‘ฮองงิ’ ลมหายใจแห่งชีวิต ตำนานกำเนิดมนุษย์ชาวเมารี
ภาพนายกอนุทิน เอาจมูกชนผู้อาวุโสชาวเมารี คนไทยหลายคนเห็นแล้วอาจจะสงสัยว่า เหตุใดการทักทายของชาวเมารีจึงไม่ได้จบลงด้วยการจับมือหรือโค้งคำนับ แต่ขยับใบหน้าเข้าใกล้กันจน จมูกชนกัน อย่างที่เกิดขึ้น ในพิธีต้อนรับผู้มาเยือนของชาวเมารีในนิวซีแลนด์
พิธีนี้เรียกว่า ‘ฮองงิ’ (Hongi) เป็นการทักทายที่มีความหมายมากกว่าการสัมผัสทางกาย เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบวัฒนธรรมที่ใช้เปลี่ยนสถานะของคนแปลกหน้า ให้กลายเป็นผู้ถูกต้อนรับในบ้านเมือง เปลี่ยนคนผู้นั้นให้มีสัมพันธ์กับชุมชน
งานศึกษาของ Heperi Harris และ John O’Sullivan อธิบายว่า ฮองงิเป็นการสัมผัสทางกายที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายของพิธีต้อนรับอย่าง pōwhiri ซึ่งเป็นกระบวนการต้อนรับผู้มาเยือนแบบดั้งเดิมของชาวเมารี และเกี่ยวข้องกับการคลายสถานะ tapu หรือสถานะจำกัดที่ผู้มาเยือนต้องผ่านมาก่อนจะเข้าสู่พื้นที่ของชุมชนอย่างเต็มตัว
พูดให้ง่ายคือ ในมุมมองของชาวเมารี ผู้มาเยือนยังอยู่ในสถานะ tapu หรือสถานะที่มีข้อจำกัดทางพิธีกรรมในช่วงต้นของการต้อนรับ
พิธี pōwhiri จึงทำหน้าที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะของผู้มาเยือนผ่านการกล่าวต้อนรับ การแลกเปลี่ยนคำพูด การร้องเพลง และการทำ hongi (ชนจมูก) ก่อนจะรับประทานอาหารร่วมกัน
ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ทำให้สถานะระหว่างเจ้าบ้านกับผู้มาเยือนถูก ‘ปลดล็อก’ และเปลี่ยนมาเป็น ‘คนใน’ อย่างสมบูรณ์
ดังนั้น หากมองเพียงภาพว่า “คนสองคนเอาจมูกมาแตะกัน” เราอาจเห็นเพียงการกระทำทางกาย
แต่ในโลกของชาวเมารี การกระทำนั้น คือจุดสุดท้ายของกระบวนการต้อนรับที่เต็มไปด้วย ประวัติศาสตร์ และจิตวิญญาณ
ประวัติศาตร์แห่งการแบ่งปันลมหายใจ

ฮองงิ เชื่อมโยงกับตำนานการกำเนิดมนุษย์ของชาวเมารี ตำนานที่เล่าเรื่องของ Tāne Mahuta และ Hine-ahu-one
Hine-ahu-one คือหญิงคนแรกที่ถูกปั้นขึ้นจากดิน ส่วน Tāne Mahuta เป็นผู้มอบ “ลมหายใจแห่งชีวิต” ให้
หญิงก้อนดินฟื้นขึ้นตื่นจากลมหายใจที่ Mahuta มอบ เธอจามออกมาแล้วเปล่งคำว่า “Tihei mauri ora” ซึ่งหมายถึงว่า ชีวิตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
ตำนานนี้ทำให้ ‘ลมหายใจ’ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและการดำรงอยู่ ฮองงิจึงถูกอธิบายเชื่อมโยงกับแนวคิดนี้ ผ่านการนำจมูกและหน้าผากมาแตะกัน เปรียบเสมือนการแบ่งปันลมหายใจระหว่างคนสองคน
