“หอการค้าไทย” ชี้ ก.ย.-ต.ค. จุดเปลี่ยนเศรษฐกิจ จับตาการเมือง-น้ำมัน-ART ก่อนเชื่อมั่นฟื้นต่อ
ม.หอการค้าไทยมองช่วงกันยายน-ตุลาคมเป็น “จุดเปลี่ยน” สำคัญของเศรษฐกิจไทย ต้องจับตาความตึงเครียดตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน ผลเจรจา ART กับสหรัฐ และเสถียรภาพการเมือง หลังสัญญาณเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นจากส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน และมาตรการไทยช่วยไทยพลัส ดันดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมขึ้นแตะ 53.2 สูงสุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับขึ้นต่อเนื่องเช่นกัน ลุ้น GDP ปี 2569 มีโอกาสแตะ 2.5% หรือสูงกว่า
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวมากขึ้น แต่ช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญว่า เศรษฐกิจจะสามารถเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องได้หรือไม่
ปัจจัยที่ต้องติดตามใกล้ชิด ได้แก่ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและทิศทางราคาน้ำมัน ผลการเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน หรือ ART กับสหรัฐ รวมถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ ซึ่งล้วนมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่น การส่งออก ต้นทุนธุรกิจ และความต่อเนื่องของนโยบายเศรษฐกิจ
“ก.ย.-ต.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ว่าจะเดินหน้าฟื้นตัวต่อเนื่องหรือสะดุดลงอีกครั้ง ซึ่งต้องจับตาทั้งทิศทางสงคราม ราคาน้ำมัน การเจรจา ART กับสหรัฐ รวมถึงสถานการณ์การเมืองภายในประเทศ”
ส่งออก-ท่องเที่ยว-ลงทุน เริ่มพยุงเศรษฐกิจ
นายธนวรรธน์กล่าวว่า ปัจจัยบวกในระยะนี้มาจากหลายด้าน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมที่เริ่มฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่การส่งออกยังขยายตัวในระดับสูง และการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศในกลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมทั่วไปยังไหลเข้าต่อเนื่อง
ข้อมูลประกอบการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า การส่งออกเดือนกรกฎาคม 2569 มีมูลค่า 34,789.13 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 21.64% ขณะที่ 7 เดือนแรกของปีส่งออกเพิ่มขึ้น 18.17%
ขณะเดียวกัน โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ยังเป็นอีกแรงหนุนต่อกำลังซื้อและการหมุนเวียนเงินในระบบ โดยผลสำรวจระบุว่าโครงการเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน-30 กันยายน 2569
นายธนวรรธน์ระบุว่า มาตรการไทยช่วยไทยพลัสมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจกว่า 1.4 แสนล้านบาทในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมีส่วนช่วยพยุงกำลังซื้อและสร้างแรงส่งต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ลุ้น GDP ปีนี้แตะ 2.5%
เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งแรกของปีขยายตัวเฉลี่ย 2.4% โดยไตรมาสแรกขยายตัว 2.8% และไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% ขณะที่หลายสำนักยังประเมิน GDP ทั้งปีในกรอบประมาณ 2.2-2.5%
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมองว่า หากแรงส่งจากการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยังดำเนินต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสขยายตัวแตะ 2.5% หรือสูงกว่า จากค่ากลางที่ประเมินไว้ใกล้เคียง 2.3%
โดยมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเตรียมประกาศปรับประมาณการเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายน 2569
ทั้งนี้ ในข้อมูลประกอบการสำรวจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า GDP ไตรมาส 2/2569 ขยายตัว 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนยังขยายตัวสูงและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
น้ำมันเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ กลายเป็นตัวแปรเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ต้องจับตาคือราคาน้ำมันโลกที่เริ่มขยับเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยนายธนวรรธน์ระบุว่า ล่าสุดอยู่บริเวณ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ส่วนราคาน้ำมันในประเทศแตะประมาณ 40 บาทต่อลิตรแล้ว หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันจะทรงตัวในระดับสูงหรือปรับขึ้นต่อ ซึ่งจะเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนภาคธุรกิจ กำลังซื้อ และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ข้อมูลการสำรวจเดือนสิงหาคมยังสะท้อนว่า ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยแก๊สโซฮอล์ 91 และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 37.32 และ 37.69 บาทต่อลิตร ขณะที่ดีเซลอยู่ที่ 38.39 บาทต่อลิตร ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อเส้นทางเดินเรือสำคัญ ซึ่งอาจกระทบราคาพลังงาน เงินเฟ้อ ค่าครองชีพ การส่งออก และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
