โตโยต้า-ฮอนด้า ออกโรงจี้รัฐ คลังรับลูกขึ้นภาษีรถ EV นำเข้า
“โตโยต้า-ฮอนด้า” ออกโรงกดดันรัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เกิด “แฟร์เพลย์” ระหว่างรถยนต์ผลิตในประเทศ กับรถอีวีนำเข้า เพื่อรักษาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้แข็งแรง ชำแหละมาตรการรัฐมุ่งส่งเสริมใช้รถอีวี แต่ไม่ช่วยอุตสาหกรรมอีวีในประเทศไทย อุดหนุน “อีวีจีน” นำเข้าถูกกว่ารถผลิตในประเทศ ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิต 6 ค่ายรถญี่ปุ่นผนึกกำลังขอผ่อนผันยืดเวลาบังคับใช้ภาษีใหม่รถไฮบริด “เอกนิติ” รับลูกแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ เร่งปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต“รถนำเข้า” ดีเดย์ ก.ย.นี้ กระทรวงอุตฯเตรียมนัดถกแผนส่งเสริมEV ฉบับใหม่
โตโยต้าชี้เหลื่อมล้ำแข่งขัน
นายศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ผ่านมาโตโยต้าได้เข้าหารือกับภาครัฐ ถึงสถานการณ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปัจจุบัน เพื่อสะท้อนถึงสถานการณ์ความเป็นจริง โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำทางการแข่งขันระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย และรถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน
สิ่งที่โตโยต้าได้มีการหารือและเสนอไปยังรัฐบาล คือการพิจารณาปรับเกณฑ์โครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่เพื่อให้ความเท่าเทียมในการเเข่งขัน โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ เนื่องจากปัจจุบันรถยนต์อีวีจากจีนที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยเสียภาษีสรรพสามิตต่างจากรถยนต์ที่ผลิตในประเทศพอสมควร ทำให้การเเข่งขันค่อนข้างยาก
ประกอบกับเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศมากกว่า ผู้ที่ใช้ช่องโหว่ทางภาษีมาเป็นโอกาสในการนำเข้ารถยนต์มาจำหน่าย ส่งผลให้ประเทศต้องสูญเสียภาษีที่ควรต้องจัดเก็บมาใช้ในการพัฒนาประเทศต่อไป
“เห็นได้จากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลพยายามส่งเสริมรถยนต์อีวี โดยมีมาตรการสนับสนุนเงินมูลค่า 100,000 บาท และ 50,000 บาท ซึ่งเป็นการใช้เงินจากภาษี ขณะที่ค่ายรถบางรายอาศัยช่องว่างดังกล่าวนำเข้ารถมาจำหน่าย โดยที่ไม่มีแผนงานชัดเจนในการลงทุนในประเทศไทย ซึ่งตรงนี้ทำให้ผู้ที่ตั้งใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเสียเปรียบ”

ปรับภาษีใหม่ยิ่งเร็วยิ่งดี
นายศุภกรยังกล่าวต่อไปว่า สิ่งสำคัญที่อยากสะท้อนไปยังรัฐบาล คือการหันกลับมาพิจารณาถึงการปรับโครงสร้างจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียม โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์อีวีนำเข้า และผู้นำเข้าชิ้นส่วนมาประกอบในประเทศไทย
หากมองในเรื่องของอีโคโนมีออฟสเกล ประเทศจีนการขายรถในระดับ 20 ล้านคัน แม้ว่าปัจจุบันยอดขายลดลงไป 7-8% ขณะที่ประเทศไทยยอดขายปีละ 6 แสนคัน เท่ากับจีนขายรถเพียง 2 สัปดาห์ เท่ากับตลาดประเทศไทยทั้งปี ดังนั้นไทยไม่สามารถเเข่งขันในเรื่องของต้นทุนได้
โดยค่ายรถจีนนำเข้ารถอีวีเพื่อมาจำหน่ายในประเทศไทยนั้น มีความได้เปรียบในเรื่องของต้นทุน ขณะเดียวกันยังได้แต้มต่อด้านภาษีของประเทศไทย ทำให้มีความได้เปรียบทางการแข่งขันค่อนข้างมาก
ประเทศได้อะไร
นายศุภกรกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะที่รถยนต์ผลิตในประเทศไทยต้องเสียภาษีในทุกขั้นตอน ส่วนรถนำเข้าจากจีนเสียภาษี 8% และยังได้การสนับสนุนมาตรการทางภาษีจากมาตรการรัฐบาลอีก เรียกว่าค่ายรถจีนได้ภาษีคืนไปหมด หมายความว่าผู้บริโภคได้ใช้รถอีวีที่ราคาถูกลงเป็นเรื่องที่ดี แต่ประเทศได้อะไรจากการสนับสนุนและจ่ายโดยรัฐบาล
“ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเราไม่สนับสนุนให้ผู้บริโภคได้ใช้รถยนต์ราคาถูกลง แต่ต้องการให้รัฐบาลลงมาพิจารณาถึงรายละเอียดอย่างแท้จริง ตลาดรถยนต์บ้านเราขายปีละ 6 เเสนคัน มีการเก็บภาษีเพื่อนำไปพัฒนาประเทศได้ แต่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตปัจจุบันทำให้เงินภาษีที่ควรจัดเก็บได้หายไป และอนาคตถ้ายังปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้สุดท้ายจะไม่มีเงินให้รัฐบาลนำมาชดเชยตรงนี้”
การเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีการนำเข้ารถยนต์ใหม่ หากเป็นไปได้รัฐบาลควรดำเนินการให้เร็วที่สุด และจัดเก็บในอัตราที่มากสุด
ถึงเวลาคัดกรองคนที่จริงใจกับประเทศเราได้แล้ว ไม่ใช่ปล่อยไว้แบบนี้ และผู้บริโภคไม่ผิด แต่โครงสร้างมันผิดเพี้ยน และอยากให้รัฐช่วยดูแลเรื่องพวกนี้” นายศุภกรกล่าว
แฟร์เพลย์ยึดประโยชน์ประเทศ
ผู้บริหารโตโยต้ากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโตโยต้าแม้จะได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์นำเข้าครั้งนี้ก็ตาม แต่เราก็ยอม เพราะเป้าหมายต้องการให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม หรือ “แฟร์เพลย์” โดยยึดหลักประโยชน์ของประเทศไทยต้องมาก่อน
โดยปัจจุบันบริษัทโตโยต้าเสียภาษีสรรพสามิตประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี จากยอดขายรถยนต์ 260,000 คันต่อปี ขณะตลาดรวมรถอีวีมียอดขาย 120,000 คันต่อปี คิดเป็นภาษีสรรพสามิตประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่งบางส่วนเป็นรถนำเข้า ส่งผลให้รัฐบาล
ไม่สามารถจัดเก็บภาษีในอัตราที่ควรจะเป็น นั่นหมายความว่าภาษีที่ประเทศไทยควรจะได้หายไปเรื่อย ๆ
พร้อมย้ำว่า โตโยต้าไม่ได้ต่อต้านรถอีวี เพียงแต่ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาโครงสร้างภาษีใหม่ให้เกิดความเป็นธรรม และเท่าเทียมกับค่ายรถยนต์ที่มีการลงทุนผลิตในประเทศไทย รวมทั้งค่ายรถอีวีที่ความตั้งใจผลิตในประเทศไทยด้วย
ยอมรับว่ารถบางประเภทเราอาจจะแข่งขันไม่ได้ อันนี้ต้องแฟร์เกม แต่อย่าชกใต้เข็มขัด เพื่อให้ทุกคนอยู่บนมาตรฐานการเเข่งขันเดียวกัน ส่วนลูกค้าโตโยต้าต้องการใช้รถ BEV ของโตโยต้า เราก็มีรถไว้ตอบความต้องการ
สำหรับภาพรวมของตลาดรถยนต์ปีนี้ โดยรวมมีการปรับเพิ่มเล็กน้อยจาก 640,000-650,000 คันเป็น 680,000-700,000 คัน หลัก ๆ เป็นผลมาจากรถยนต์นำเข้าจากจีน
6 ค่ายรถญี่ปุ่นผนึกพลัง
นายโคจิ อิวานามิ ประธานกรรมการบริหารและซีอีโอ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายรถยนต์ฮอนด้า เปิดเผยว่า ขณะนี้ฮอนด้าได้มีการหารือร่วมกับค่ายรถญี่ปุ่น 6 ราย และหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ถึงสิ่งที่ต้องการสะท้อนไปยังรัฐบาลไทยให้พิจารณา ถึงเรื่องอัตราภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นให้ถูกลง และสามารถเเข่งขันได้ง่ายขึ้น จากปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีนำเข้า (ภาษีศุลกากร) รถยนต์ผลิตจากประเทศญี่ปุ่นในอัตราสูงถึง 80% ทั้งนี้เพื่อเพิ่มโอกาสและสร้างความหลากหลายในการนำเข้ารถจากประเทศญี่ปุ่นมาตอบโจทย์ผู้บริโภคชาวไทย
