เร่งคุม ‘ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง’
บทบรรณาธิการ
ท่ามกลางหนี้ครัวเรือนของไทยที่ยังทรงตัวในระดับสูง กระแสความร้อนแรงของสินเชื่อ “ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง” หรือ Buy Now Pay Later (BNPL) ยิ่งตอกย้ำปัญหามากขึ้น จากข้อมูลพบว่าบัญชีการใช้งานเติบโตระดับเกือบ ๆ 100% ต่อเนื่องนานหลายปี ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าในปี 2567 มีบัญชี BNPL ประมาณ 4.9 ล้านบัญชี แต่เมื่อย้อนกลับไปปี 2564 มีเพียง 6 แสนบัญชีเท่านั้น และการใช้จ่ายโตขึ้นเฉลี่ย 38% จาก 6,800 ล้านบาท ในปี 2564 กระโดดขึ้นเป็น 18,000 ล้านบาท ในเวลาเพียง 3 ปี
ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ตัวเลขระดับทวีคูณน่าจะเพิ่มสูงขึ้นในปี 2568-2569 รวมถึงหนี้เสียหรือ NPL น่าห่วงว่าจะเติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยกลุ่มลูกค้าหลักของสินเชื่อเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน-นักศึกษา หรือคนเริ่มทำงานใหม่ ๆ เพราะการสมัครทำได้ง่าย ผ่านแพลตฟอร์มที่ให้บริการซึ่งมีอยู่หลายเจ้าด้วยกัน นอกจากนี้ผลสำรวจพบว่าสินค้าที่ซื้อมีมูลค่าน้อยลงเรื่อย ๆ จากหลักพัน ลดสู่หลักร้อย และปัจจุบันเงินแค่ไม่กี่สิบบาทก็ยังใช้บริการผ่าน BNPL
ลำพังแค่ซื้อสินค้าหรือบริการไม่กี่ร้อยบาท แล้วต้องผ่อนก็ว่าหนักแล้ว มาถึงกรณีล่าสุดถึงขั้นผ่อนชานมไข่มุกแก้วละ 100 บาท หรือกระทั่งข้าวมันไก่จานละไม่กี่สิบบาทเริ่มมีให้เห็น นี่ยังไม่นับการสำรวจพบว่ากลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการสินเชื่อนี้อายุน้อยลงเรื่อย ๆ
จุดที่น่าห่วงนอกจากเยาวชนที่ใช้ BNPL มากขึ้น ทั้ง ๆ ที่จำนวนมากยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง รวมถึงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมแฝงต่าง ๆ ที่หากผู้ใช้ไม่ระมัดระวัง หรืออ่านเงื่อนไขอย่างถี่ถ้วน อาจถูกเรียกเก็บดอกเบี้ยระดับสูง กลายเป็นดินพอกหางหมู
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท.ต้องประกาศยกระดับการกำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์ (Non-bank) ทุกประเภทที่มีรวมกันกว่า 3,000 ราย โดยเฉพาะผู้ให้บริการ BNPL ที่ถือเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ ธปท.ต้องเข้ามากำกับและออกหลักเกณฑ์เพิ่มเติม เช่นกำหนดอายุผู้สมัคร หรือกำหนดเพดานการซื้อใช้เงิน ประเภทกินข้าวกินขนมยังต้องผ่อน ถือเป็นการบ่มเพาะนิสัยการบริโภคโดยไม่มีเงิน สร้างหนี้เร็วเกินไป คาดว่าจะเริ่มใช้ภายในเดือน ต.ค.-พ.ย.นี้
การใช้สินเชื่อ BNPL ในทางบวกสามารถสร้างกระแสเงินสด หรือหากมีวินัยในการชำระคืนมักไม่มีปัญหา แต่ที่น่ากังวลคือแผนการตลาด การจูงใจด้วยโปรโมชั่นต่าง ๆ บวกกับอายุของกลุ่มที่ใช้ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น อาจหลงระเริงใช้จ่ายเกินตัว และเห็นภาพลวงตาที่การผ่อนชำระรายงวดเพียงหลักสิบ หรือหลักร้อย จนตกเข้าไปในกับดักหนี้โดยไม่รู้ตัว จึงเป็นเรื่องเหมาะสมอย่างยิ่งที่ ธปท.เร่งคลอดมาตรการควบคุม เช่นเดียวกับผู้ปกครองต้องเพิ่มการตรวจสอบสุขภาพการเงินของบุตรหลานตัวเอง ก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาเรื้อรังในภายหลัง