ในความหมายที่ลึกขึ้น จากการชนจมูก คือ การยืนยันว่าเรามีชีวิตอยู่ตรงหน้า และกำลังเชื่อมโยงกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งกับมนุษย์ตรงหน้า
โลกทัศน์ของชาวเมารี เชื่อมแนวคิดนี้ผ่านการทักทาย และวัฒนธรรม whakapapa หรือ สายสัมพันธ์ของชีวิตคนกับบรรพบุรุษ
ดังนั้น ‘ตัวตน’ ของคนคนหนึ่ง จึงไม่ได้แยกขาดจากสิ่งรอบตัว แต่หยั่งรากอยู่ในเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงผู้คน บรรพบุรุษ ผืนดิน และชุมชนเข้าด้วยกันนส่วนหนึ่งของเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องยาวนาน
นี่คือเหตุผลที่การแนะนำตัวในพิธีเมารี หาใช้การบอกชื่อ แนะนำตัวผิวเผิน แต่ยังบอกถึง ‘ที่มา’ และ ‘รากเหง้า’ ของตัวเองด้วย
และตรงนี้เองที่ทำให้ฮองงิแตกต่างจากการจับมือแบบตะวันตกอย่างชัดเจน
จากมุมสมอง ทำไม ฮองงิ จึงสร้างความรู้สึกใกล้ชิด?
มนุษย์ไม่ได้ใช้คำพูดเพียงอย่างเดียวในการสร้างความสัมพันธ์ แต่ร่างกายก็ทำหน้าที่หลักเช่นกัน
การสัมผัสทางสังคม เป็นสัญญาณหนึ่งที่สมองใช้ในการประเมินความไว้วางใจ
เมื่อเข้าใกล้กันในระดับใบหน้า มนุษย์จะรับข้อมูลทางประสาทสัมผัสมากกว่าการจับมือ เช่น กลิ่น การหายใจ และระยะใกล้ชิดของร่างกาย
ระบบรับกลิ่นของมนุษย์เชื่อมโยงกับสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และความทรงจำ อย่าง amygdala และ hippocampus ซึ่งมีบทบาทในการประเมินความรู้สึกว่า ปลอดภัย หรือ ไม่ปลอดภัย ต่อบุคคลอื่น
ในงานวิจัย The Importance of Understanding Māori Greetings to Doing Business in Aotearoa / New Zealand เขียนโดย Heperi Harris และ John O’Sullivan อธิบายว่า การสัมผัสทางสังคม เป็นระบบที่สมองใช้ประเมินความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
‘ฮองงิ’ ไม่เพียงสร้างการรับรู้ ถึงสัมผัสเกิดที่ขึ้น เพราะสมองจะตีความว่า “ใครเป็นคนสัมผัส” และ “เกิดขึ้นในบริบทแบบไหน”
พูดง่าย ๆ คือ สมองประมวลผลแบบองค์รวมเชื่อมต่อกัน ไม่ได้แยกบริบทใดบริบทหนึ่ง แต่จะรวมทุกบริบทเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ ตัวบุคคล ความสัมพันธ์ และสถานการณ์
ดังนั้น การสัมผัสแบบเดียวกันอาจให้ความรู้สึกต่างกัน เช่น
- การแตะจากคนแปลกหน้า อาจทำให้รู้สึกอึดอัด
- แต่การสัมผัสในพิธีต้อนรับ อาจให้ความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
ในกรณีของฮองงิ สิ่งที่เชื่อมโยงกระแสความคิดของคนสองคนจึงรวมไปถึง กระบวนการก่อนหน้า เช่น การกล่าวต้อนรับ การแนะนำตัว การร้องเพลง และการแลกเปลี่ยนคำพูด ซึ่งทั้งหมดช่วยสร้าง ความไว้วางใจ ให้เกิดขึ้นก่อน
เมื่อถึงช่วง ‘ฮองงิ’ จริงๆ การสัมผัสจึงเป็น การยืนยันความสัมพันธ์ ที่เกิดขึ้นแล้ว