ค่ายรถหนุนปรับภาษีป้องอุตฯ ขอเวลารัฐเตรียมตัวกระทบ ‘ต้นทุน’ หนัก
ค่ายรถยนต์เสนอ 4 แนวทางรัฐพิจารณาแพ็กเกจภาษีอีวีใหม่ ดูมูลค่าการใช้โลคอลคอนเทนต์ ยอดผลิต,ส่งออก, ลงทุน มาแลกเป็นโควตานำเข้ารถ EV พร้อมขอกรอบเวลาที่ชัดเจนเพื่อเตรียมตัวอย่างน้อย 6 เดือน ไม่ให้กระทบต้นทุน-แผนธุรกิจ
แหล่งข่าวระดับบริหารในอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” จากกรณีที่มีกระแสว่ากระทรวงการคลังจะมีการรื้อและปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่เพื่อสร้างสมดุลอุตสาหกรรมฯ หวังสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการ ลดความลักลั่นด้านภาษีระหว่างรถยนต์นำเข้ากับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต้องการป้องกันไม่ให้ผู้ผลิตรถยนต์ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปยังประเทศอื่น และต้องการใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือดึงดูดค่ายรถยนต์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่องให้ย้ายฐานการผลิตและเข้ามาตั้งโรงงานในไทย
ซึ่งคาดว่ากระทรวงการคลังจะเร่งพิจารณารายละเอียดทั้งหมดภายในเดือนกันยายน 2569 และอาจจะมีการปรับขั้นภาษีสรรพสามิตในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ได้สร้างความกังวลให้กับผู้ประกอบการพอสมควร เนื่องจากภาคธุรกิจต้องการรายละเอียดที่ชัดเจน และเพื่อให้มีเวลาเตรียมความพร้อมเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
ปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศเสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 2% ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้านำเข้าจากต่างประเทศ (CBU) เสียภาษีสรรพสามิตในอัตรา 10%
ส่วนแนวคิดการคำนวณภาษีสรรพสามิตใหม่นั้น มีคาดว่าจะขยับขึ้นเป็น อัตรา 32% หากเป็นไปตามแนวคิดดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลกระทบค่อนข้างมาก เนื่องจากมีการปรับขึ้นไปถึง 30% นั้น ทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการมีการเปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างมาก
ที่ผ่านมาหากจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านภาษี ภาครัฐจะต้องมีเวลาให้ผู้ประกอบการเตรียมตัวและรู้ล่วงหน้าเป็นปี เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีหากครั้งนี้มีการปรับหากบังคับใช้เลยเกรงว่าผู้ประกอบการจะไม่สามารถปรับตัวได้ทัน
ก่อนหน้านี้หลักการการสนับสนุนรถยนต์อีวีนั้นได้ถูกออกแบบมาจากพื้นฐานที่ประเทศไทยยังไม่มีรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาด ไม่มีค่ายรถเข้ามาลงทุนในประเทศไทย และหลักการคือทำอย่างไรให้เกิดการใช้รถยนต์อีวีในประเทศไทย และต้องเกิดการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยด้วย
“ทำอย่างไรให้คนหันมาใช้รถอีวีภายใต้ข้อจำกัด ทั้งระยะทางวิ่งได้น้อย สถานีชาร์จไม่ค่อยมี ในวันนั้นทำอย่างไรให้คนหันมาใช้ ก็จำเป็นที่ต้องมีการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้งไทยไม่ต้องการหลุดเทรนด์ เนื่องจากอุตสาหกรรมอีวีมีแวลูเชนค่อนข้างสูง จึงต้องขยับตัวตามเทรนด์ของโลก ส่วนเอฟทีเอนั้นมีอยู่แล้วและไม่สามารถเปลี่ยนกฎเกณฑ์ได้ เราไม่สามารถไปปรับเปลี่ยนได้ จึงต้องมีมาตรการจูงใจให้เข้ามาลงทุนผลิตในประเทศ คือเมื่อเราซื้อรถเข้ามาแล้วเขาต้องเข้ามาลงทุนผลิตในประเทศไทยด้วย แลกกัน แนวคิดนี้ผมว่าไม่ได้ผิดเพี้ยนและเป็นไปตามกลไกและดีมานด์ของตลาดในวันนั้น”
แต่ปัจจุบันก็ยังเป็นไปตามเทรนด์ รถอีวีจะค่อย ๆ โต ปีนี้คาดว่าจะไปที่ระดับ 30%
แหล่งข่าวกล่าวต่อไปว่า เมื่อเกิดการแข่งขันที่รุนแรงและส่งผลให้ผู้ผลิตรถยนต์ในประเทศเริ่มเดือดร้อน ไม่แปลกที่ภาครัฐออกมาดำเนินการตรงนี้ ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างรถยนต์นำเข้าและรถยนต์ที่ประกอบในประเทศ
แต่สิ่งที่ผู้ประกอบการกังวล คือ ระยะเวลาการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภาษี ว่าจะเริ่มใช้ในระยะเวลาใด และอัตราเท่าไร เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยีของรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ รวมทั้งการเจรจากับบริษัทแม่เพื่อขอโมเดลใหม่มาผลิต-ประกอบ ให้สอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย
แต่กระแสที่ออกมารัฐมองที่เรื่องของการปรับภาษีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีปัจจัยอื่นมาพิจารณา อีกทั้งไม่ชัดเจนเรื่องของเวลาที่บอกว่าจะปรับให้เร็วที่สุด เกรงว่าผู้ประกอบการไม่มีเวลาปรับตัว เพราะรถยนต์ที่สั่งเข้ามาล่วงหน้าบน “ต้นทุนเดิม” กำลังเข้ามาในประเทศไทย มีลูกค้ารอรับรถอยู่เป็นจำนวนมาก
หากมีการปรับฐานภาษีใหม่แน่นอนว่าทำให้โครงสร้างราคาเปลี่ยนแปลง ลูกค้าอาจจะยกเลิกการจองได้ เพราะผิดเงื่อนไขในใบจอง อาจก่อให้เกิดความเสียหายมูลค่ามาก
ดังนั้นการเสนอให้รัฐพิจารณาแพ็กเกจภาษี โดยพิจารณาการขึ้นภาษีเป็นขั้นบันได เช่น 15% ในปีแรก, 20% ในปีที่ 2 รวมทั้งปกป้องผู้ผลิตในประเทศ โดยคำนวณจาก 4 หัวข้อหลัก ได้แก่
1. จำนวนผลิตรถยนต์ในประเทศมาคิดเป็นมูลค่า โดยใช้สัดส่วนของโลคอลคอนเทนต์ในประเทศเท่าไร
2. มูลค่าการผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก และสัดส่วนของโลคอลคอนเทนต์ที่ใช้เพื่อการส่งออกมาคิดรวมกัน
3. มูลค่าการซื้อชิ้นส่วนจากประเทศไทยเพื่อส่งออกไปโรงงานของผู้ประกอบการนั้น ๆ ในต่างประเทศ
4. มูลค่าการลงทุนอื่น ๆ
โดยนำมูลค่าทั้ง 4 ข้อมาคิดคำนวณ กำหนดเป็นโควตาการนำเข้ารถอีวีแทน เช่น หากรวมทั้งหมดแล้วคิดเป็นมูลค่า 10,000 ล้านบาท โดยนำไปทอนกลับ หรือติดเครดิตให้สำหรับการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้า เพื่อให้ได้ภาษีนำเข้าที่ 10% เหมือนเดิม เพื่อทำเป็นโควตาในการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าแทน
“ถ้าอยากได้ภาษีนำเข้าถูก ต้องมาลงทุนเพิ่มในไทยตามแพ็กเกจ 1-4 ข้ออย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วคิดเป็นมูลค่าแบ่งโควตานำเข้ารถน่าจะแฟร์เกม แลกกัน ถือเป็นการรีแพ็กเกจทำได้การปรับภาษี แต่วันนี้ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐจะรับในหลักการนี้ไหม เราเลยกังวลใจ เพราะถ้าขึ้นภาษีอย่างเดียวจะมีแต่ผลเสีย ขณะที่ประเทศอื่นเริ่มดึงดูดการลงทุนไปมากขึ้น เราอยากให้การปรับภาษีเข้าทั้งแพ็กเกจเลย เพราะเวลากระชั้นและละเอียดอ่อนมาก”
ที่สำคัญภาคเอกชนต้องการ คือภาครัฐควรต้องมีระยะเวลาให้ทั้ง ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้เตรียม หรืออย่างน้อยควรมีเวลา 6 เดือน ถึง 1 ปี เพื่อเริ่มใช้ ซึ่งเชื่อว่าน่าจะเป็นทางออกให้ทุกคนเตรียมตัว