เชื่อมั่นผู้บริโภคฟื้น 3 เดือนติด
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคม 2569 อยู่ที่ 53.2 เพิ่มขึ้นจาก 51.8 ในเดือนกรกฎาคม และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ในรอบ 6 เดือน พร้อมกลับขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569
นายธนวรรธน์กล่าวว่า การฟื้นตัวของความเชื่อมั่นสะท้อนว่าความกังวลของประชาชนต่อภาวะสงครามและเศรษฐกิจโลกเริ่มผ่อนคลายลง ขณะที่มาตรการรัฐ การส่งออก การท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตรบางรายการช่วยพยุงกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม ดัชนีโดยรวมยังต่ำกว่าระดับ 100 สะท้อนว่าผู้บริโภคยังไม่มีความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อเศรษฐกิจ โดยยังมองว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ค่าครองชีพอยู่ในระดับสูง และมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์สงครามและการเมืองในประเทศ
เศรษฐกิจ-งาน-รายได้ ดีขึ้นพร้อมกัน
เมื่อแยกรายองค์ประกอบ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 46.6 เพิ่มจาก 45.3 ในเดือนกรกฎาคม
ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานเพิ่มจาก 49.8 เป็น 50.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเพิ่มจาก 60.5 เป็น 62.1 โดยทั้ง 3 รายการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3
ด้านความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในปัจจุบันเพิ่มจาก 35.5 เป็น 36.5 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นในอนาคตเพิ่มจาก 59.9 เป็น 61.4
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจประเมินว่า ผู้บริโภคยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายในระยะนี้ แต่มีโอกาสเริ่มใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 หากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ การส่งออก การท่องเที่ยว และราคาสินค้าเกษตรยังเป็นแรงหนุนต่อเนื่อง
รถยนต์-บ้าน-ท่องเที่ยว เริ่มเห็นมุมมองดีขึ้น
นายธนวรรธน์กล่าวว่า แม้ดัชนีส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับต่ำ แต่เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกของมุมมองผู้บริโภค โดยเฉพาะต่อการซื้อรถยนต์ ที่อยู่อาศัย การเดินทางท่องเที่ยว รวมถึงโอกาสทางธุรกิจของผู้ประกอบการ SMEs
สัญญาณดังกล่าวทำให้มองว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว และมีโอกาสเห็นภาพชัดขึ้นในไตรมาส 4 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปีหน้า
ความเชื่อมั่นหอการค้าไทยฟื้นต่อเดือนที่ 2
ในส่วนดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยเดือนสิงหาคม 2569 ดัชนีรวมอยู่ที่ 41.8 เพิ่มจาก 41.5 ในเดือนกรกฎาคม และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
ขณะที่ดัชนีสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ที่ 36.0 เพิ่มจาก 35.9 ในเดือนกรกฎาคม ถือเป็นการปรับดีขึ้นครั้งแรกหลังลดลงต่อเนื่องหลายเดือน ส่วนดัชนีคาดการณ์ในอนาคตอยู่ที่ 47.5 เพิ่มจาก 47.1 และปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2
ข้อมูลจากภาคธุรกิจยังสะท้อนว่า การบริโภค การลงทุน การท่องเที่ยว ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคการค้า และภาคบริการในหลายด้านมีมุมมองดีขึ้นจากเดือนก่อน แต่การค้าชายแดนและการจ้างงานยังเป็นจุดที่ต้องติดตาม โดยดัชนีการจ้างงานลดลงจากเดือนก่อน
การเมือง-น้ำมัน-ART ยังเป็น “ตัวชี้ขาด”
นายธนวรรธน์กล่าวว่า แม้ทั้งผู้บริโภคและภาคธุรกิจเริ่มเห็นความหวัง แต่เศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัจจัยชี้ขาดในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมยังคงอยู่ที่ 3 เรื่องหลัก คือ สถานการณ์สงครามและราคาน้ำมัน ผลการเจรจา ART กับสหรัฐ และเสถียรภาพทางการเมือง
หากทั้ง 3 ปัจจัยไม่สร้างแรงกระแทกเพิ่มเติม ประกอบกับรัฐบาลสามารถเดินหน้านโยบายด้านพลังงาน มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 ได้ต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีโอกาสรักษาแรงส่งและเห็นการฟื้นตัวชัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า