ผ่าโมเดล BrandThink จากโปรดักชั่นเฮาส์สู่ ‘Creative Business’ ปั้น 6 ขาธุรกิจ-กระจายพอร์ตสู้ศึกสื่อผันผวน
สัมภาษณ์พิเศษ
ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ เม็ดเงินโฆษณาที่ถูกซอยย่อย และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ‘BrandThink’ ผู้เล่นในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่โลดแล่นมานานกว่า 18 ปี ได้ส่งสัญญาณการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ ด้วยการประกาศรีนิยามบทบาทตัวเองจาก Production House และ Online Media สู่การเป็น ‘Creative Business Company’ เต็มรูปแบบ ภายใต้การขับเคลื่อนของ Creator Ecosystem และ 6 กลุ่มธุรกิจหลัก เพื่อสร้าง New Possibility และ Diversification รับมือความท้าทายในวันที่ ‘ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล’
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “คุณเอกลักญ กรรณศรณ์” ซีอีโอ BrandThink ถึง จุดเปลี่ยน 18 ปี สู่ “Creative Business Company” โดยเส้นทางของ BrandThink ตลอดเกือบ 2 ทศวรรษ เริ่มต้นจากจุดตัดสำคัญของการเป็นโปรดักชั่นเฮาส์ (Production House) รับผลิตภาพยนตร์โฆษณา (TVC) ในยุคที่สื่อดั้งเดิมอย่างโทรทัศน์ยังครองอำนาจ ซึ่งในอดีตการผลิตภาพยนตร์โฆษณา 1 ชิ้นความยาว 15–30 วินาที อาจมีมูลค่าสูงถึงหลักล้านบาทเพื่อแย่งชิงแอร์ไทม์หลังข่าว แต่เมื่อภูมิทัศน์สื่อ (Media Landscape) เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต โซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เม็ดเงินโฆษณาไม่ได้ถูกผูกขาดอยู่กับสื่อกระแสหลักอีกต่อไป
BrandThink ได้ปรับตัวเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์ออนไลน์และ Multi-Platform Publisher แต่เมื่อการแข่งขันในตลาดครีเอเตอร์ทวีความรุนแรง นิยามคำว่า ‘สื่อ’ หรือ ‘ผู้ผลิตคอนเทนต์’ เพียงอย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอต่อการสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างทางธุรกิจ
การก้าวสู่ปีที่ 18 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการปรับคำนิยาม (Definition) ขององค์กรใหม่อย่างเป็นทางการสู่การเป็น ‘Creative Business Company’ โดยวางตำแหน่งเป็นคู่คิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Partner) ระดับ B2B ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เข้าไปค้นหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ทางธุรกิจ (New Possibility) ให้แก่คู่ค้า ควบคู่ไปกับการสร้างมูลค่าเพิ่มและโมเดลรายได้ใหม่ให้แก่องค์กรของตัวเอง
“เวลาคนถามว่า BrandThink เป็นอะไร เราจะมีปัญหาในการอธิบายมาก เพราะเราไม่ได้เป็นแค่โปรดักชั่นเฮาส์ และไม่ได้เป็นแค่สื่อ คำว่า Creator ในปัจจุบันก็กว้างจนใครๆ ก็เป็นได้ เราจึงเปลี่ยน Definition ใหม่เพื่อสื่อสารในมิติ B2B ว่าเราคือ Creative Business Company ที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นแกนหลักในการสร้างความเป็นไปได้ใหม่ทางธุรกิจและมุมมองใหม่ ๆ ให้กับพาร์ตเนอร์”
เจาะลึกยุทธศาสตร์ 6 ขาธุรกิจ
เบื้องหลังการทรานส์ฟอร์มองค์กร คือการวางโครงสร้างธุรกิจแบบผสมผสาน (Portfolio Diversification) ภายใต้แนวคิด Creator Ecosystem โดยเชื่อมโยง 6 กลุ่มธุรกิจ (Business Units) ให้เกื้อหนุนและส่งต่อมูลค่าซึ่งกันและกัน (Synergy)
1. Publisher (Multi-Channel Media) หัวหอกสร้างคอมมูนิตี้และขยายฐานแฟน กลุ่มสื่อออนไลน์เฉพาะกลุ่ม (Verticals) ทำหน้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเฉพาะทาง (Niche Audience) ประกอบด้วย
- Sauce แพลตฟอร์มนำเสนอสารคดีและวัฒนธรรมอาหารที่มีฐานผู้ติดตามเหนียวแน่น
