“โอสถสภา” ปั้นโมเดล Smart Factory สู้ตลาดฝืด
ท่ามกลางกำลังซื้อฐานรากเปราะบางและมาตรการรัฐสิ้นสุด โจทย์ใหญ่สินค้าอุปโภคบริโภคคือการรักษา “ความสามารถทำกำไร” และความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทาน การเปิดหลังบ้าน 135 ปีของ บมจ.โอสถสภา จึงสะท้อนทั้งการปรับตัวสู่เทรนด์ Premiumization จับกลุ่มกำลังซื้อสูง ควบคู่การรวมศูนย์ผลิตสู่ระบบอัตโนมัติและคลังหุ่นยนต์ AS/RS ช่วยลดต้นทุนหลักร้อยล้านบาท เพื่อรับมือความผันผวนอย่างยั่งยืน
นางสาวมุกดา ไพรัชเวทย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ว่า ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังปี 2569 เริ่มฟื้นตัว จากเดิมที่ทรงตัวหรือโตต่ำ 1% ตามเศรษฐกิจฐานราก ก่อนได้แรงหนุนจากกลุ่มพรีเมี่ยมที่เติบโตเด่นช่วยดันมูลค่าตลาดรวมกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง
อย่างไรก็ดี ครึ่งหลังปี 2569 ยังต้องจับตากำลังซื้อระดับฐานรากอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีภาระค่าครองชีพ และมาตรการกระตุ้นอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” จะสิ้นสุดลง รวมถึงต้นทุนพลังงานและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังไม่นิ่ง ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับสมดุลโครงสร้างราคาและคุมประสิทธิภาพต้นทุนอย่างเข้มงวด

ไม่หวั่นโครงการรัฐหมด
แม้โครงการรัฐช่วยหนุนยอดขายระยะสั้น แต่โอสถสภามั่นใจว่าการสิ้นสุดมาตรการจะไม่กระทบธุรกิจรุนแรงจนเกิดภาวะ “Big Hit”
โดยมีแต้มต่อจากกลยุทธ์บริหารพอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุมราคา 10-49 บาท ตั้งแต่ตลาดแมส 10 บาท สำหรับผู้ใช้แรงงาน, กลุ่มพรีเมี่ยม 12-15 บาท อย่าง M-150 ฝาทอง และลิโพ ไปจนถึงฟังก์ชั่นนอลดริงก์เพื่อสุขภาพ อย่าง ซี-วิต, เปปทีน และกลุ่ม Clean Energy ไร้น้ำตาล
“สินค้าพรีเมี่ยมเป็นตัวช่วยขยายทั้ง Category จากเดิมที่ตลาดชูกำลังโตต่ำ 1% หรือติดลบ แต่ปีนี้กลุ่ม Premium Price โตเด่นมาก ผู้บริโภคพร้อมจ่าย ให้กับสินค้าสุขภาพ การมีสินค้าครบทุกเลเยอร์ราคาจึงทำให้ไม่พลาดโอกาส ไม่ว่าเงินในกระเป๋าผู้บริโภคจะเปลี่ยนไปทางไหน” นางสาวมุกดาระบุ
ส่วนบริษัทเองยอดขายปัจจุบันมาจากในประเทศ 80% และต่างประเทศ 20% โดยตลาดหลักกลุ่ม CLMV โดยเฉพาะเมียนมา โรงงานนิคมติละวา เริ่มทยอยฟื้นตัวดีขึ้นเช่นกัน
ปูพรมระบบอัตโนมัติ
นางสาวมุกดากล่าวว่า บริษัทใช้ยุทธศาสตร์รวมศูนย์การผลิตเครื่องดื่มมาไว้ที่โรงงาน จ.พระนครศรีอยุธยา บนพื้นที่กว่า 140 ไร่ เพื่อสร้างความได้เปรียบทางขนาด การรวมศูนย์ที่อยุธยาช่วยตัดขั้นตอนซ้ำซ้อน โดยเฉพาะการขนส่งท้ายไลน์ผลิตไปคลัง ลดต้นทุนดำเนินงานและโลจิสติกส์ได้ราว 300 ล้านบาท ทั้งยังเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไซต์อยุธยากว่า 15% ชดเชยกำลังผลิตเดิมได้ลงตัว
โดยโรงงานอยุธยามีกำลังผลิตเครื่องดื่ม 2,200 ล้านขวดต่อปี ปรับสู่ระบบกึ่งอัตโนมัติเกือบ 100% ทั้งล้างขวดด้วยน้ำร้อน, ตรวจจับตำหนิขวดเปล่าและไลน์บรรจุความเร็วสูง C-vitt สปีด 1,000 ขวดต่อนาที หรือ 1.3-1.5 ล้านขวดต่อวัน
นอกจากนี้ ยังลงทุนคลังสินค้าอัตโนมัติสูง 14 ชั้น จุ 32,000 พาลเลต หรือสูงสุด 130 ล้านขวด เชื่อมตรงจากสายผลิตด้วยรถลำเลียงอัตโนมัติ แทนการใช้รถโฟร์กลิฟต์ช่วยลดอุบัติเหตุและเร่งรอบส่งมอบสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง






รีไซเคิลขวดแก้ว สู้ต้นทุน
ด้านการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ นางสาวมุกดากล่าวว่า จุดแข็งของโอสถสภาคือการมีบรรจุภัณฑ์หลักเป็น “ขวดแก้ว” ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากราคาเม็ดพลาสติก และความยืดหยุ่นในระบบซัพพลายเชน เช่น การปรับเปลี่ยนฉลากฟิล์มพลาสติกเป็นฉลากกระดาษได้ทันที
ขณะเดียวกัน บริษัทยังมีโรงงานรีไซเคิลเศษแก้วที่จังหวัดสระบุรีและศูนย์รับซื้อทั่วประเทศ เพื่อนำเศษแก้วกลับมาเป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานหลอมขวดแก้วสยามกลาสในเครือได้
ปัจจุบันโอสถสภาใช้เศษแก้วรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบหลักสูงถึง 80% และเกือบ 100% ในบางไลน์ ซึ่งไม่เพียงลดการใช้ทรายธรรมชาติ แต่ยังช่วยลดอุณหภูมิในเตาหลอม ทำให้ประหยัดค่าพลังงานความร้อนได้ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย
คงแผนลงทุนปีละพันล้าน
สำหรับแผนลงทุนในอนาคต นางสาวมุกดาระบุว่า ยังคงงบฯลงทุนเฉลี่ยปีละ 1,000 ล้านบาท มุ่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตด้วยระบบดิจิทัล-AI โครงการด้านความยั่งยืน และโครงการเพิ่มผลกำไร โดยทุกโครงการต้องมีผลตอบแทนชัดเจน ด้านโรงงานผลิตขวดแก้วสยามกลาส อยู่ระหว่างศึกษาแผนขยายกำลังผลิตที่ไซต์โรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา เพื่อรองรับการเติบโตของพอร์ตสินค้าในอนาคต
ปักหมุด Net Zero ปี 2050
นางสาวมุกดากล่าวทิ้งท้ายถึงเป้าหมายด้านความยั่งยืน OSP Sustainability Goals 2026-2030 ว่า โอสถสภาไม่ได้มอง ESG เป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่คือกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ
โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 50% ภายในปี 2030 (เทียบปีฐาน 2565) และมุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050, เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนแตะ 17%, เดินหน้าโครงการ Zero Waste to Landfill, ตั้งเป้าเก็บกลับเศษแก้วสะสม 625,000 ตัน ภายในปี 2030
รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพ โดยตั้งเป้าปรับสูตรเครื่องดื่มชูกำลังให้มีปริมาณน้ำตาลลดลงเหลือ 5 กรัมต่อขวด ภายในปี 2030 เพื่อตอบรับเกณฑ์โภชนาการของกระทรวงสาธารณสุขในระยะยาว