ดันเพิ่มมูลค่ามันสำปะหลังรับ Net Zero
กรมการค้าต่างประเทศเร่งยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยทั้งห่วงโซ่ หลังเผชิญแรงกดดันจากปัญหาผลผลิต สภาพอากาศ และปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ เดินหน้าเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้เพียงพอต่ออุตสาหกรรมกลางน้ำ-ปลายน้ำ พร้อมชูจุดแข็งสินค้าไทยตอบโจทย์ Sustainability, Health & Wellness และ Net Zero ระบุผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมีคุณสมบัติ Non-GMO และ Gluten Free ขณะที่ Carbon Footprint ต่ำกว่าแป้งสาลีถึง 4 เท่า
นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเผชิญปัจจัยท้าทายหลายด้าน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และสภาพอากาศ ขณะที่ระดับผลผลิตยังไม่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ จึงจำเป็นที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมกลางน้ำและปลายน้ำ
ทั้งนี้ กรมจะมีการหารือในคณะทำงานด้านมันสำปะหลัง เพื่อเร่งผลักดันการยกระดับมาตรฐานและประสิทธิภาพการผลิต เนื่องจากหากภาคต้นน้ำสามารถเพิ่มผลผลิตได้เพียงพอจะเป็นฐานสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง และอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ คือ การทำตลาดโดยนำจุดแข็งของมันสำปะหลังไทยมาต่อยอด เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่สามารถตอบโจทย์ด้าน Sustainability ได้ค่อนข้างดี ขณะเดียวกันยังสอดรับกับกระแส Health & Wellness เพราะผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังมีคุณสมบัติ Non-GMO และ Gluten Free ซึ่งเป็นจุดแข็งสำหรับการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง
“นอกจากตลาดสุขภาพแล้ว กรมการค้าต่างประเทศยังให้ความสำคัญกับการทำตลาดภายใต้แนวคิด Net Zero โดยมองว่าอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยมีศักยภาพด้านการลดการปล่อยคาร์บอน และสามารถใช้เป็นจุดขายสำคัญในการแข่งขันกับวัตถุดิบประเภทอื่นในตลาดโลก โดยผู้ประกอบการไทยได้พัฒนานวัตกรรมการผลิตอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถลดCarbon Footprint ได้มากเมื่อเทียบกับพืชไร่หรือวัตถุดิบที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ โดยยกตัวอย่างแป้งสาลีที่มีการปล่อยคาร์บอนมากกว่ามันสำปะหลังถึง 4 เท่า”
สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง กรมการค้าต่างประเทศมุ่งพัฒนาภายใต้แนวคิด “ต่อยอดคุณค่า สู่อนาคตที่ยั่งยืน” ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ “คุณภาพนำ-ความเชื่อมั่นหนุน-นวัตกรรมขับเคลื่อน” หรือ Quality-Confidence-Innovation โดยมุ่งยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้า เสริมความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมผลักดันเทคโนโลยีและนวัตกรรมการแปรรูปเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง
นางอารดากล่าวว่า ในโลกการค้ายุคใหม่คู่ค้าไม่ได้พิจารณาเฉพาะคุณภาพของสินค้า แต่ยังให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ความโปร่งใส ความต่อเนื่องในการส่งมอบ ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความน่าเชื่อถือของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านการผลิต การแปรรูป เทคโนโลยี ระบบมาตรฐาน และฐานผู้ประกอบการ กรมการค้าต่างประเทศจึงต้องการต่อยอดมันสำปะหลังจากสินค้าเกษตรพื้นฐานไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง รวมถึงการใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมชีวภาพและอุตสาหกรรมนวัตกรรมแห่งอนาคต ควบคู่กับการขับเคลื่อนตามแนวทาง BCG Model เพื่อใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลด Carbon Footprint และสนับสนุนการเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ล่าสุด งาน “Thai Tapioca Nexus 2026 : มันสำปะหลังไทย เชื่อมความเชื่อมั่นสู่สากล” ที่ถูกจัดขึ้นเพื่อเป็นการเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และพันธมิตรการค้าจากทั้งในและต่างประเทศ ให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และมุมมองด้านการตลาด โดยเป้าหมายในระยะต่อไปคือการยกระดับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้น ทั้งนี้ การจัดงานครั้งนี้มีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 ราย รวมถึงผู้นำเข้าจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย ซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และฮ่องกง คาดว่าก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 2,600 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์การค้ามันสำปะหลังไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 (มกราคม-มิถุนายน) มีปริมาณการค้ารวม 2.52 ล้านตัน มูลค่า 38,003.15 ล้านบาท แม้การส่งออกจะชะลอตัวลงจากข้อจำกัดด้านปริมาณวัตถุดิบและการแข่งขันด้านราคาจากสินค้าทดแทนอย่างข้าวโพดในตลาดโลก แต่กรมคาดการณ์ว่าภาพรวมการส่งออกในช่วงที่เหลือของปี 2569 มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น ตามภาวะอุปสงค์ในตลาดคู่ค้าสำคัญ ประกอบกับการบริหารจัดการด้านวัตถุดิบและการปรับตัวของผู้ประกอบการให้สอดคล้องกับภาวะตลาด ขณะเดียวกัน กรมจะเดินหน้าขับเคลื่อนแผนส่งเสริมการตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในระยะยาวด้วย