- Moody คอนเทนต์แอนิเมชันและพอดแคสต์ที่เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Z / First Jobber) โดยเฉพาะมิติสุขภาพจิต (Mental Health)
- Candy สื่อบันเทิงที่เน้นเจาะกลุ่มวัฒนธรรมป๊อปและ T-POP
- BrandThink Cinema สื่อที่นำเสนอมุมมองเชิงลึกในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ไม่จำกัดเพียงการวิจารณ์ แต่ครอบคลุมถึงระบบนิเวศของภาพยนตร์ (Ecosystem) การจัดจำหน่าย และการตลาด
บทบาทของ Publisher คือการผลิตคอนเทนต์แบบ Always-on วันละกว่า 10–12 ชิ้นงาน เพื่อรักษาระดับการมีส่วนร่วม (Engagement) การมองเห็น (Awareness) และสะท้อนตัวตนของแบรนด์ให้ลูกค้าองค์กรได้เห็นความเชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง
2. Brand Partnership เครื่องยนต์หลักสร้างรายได้แบบ End-to-End Solutions หัวใจหลักในการสร้างกระแสเงินสดและรายได้เชิงพาณิชย์ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและเอเจนซี่ครบวงจร ตั้งแต่วางแผนกลยุทธ์ต้นน้ำ (Creative Strategy / Media Planning / KOL Strategy) การพัฒนาไอเดียสร้างสรรค์ งานโปรดักชั่น ไปจนถึงการปิดยอดขายและการวัดผล Conversion ปัจจุบันกลุ่มนี้ดูแลลูกค้ารวมกว่า 150–200 แบรนด์ต่อปี ครอบคลุมตั้งแต่งานคอนเทนต์ขนาดเล็กไปจนถึงแคมเปญระดับประเทศระยะยาว 3–12 เดือน
3. IP Experience แปลงสินทรัพย์ทางปัญญาสู่ประสบการณ์ออฟไลน์ การนำทรัพย์สินทางปัญญา (IP) จากหน้าจอออนไลน์มาสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคในโลกจริง (Immersive & Offline Experience) เช่น การจัดงาน Sauce Chef Table รวมเชฟชั้นนำ, งาน MOODY MIND DAY มหกรรมด้านสุขภาพจิตสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และงาน ThinkFest เทศกาลสร้างสรรค์ระดับย่าน ซึ่งทำหน้าที่สร้างความผูกพันเชิงลึกระหว่างแบรนด์กับคอมมูนิตี้
4. BrandThink Cinema สตูดิโอภาพยนตร์และการลงทุนระดับสากล ธุรกิจผลิตภาพยนตร์ขนาดยาว (Long-form) ภายใต้โมเดล High Risk, High Return ที่วางแผนกลยุทธ์ระยะกลาง 3–5 ปีอย่างเป็นระบบ โดยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากโรงภาพยนตร์เพียงทางเดียว ด้วยการบริหารช่องทางรายได้หลายช่องทาง (Multi-Window Revenue) ทั้งการจำหน่ายลิขสิทธิ์แก่แพลตฟอร์ม OTT ระดับโลก (เช่น Netflix, WeTV, Prime Video) และการส่งผลงานสู่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติ
ผลงานที่ผ่านมาและกำลังดำเนินการ ได้แก่ ภาพยนตร์เรื่อง RedLife (ได้ไปฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตเกียว), ฮาลาบาลา ป่าจิตหลุด (ฉายที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน), ภาพยนตร์สารคดี Lunatic Summer ร่วมกับวง Paradox และภาพยนตร์สยองขวัญแนวดราม่า TAME (เทม) เลี้ยงไม่เชื่อง ที่มีกำหนดเข้าฉาย 29 ตุลาคมนี้
5. Community-Led & Data-Led RedSpace Platform โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล การพัฒนาแพลตฟอร์มเทคโนโลยีของตัวเองในชื่อ ‘RestSpace’ เพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้เข้าร่วมกิจกรรมตามความสนใจ (Interest-based Data) แบบเจาะลึก เช่น ระยะเวลาการเข้าร่วม พฤติกรรมการแวะชมบูธ และหัวข้อที่สนใจ เพื่อให้ผู้จัดงานและแบรนด์สามารถส่งมอบประสบการณ์แบบเฉพาะบุคคล (Personalized Experience) ได้อย่างแม่นยำ พร้อมนำข้อมูลกลับมาพัฒนาต่อยอด IP ในอนาคต
6. Commerce Synergy ต่อยอดผลิตภัณฑ์และการร่วมทุนเชิงพาณิชย์ การสร้างรายได้จากการจำหน่ายสินค้าและลิขสิทธิ์ (Merchandise & Co-Creation) ผ่านการร่วมทุน (Collab) ระหว่าง IP ของภาพยนตร์ ศิลปิน และพันธมิตรสินค้าไลฟ์สไตล์ เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำหอมร่วมกับแบรนด์ Journal และผลิตภัณฑ์ดูแลสีผมร่วมกับแบรนด์ Nigao ภายใต้ภาพยนตร์เรื่อง TAME เลี้ยงไม่เชื่อง รวมถึงการต่อยอดสินค้าพิเศษร่วมกับแบรนด์ Umbro และ Preduce ในโปรเจกต์ภาพยนตร์ Lunatic Summer