ปัจจุบันฐานการผลิตรถยนต์ฮอนด้าในประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องกำลังการผลิต โดยโรงงานที่จังหวัดปราจีนบุรีมีการผลิตรถยนต์ทั้งสิ้น 6 รุ่น และจะเพิ่มอีก 2 รุ่นภายในปี 2029 ภายใต้กำลังผลิต
ที่ 150,000 คันต่อปี ซึ่งค่อนข้างแน่นแล้ว โดยหากรัฐบาลมีการปรับลดภาษีนำเข้าให้ถูกลง ฮอนด้าก็จะมีโอกาสนำรถยนต์โมเดลต่าง ๆ เช่น แจ๊ซ, ฟรีด, สเต็ปวากอน และ ฯลฯ เข้ามาทำตลาดเพื่อความหลากหลายของรุ่นรถ

ขอผ่อนผันภาษีใหม่ไฮบริด
นายโคจิกล่าวว่า นอกจากนี้สิ่งที่ฮอนด้าอยากเสนอให้รัฐบาลไทยพิจารณาเพิ่มเติม คือเรื่องสิทธิประโยชน์รถไฮบริด ตามโครงสร้างจัดเก็บภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะบังคับใช้ โดยต้องการให้มีการผ่อนผัน หรือขยายระยะเวลาให้กับรถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบันที่ทำตลาดอยู่เพื่อให้สามารถแข่งขันได้
เนื่องจากตามเงื่อนไขโครงสร้างภาษีใหม่ หากต้องการทำให้ภาษีลดลงผู้ผลิตต้องใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศ (Local Content) สัดส่วนที่มากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งฮอนด้าพยายามผลักดันให้มีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศไทยมากที่สุด เพียงแต่ยังต้องรอเวลาให้ถึงการเปลี่ยนรุ่นใหม่ของเครื่องยนต์ไฮบริดในอนาคต ซึ่งบริษัทไม่สามารถเลื่อนแผนงานให้เร็วขึ้นตามความต้องการของรัฐบาลได้ โดยขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างพัฒนารถไฮบริดรุ่นใหม่ ซึ่งตามกำหนดต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2 ปี คือราวปี 2030 จะพร้อมออกสู่ตลาด
ส่วนของภาษีไฮบริดใหม่นั้นรัฐบาลมีรายการชิ้นส่วนที่ต้องการผลักดันให้ค่ายรถผลิตมาเลือกเพื่อผลิตในประเทศไทย เช่น ชิ้นส่วนในระบบขับเคลื่อน เป็นรายการว่าต้องมีอะไรบ้างให้ค่ายรถเลือกผลิตในประเทศ โดยเครื่องยนต์ มอเตอร์ ตัวใหม่เราทำได้แน่นอน แต่ไม่สามารถใช้กับรถรุ่นปัจจุบันได้ดังนั้นการทำให้ได้ตามเงื่อนไขของรัฐบาลจะมีรถบางรุ่นของฮอนด้าที่ทัน บางรุ่นไม่ทัน โดยโมเดลที่ทำไม่ทันและอยากขอผ่อนผันมี 4 รุ่นในปัจจุบัน”
“เอกนิติ” รับลูกค่ายญี่ปุ่น
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า ขณะนี้ได้สั่งให้กรมสรรพสามิตไปพิจารณาโครงสร้างอัตราภาษีรถยนต์ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่เข้ามาตั้งโรงงานในประเทศไทย เนื่องจากมีข้อเรียกร้องจากผู้ประกอบการเข้ามา จึงคิดว่าภาษีสรรพสามิตเป็นมาตรการหนึ่งที่สามารถช่วยให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบการได้ ซึ่งไม่เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แต่รวมถึงรถสันดาปภายใน (ICE) ส่วนที่เป็นรถยนต์ไฮบริดที่มีโรงงานผลิตในประเทศด้วย
ทั้งนี้ รถนำเข้า หรือการนำเข้าชิ้นส่วนสำเร็จรูป โดยไม่มีฐานการผลิตในประเทศ จะต้องเสียภาษีในอัตราสูงขึ้น เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ผลิตในประเทศ
“วันนี้พอโครงสร้างอัตราภาษีศุลกากรมีความลักลั่น สำหรับบางประเทศที่มีข้อตกลง FTA ก็จะเสียภาษีที่ถูกกว่า อันนี้เป็นข้อจำกัดการพัฒนาของผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งรัฐบาลได้รับข้อเรียกร้อง
จากผู้ประกอบการที่อยู่ในไทย ไม่เฉพาะค่ายรถอีวี แต่มีค่ายรถสันดาปที่เป็นไฮบริดด้วย จึงคิดว่าเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมก็ได้ให้กรมสรรพสามิตไปเร่งพิจารณา”
ก.ย.นี้ปรับขึ้นภาษีนำเข้าอีวีจีน
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ตามแนวทางที่รองนายกฯ และ รมว.คลัง ระบุนั้นจะเร่งให้เสร็จภายในเดือน ก.ย. นี้ ซึ่งจะไม่เกี่ยวกับโครงสร้างภาษีรถยนต์ในประเทศที่เพิ่งเริ่มใช้ในปี 2569 แต่อย่างใด แต่จะเป็นการปรับเพิ่มเพดานอัตราภาษีรถนำเข้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการที่ผลิตในประเทศที่ได้รับผลกระทบ อย่างค่ายรถญี่ปุ่น หรือแม้แต่ค่ายรถใหม่ ๆ ที่จะเข้ามาตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในระยะข้างหน้า
“แนวทางที่จะดำเนินการไม่ได้ไปรื้อโครงสร้างภาษีรถยนต์ที่เพิ่งประกาศใช้ เพราะตรงนั้นเป็นโครงสร้างภาษีของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ แต่ที่จะทำคือปรับขึ้นเพดานอัตราภาษีของรถนำเข้าให้สูงขึ้น” แหล่งข่าวกล่าว
“วราวุธ” นัดถกแผน EV ใหม่
นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวกรณีโตโยต้าส่งสัญญาณกังวลต่อการดำเนินธุรกิจและฐานการผลิตในประเทศไทย ว่า สิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการในขณะนี้คือ การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ในประเทศไทยสามารถแข่งขันกับรถยนต์นำเข้าได้ โดยต้องไม่ปล่อยให้รถนำเข้ามีต้นทุนต่ำกว่ารถที่ผลิตในประเทศ จนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตไทย
“หลัก ๆ คือภาษีสรรพสามิตที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตของรถในประเทศสู้กับรถที่นำเข้ามาได้ เราต้องทำให้รถนำเข้าไม่ถูกไปกว่ารถที่ผลิตในประเทศ”
ประเด็นการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวไม่ได้มุ่งเฉพาะรถยนต์จากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่จะต้องพิจารณาผู้ผลิตจากทุกประเทศ รวมถึงรถยนต์จากจีนด้วย เพื่อให้เกิดการแข่งขันภายใต้กติกาที่เป็นธรรม โดยขณะนี้กระทรวงการคลังได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตแล้ว ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างติดตามและหารือแนวทางดังกล่าว
ส่วนการจัดทำมาตรการส่งเสริมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ฉบับใหม่นั้น จำเป็นต้องหารือร่วมกันหลายฝ่าย เพราะไม่ใช่ภารกิจของกระทรวงอุตสาหกรรมเพียงหน่วยงานเดียว แต่เกี่ยวข้องกับหลายด้าน ทั้งห่วงโซ่อุปทาน สิทธิประโยชน์การลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) รวมถึงโครงสร้างภาษีและมาตรการจูงใจอื่น ๆ
ยืนยันต้องดูแลโตโยต้า
นายวราวุธยืนยันว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นที่เข้ามาลงทุนและอยู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะบริษัทที่มีฐานการผลิตและสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ซึ่งไทยจำเป็นต้องร่วมกันรักษาฐานการผลิตเหล่านี้ไว้ เพราะเป็นส่วนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และการจ้างงานของประเทศ สำหรับกรณีโตโยต้าที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกันประมาณ 2-3 ครั้ง และยังมีการประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกระแสข่าวโตโยต้าอาจสนใจขยายฐานการลงทุนไปยังอินโดนีเซียนั้น ยอมรับว่ามีข้อมูลว่าฝั่งอินโดนีเซียต้องการดึงโตโยต้าเข้าไปลงทุน และแสดงท่าทีเชิญชวนบริษัทอย่างชัดเจน ขณะที่ไทยเองต้องเร่งสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสมเพื่อรักษาฐานการผลิตเอาไว้ แม้ประเทศอื่นอาจมีข้อเสนอหรือมาตรการจูงใจที่น่าสนใจ แต่ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบจากการเป็นฐานการผลิตของโตโยต้ามาอย่างยาวนาน มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจ มีแรงงานที่มีทักษะ ตลอดจนมีห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ที่พัฒนาแล้ว จึงควรใช้จุดแข็งเหล่านี้เป็นฐานในการรักษาการลงทุน
อย่างไรก็ตาม หากประเทศไทยต้องการรักษาโตโยต้าและค่ายรถยนต์รายอื่น ๆ ให้ลงทุนต่อเนื่อง จำเป็นต้องพิจารณามาตรการจูงใจหลายด้าน โดยต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันออกแบบมาตรการ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงการคลัง บีโอไอ และหน่วยงานที่ดูแลห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มาตรการที่ออกมาสอดคล้องกับสถานการณ์การแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
นำเข้าอีวีแสนคัน 70% ของตลาด
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท. ได้เปิดเผยถึงสถานการณ์ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยว่า ส.อ.ท.ได้มีการปรับลดเป้าการผลิตเพื่อการส่งออกจาก 950,000 คัน เหลือ 900,000 คัน หรือลดลง 5.26% ขณะที่คงเป้าหมายการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศไว้ที่ 550,000 คัน
เนื่องจากตลาดภายในประเทศยังได้รับแรงหนุนจากความต้องการรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์พลังงานทางเลือกที่เติบโตต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดีส่วนของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยในช่วงครึ่งแรกปี 2569 มีจำนวน 34,030 คัน เทียบกับยอดขายรถอีวีรวม 6 เดือน สูงถึง 106,115 คัน หมายความว่ารถอีวีที่จำหน่ายในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้ามากกว่า 70%
จี้รัฐปกป้องอุตฯ ยานยนต์
นางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ (TAIA) เปิดเผยว่า สถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหากลไกเพื่อปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์
โดยเฉพาะการสร้างสมดุลทางด้านภาษี ระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ และรถยนต์นำเข้า
เนื่องจากที่ผ่านมาผู้ผลิตในประเทศต้องเผชิญการแข่งขันกับรถอีวีนำเข้า ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านมาตรการ EV3.0 และ EV3.5 ส่งผลให้ศักยภาพทางการแข่งขันของค่ายรถยนต์ที่ผลิตในประเทศหายไปพอสมควร ทำให้เกิดความกังวลถึงความสามารถในการแข่งขัน
ในการที่ประเทศไทยจะรักษาความสามารถในการผลิต ทั้งระบบซัพพลายเชน และสามารถก้าวข้ามการเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์สมัยใหม่ได้อย่างแข็งแรง
นางสาวยุพินกล่าวว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลไทยและประเทศไทยต้องหามาตรการมาปกป้องอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศ โดยเฉพาะประเด็นส่วนต่างอัตราภาษีสรรพสามิต ระหว่างรถอีวีนำเข้าที่ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 10% ขณะที่รถยนต์ที่ประกอบในประเทศจัดเก็บในอัตรา 2% ซึ่งมีส่วนต่างกันเพียงแค่ 8% เท่านั้น อาจไม่เพียงพอในการจูงใจให้ผู้ประกอบการมาลงทุนผลิต หรือประกอบรถอีวีในประเทศไทย