‘ข้าวเหนียวดำ’ ใต้ขาดตลาด โรงสีชงนำเข้าเวียดนาม-หนุนปลูกในประเทศ
ตลาดข้าวเหนียวดำภาคใต้เริ่มตึงตัว โรงสีชี้ผลผลิตในประเทศไม่พอป้อนตลาดขนมพื้นเมือง ข้าวเหนียวดำพันธุ์ “ลืมผัว” จากภาคเหนือราคาพุ่งแตะ 60-70 บาท/กก. ผู้ประกอบการหันนำเข้าจากเวียดนาม แต่ติดต้นทุนขนส่ง-ภาษี และปัญหาเส้นทางชายแดน ล่าสุดผู้ค้าข้าวพัทลุงหารือพาณิชย์จังหวัด ศึกษานำเข้าโควตารายละประมาณ 900 ตัน พร้อมเสนอรัฐเร่งส่งเสริมปลูกในประเทศ สร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้เกษตรกร
แหล่งข่าวจากชมรมโรงสีข้าวจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ปัจจุบันตลาดข้าวเหนียวดำในพื้นที่ภาคใต้กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนอย่างมาก แตกต่างจากข้าวเหนียวขาวที่ยังมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการ เนื่องจากข้าวเหนียวดำเป็นวัตถุดิบเฉพาะที่ผู้ประกอบการนำไปใช้ผลิตขนมพื้นเมือง ทำให้มีความต้องการใช้อย่างต่อเนื่อง

ที่ผ่านมา ผู้ประกอบการในภาคใต้นิยมสั่งซื้อข้าวเหนียวดำพันธุ์ “ลืมผัว” จากภาคเหนือ แต่ปริมาณผลผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการ ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประมาณ 37-38 บาท/กก. เพิ่มขึ้นไปถึง 60-70 บาท/กก. ในช่วงที่ตลาดมีความต้องการสูง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนหันไปนำเข้าข้าวเหนียวดำจากเวียดนาม เนื่องจามีคุณภาพดีและเนื้อสัมผัสนุ่ม แต่การนำเข้ายังมีข้อจำกัดทั้งด้านเส้นทางและต้นทุน
แหล่งข่าวระบุว่า การขนส่งข้าวเหนียวดำจากเวียดนามเข้าสู่ภาคใต้ต้องผ่าน สปป.ลาว และกัมพูชา ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่วงที่มีการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้การขนส่งสินค้าหยุดชะงัก ผู้ค้าบางรายประสบปัญหาขาดสินค้าเป็นเวลานานกว่า 1 เดือน ขณะที่เส้นทางนำเข้าผ่าน สปป.ลาว ยังสามารถนำเข้าได้ในปริมาณจำกัด
หารือพาณิชย์จังหวัดชงนำเข้า
ปัจจุบันข้าวเหนียวดำจากเวียดนามมีการกระจายเข้าสู่หลายจังหวัดในภาคใต้ อาทิ สงขลา พัทลุง และสุราษฎร์ธานี โดยปริมาณของผู้ประกอบการแต่ละรายแตกต่างกัน ตั้งแต่ประมาณ 100-600 ตัน/เดือน ขึ้นอยู่กับกำลังซื้อและความต้องการของตลาด
สำหรับราคาข้าวเหนียวดำจากเวียดนามที่ต้นทางอยู่ที่ประมาณ 20-22 บาท/กก. แต่เมื่อรวมค่าขนส่ง ภาษี และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง ราคาขายส่งจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 42-44 บาท/กก. และมีราคาจำหน่ายปลายทางประมาณ 55 บาท/กก. สูงกว่าข้าวเหนียวขาวที่มีราคาอยู่เพียงประมาณ 27-28 บาท/กก.
แหล่งข่าวกล่าวว่า ล่าสุดผู้ประกอบการค้าข้าวใน จ.พัทลุง ได้หารือร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเข้าข้าวเหนียวดำจากโรงสีในประเทศเวียดนาม โดยเบื้องต้นมีการหารือถึงโควตานำเข้ารายละประมาณ 900 ตัน ซึ่งจะเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 30-32% ส่วนปริมาณนำเข้าที่เกินโควตาจะเสียภาษีสูงถึง 60%
“เนื่องจากผลผลิตข้าวเหนียวดำในประเทศ โดยเฉพาะในภาคใต้ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด จึงจำเป็นต้องพิจารณาทางเลือกในการนำเข้า” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม นอกจากการนำเข้าเพื่อแก้ปัญหาในระยะสั้นแล้ว ภาครัฐควรเร่งส่งเสริมการปลูกข้าวเหนียวดำภายในประเทศ โดยคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม สนับสนุนเมล็ดพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิต รวมถึงหาแนวทางลดต้นทุนการเพาะปลูก
ขณะเดียวกัน ต้องวางแผนพื้นที่เพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการของตลาด เพื่อให้การเพิ่มผลผลิตสามารถทดแทนการนำเข้าได้ โดยไม่กลายเป็นปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำในอนาคต
ปลูกบริโภคมากกว่าเชิงการค้า
ด้านนายประจวบ เกตุนิ่ม ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าว ต.ควนขนุน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง เปิดเผยว่า ข้าวเหนียวดำเป็นข้าวไร่ที่เหมาะสำหรับพื้นที่ดอน ปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกไว้สำหรับบริโภคภายในครัวเรือน มากกว่าการผลิตในเชิงพาณิชย์
หากตลาดมีความต้องการและจะส่งเสริมให้เกษตรกรขยายพื้นที่ปลูกเพื่อการค้า สามารถดำเนินการได้ แต่จำเป็นต้องวางระบบการผลิตให้ชัดเจน เนื่องจากข้าวเหนียวดำมีข้อจำกัดในขั้นตอนเก็บเกี่ยว โดยต้องใช้แรงงานคน และไม่สามารถใช้รถเกี่ยวข้าวได้ เพราะมีความเสี่ยงที่จะเกิดการปะปนกับข้าวเจ้า
ดังนั้น หากจะผลักดันข้าวเหนียวดำเป็นพืชทางเลือกสร้างรายได้ให้เกษตรกร จำเป็นต้องพิจารณาตั้งแต่ระบบการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว ไปจนถึงตลาดรองรับ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตได้อย่างคุ้มค่ากับต้นทุน
สร้างอาชีพ-เพิ่มรายได้เกษตรกร
นายลิขิต เลขาพันธ์ นายกสมาคมโรงสีข้าวและชาวนาภาคใต้ เปิดเผยว่า ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลการผลิตข้าวเหนียวดำเชิงการค้าในภาคใต้อย่างชัดเจน แต่จากความต้องการของตลาด หากภาครัฐเข้ามาสนับสนุนการปลูกอย่างจริงจัง จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร รวมถึงช่วยตอบสนองความต้องการของตลาดที่ขยายตัวต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกข้าวเหนียวดำจำเป็นต้องมีความพร้อมมากกว่าการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกเพียงอย่างเดียว ควรมีคำแนะนำด้านวิชาการและระบบการผลิตที่เหมาะสม รวมถึงมีมาตรการด้านราคารองรับ
นายลิขิตระบุว่า หากมีมาตรการประกันราคาหรือกลไกสร้างความมั่นใจด้านตลาด จะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้เกษตรกรกล้าตัดสินใจลงทุนปลูกข้าวเหนียวดำในระยะยาว ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มผลผลิตเข้าสู่ตลาดแล้ว ยังเป็นโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรภาคใต้ ท่ามกลางความต้องการข้าวเหนียวดำที่ปัจจุบันผลผลิตภายในประเทศยังไม่เพียงพอ