการประชุมกับตัวแทนจากโตโยต้าที่กรุงจาการ์ตา ซานโตโซยังเรียกร้องให้ผู้ผลิตรถยนต์ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่ให้มากขึ้นเพื่อขยายการส่งออก
รัฐบาลกำลังดำเนินการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของอินโดนีเซียในตลาดโลกผ่านกรอบความร่วมมือทางการค้า โดยคาดว่าการเข้าถึงตลาดที่ขยายออกไปจะสร้างโอกาสการส่งออกใหม่ๆ และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอินโดนีเซีย
ซานโตโซและตัวแทนจากโตโยต้ายังได้หารือถึงโอกาสในการเพิ่มการส่งออกรถยนต์ไปยังละตินอเมริกา ซึ่งถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพสำหรับผลิตภัณฑ์ของอินโดนีเซียด้วย
อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่าการเข้าถึงตลาดเม็กซิโกอย่างลึกซึ้งยังคงเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากอินโดนีเซียและเม็กซิโกยังไม่ได้จัดทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี
ดังนั้น ซานโตโซ จึงเรียกร้องให้ผู้ส่งออกให้ความสำคัญกับตลาดที่ครอบคลุมข้อตกลงการค้าที่มีอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระหว่างอินโดนีเซียและเปรู
เขายังสนับสนุนให้ธุรกิจอินโดนีเซียใช้ระบบใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงการค้า ซึ่งจะช่วยให้ได้รับใบรับรองแหล่งกำเนิดสินค้าแบบพิเศษโดยอัตโนมัติ
เขากล่าวว่า ระบบนี้ได้อำนวยความสะดวกในการส่งออกไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ รวมถึงสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จีน ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ปากีสถาน และฮ่องกง
“เรายังคงเปิดรับข้อเสนอแนะจากภาคธุรกิจ โปรดรายงานอุปสรรคใดๆ ต่อรัฐบาล เพื่อที่เราจะได้ตอบสนองโดยประสานงานกับกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” ซานโตโซกล่าว
อ้างอิง :