กลยุทธ์ & ปรับตัวรับ เศรษฐกิจและงบโฆษณาซอยย่อย
คุณเอกลักญ กล่าวว่าในยุคที่งบประมาณโฆษณาของภาคธุรกิจไม่ได้ลดลงเพียงเพราะภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ถูกซอยย่อยและกระจายสัดส่วนไปยังช่องทางดิจิทัลที่หลากหลาย การมีโครงสร้างธุรกิจถึง 6 ขา จึงทำหน้าที่เป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยง (Risk Hedging) ที่สำคัญ
ในวันที่เม็ดเงินโฆษณากระจายตัวและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน การมีหลายขาธุรกิจคือเครื่องมือกระจายความเสี่ยงที่ดีที่สุด ธุรกิจบริการ (Service) ช่วยให้เรามีกระแสเงินสดและประคององค์กรให้อยู่รอดได้ในระยะสั้น แต่งานที่สร้าง IP ของตัวเองคือตัวตนและความยั่งยืนในระยะยาว
เพื่อรักษาความคล่องตัวทางการเงิน BrandThink ยังเลือกใช้ Collaboration Strategy หรือกลยุทธ์การร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (Specialist) ในตลาด แทนการลงทุนขยายโครงสร้างพื้นฐานด้วยตัวเองทุกด้าน ซึ่งช่วยลดภาระต้นทุนคงที่ (Fixed Costs) และเร่งความเร็วในการเข้าสู่ตลาดใหม่
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ผสานการทำงานร่วมกับ Generative AI เข้ามาเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประสิทธิภาพการทำงาน (Smart Work) ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การวิจัยตลาด (Market Research), การสกัดข้อมูล Insight, การประมวลผล Data ไปจนถึงการวางแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ช่วยย่นระยะเวลาการประชุมและวางแผนจากหลายวันให้เหลือเพียงไม่กี่นาที รวมถึงเป็นเครื่องมือช่วยผู้บริหารทดสอบสมมติฐานทางธุรกิจ (A/B Testing) ได้อย่างรวดเร็ว
‘Hybrid & M-Shape’ สู่โมเดล ศก.สร้างสรรค์ ‘ย่านอารีย์’
คุณเอกลักญ กล่าวทิ้งท้ายว่าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ทั้งหมดต้องอาศัยการจัดโครงสร้างทรัพยากรบุคคลที่ยืดหยุ่น BrandThink ได้ปฏิเสธการทำงานแบบแยกส่วน (Silo) และนำแนวคิด ‘Hybrid & M-Shape’ มาใช้ โดยสนับสนุนให้พนักงานมีความรู้และความสนใจที่หลากหลายในหลายมิติ (Multi-Verticals) มากกว่าการรู้ลึกเพียงมิติเดียว เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้ามสายงาน (Creative Interplay)
โครงสร้างบุคลากรของบริษัทมีการผสมผสานระหว่างประสบการณ์และความน่าเชื่อถือของบุคลากรระดับซีเนียร์ (Wisdom & Reliability) เข้ากับมุมมองที่สดใหม่ของคนรุ่นใหม่ (Fresh Perspectives) พร้อมทั้งนำระบบวัดผลแบบ OKRs และนโยบายการทำงานแบบยืดหยุ่น (Hybrid Work / Work from Home สัปดาห์ละ 2–3 วัน) มาปรับใช้เพื่อเน้นการวัดผลลัพธ์ของงานเป็นหลัก
ในมิติการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ BrandThink ได้นำศักยภาพด้านการสร้างคอมมูนิตี้มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับย่าน ผ่านการเตรียมจัดงาน ‘ThinkFest’ ครั้งที่ 2 ณ ย่านอารีย์ ระหว่างวันที่ 27–29 พฤศจิกายนนี้
เป้าหมายของงานคือการสร้างเอกลักษณ์ของย่านอารีย์ให้ชัดเจนในฐานะย่านที่มีความสงบ สร้างสรรค์ และเป็นตัวของตัวเอง (Introvert & Artistic) แตกต่างจากย่านการค้าแฟชั่นอย่างทรงวาด เพื่อดึงดูดผู้บริโภคและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติให้เข้ามาหมุนเวียน สร้างรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนท้องถิ่นให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว