เปิดภารกิจ ‘ท็อปกัน’ ปฏิบัติการ ‘ฟัน’ สินค้าไร้มาตรฐาน
ปัจจุบันปัญหาสินค้าไม่ได้มาตรฐานเริ่มสร้างปัญหาให้กับผู้บริโภคหนักข้อขึ้น โดยเฉพาะสินค้านำเข้าราคาถูกที่กระจายเข้าสู่ตลาด ทั้งร้านค้าแบบดั้งเดิมและแพลตฟอร์มออนไลน์ เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทำให้การซื้อขายไม่ได้จบอยู่ที่หน้าร้าน แต่เชื่อมโยงกับผู้นำเข้า โกดัง ศูนย์กระจายสินค้า Fulfillment และ Marketplace ขณะที่ผู้ขายบางรายสามารถนำสินค้าเข้าสู่ระบบออนไลน์และส่งตรงถึงผู้บริโภคได้ภายในเวลาไม่กี่วัน ทำให้ภารกิจของภาครัฐไม่ได้มีเพียงการตรวจสอบว่าสินค้าที่วางขายมีเครื่องหมาย มอก. หรือไม่ แต่ต้องติดตามย้อนกลับไปถึงต้นทางว่าใครเป็นผู้ผลิต ใครเป็นผู้นำเข้า ใครเป็นผู้จัดเก็บ และใครเป็นผู้กระจายสินค้า นี่จึงเป็นเหตุผลที่กระทรวงอุตสาหกรรมขยับหน้าที่จากแค่การตรวจจับ ไปสู่การสกัดตั้งแต่ต้นทาง ผ่านชุดปฏิบัติการพิเศษ “ท็อปกัน” ซึ่งเข้ามารับบทบาทเชิงรุกในการตรวจสอบโรงงาน โกดัง แหล่งพักสินค้า ร้านจำหน่าย ผู้นำเข้า ตลอดจนช่องทางออนไลน์ เพื่อปิดช่องว่างก่อนสินค้าจะไปถึงมือผู้บริโภค
“ท็อปกัน” ลุยสินค้าไร้มาตรฐาน
ภายใต้นโยบายของ “นายวราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ตั้งทีมท็อปกันขึ้นมา มี พล.อ.นักรบ บุญบัวทอง เป็นประธานกรรมการเพื่อขับเคลื่อนและติดตามการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ถูกวางบทบาทให้ทำงานในลักษณะที่ว่าเมื่อเห็นเป้าหมาย ลงพื้นที่ ตรวจยึด และขยายผล โดยเฉพาะสินค้าที่อยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับของสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เพราะในมุมเศรษฐกิจสินค้าไม่ได้มาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่เป็นปัญหาการแข่งขันทางธุรกิจโดยตรง ผู้ผลิตและผู้นำเข้าที่ดำเนินการถูกต้องต้องรับต้นทุนทั้งการทดสอบ การรับรองมาตรฐาน การควบคุมคุณภาพ และการปฏิบัติตามกฎหมาย ขณะที่สินค้าที่หลบเลี่ยงกระบวนการเหล่านี้สามารถใช้ต้นทุนต่ำกว่าและแข่งขันด้วยราคาได้ หากปล่อยให้สินค้าไม่ได้มาตรฐานขยายตัวผู้ประกอบการในระบบจะถูกกดดันมากขึ้น และในระยะยาวอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย

ในปีงบประมาณ 2568 มีผลการตรวจจับสินค้าไม่ได้มาตรฐานรวมมูลค่าหลักร้อยล้านบาท ครอบคลุมสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน ตั้งแต่เครื่องใช้ไฟฟ้า เหล็ก สายไฟ ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมประเภทต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้มาตรฐานบังคับ หนึ่งในปฏิบัติการสำคัญช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดสินค้าไม่ได้มาตรฐานรวมกว่า 49 ล้านบาท ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าและเหล็กเส้น เข้าสู่ปีงบประมาณ 2569 การกวาดล้างยังเดินหน้าต่อเนื่อง โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นผลการตรวจยึดของกรมศุลกากรร่วมกับ สมอ.พบการกระทำความผิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน มอก. แล้ว 33 คดี มูลค่ากว่า 57 ล้านบาท ครอบคลุมสินค้า เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน พาวเวอร์แบงก์ และของเล่นเด็ก ขณะที่ข้อมูลของ สมอ. เพียงอย่างเดียวในช่วงเดือนตุลาคม 2568 ถึงปัจจุบันระบุว่าสามารถอายัดสินค้าไม่ได้มาตรฐานมูลค่ากว่า 79.63 ล้านบาท เป็นผลงานของทีมท็อปกัน 62.7 ล้านบาท ซึ่งทั้งสองชุดข้อมูลสะท้อนภาพเดียวกันว่า สินค้าไม่ได้มาตรฐานยังเป็นปัญหาสำคัญ และการบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันหลายหน่วยงาน
ไล่บี้ตั้งแต่โรงงานถึงโกดัง
หนึ่งในยุทธศาสตร์ของทีมท็อปกัน คือ การเข้าไปตรวจ “โกดัง” และแหล่งพักสินค้า เพราะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้นำเข้ากับตลาด ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2569 ทีมท็อปกันเข้าตรวจคลังสินค้าขนาดใหญ่ในอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร หลังพบข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ใบอนุญาต มอก. ของผู้ประกอบการรายอื่น จากการตรวจสอบพบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. รวมถึงสินค้าที่แสดงเครื่องหมาย มอก. แต่ไม่ได้รับใบอนุญาต 33,383 ชิ้น มูลค่ากว่า 4.68 ล้านบาท ประกอบด้วยปลั๊กพ่วง รางปลั๊ก เตาไฟฟ้า อะแดปเตอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทต่าง ๆ กรณีดังกล่าวสะท้อนปัญหาการสวมสิทธิใบอนุญาตและแอบอ้างเครื่องหมาย มอก. ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม 2569 ทีมท็อปกันร่วมกับ สมอ. เข้าตรวจค้นโกดังย่านคลองจั่น ตรวจยึด Power Supply และไฟเส้น LED ที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. มากกว่า 85,000 ชิ้น มูลค่ากว่า 10.9 ล้านบาท พร้อมขยายผลตรวจสอบแหล่งที่มาของสินค้า จากเครื่องใช้ไฟฟ้าภารกิจยังขยับไปยัง “ยางล้อรถยนต์” วันที่ 20 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่เข้าตรวจโกดังร้านจำหน่ายยางล้อในจังหวัดนนทบุรี หลังได้รับร้องเรียนว่ามีการจำหน่ายยางล้อไม่ได้มาตรฐาน พบยางที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และ QR Code จำนวน 314 เส้น และยางที่ต้องสงสัยว่าใช้เครื่องหมาย มอก. โดยสวมสิทธิอีก 94 เส้น รวม 408 เส้น มูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท จากนั้นวันที่ 3 กันยายน 2569 ทีมท็อปกันเปิดปฏิบัติการ “ดาวกระจาย” ขยายผลตรวจโกดังร้านจำหน่ายยางล้อรถยนต์รายใหญ่ในพื้นที่บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ รวม 11 แห่ง พบยางล้อรถยนต์ต้องสงสัยรวม 1,341 เส้น ทั้งกลุ่มไม่มีเครื่องหมาย มอก. และกลุ่มต้องสงสัยปลอมเครื่องหมาย มอก.
สินค้าเกลื่อนตลาดออนไลน์
ตลาดออนไลน์กลายเป็นสมรภูมิสำคัญเพราะผู้บริโภคสามารถสั่งซื้อสินค้าได้โดยตรง ทีมท็อปกันร่วมกับ สมอ. ขยายผลจากข้อร้องเรียนของประชาชนที่ซื้อพัดลมไม่ได้มาตรฐานจากแพลตฟอร์มออนไลน์ชื่อดัง ไปยังคลังสินค้าริมถนนบางพลี-ตำหรุ ตำบลแพรกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีลักษณะเป็นศูนย์ Fulfillment ให้บริการตั้งแต่รับออร์เดอร์ จัดเก็บ แพ็ก ไปจนถึงกระจายสินค้า โดยมีบริษัท ฮวนทู จำกัด สัญชาติจีน เป็นผู้เช่า การตรวจค้นพบเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์หลายประเภทไม่มีเครื่องหมาย มอก. และไม่มี QR Code ได้แก่ พัดลมติดผนัง 4,817 หน่วย พัดลมตั้งพื้น 1,624 หน่วย โคมไฟ LED 6 หน่วย แบตเตอรี่ 373 หน่วย หม้ออบลมร้อน 24 หน่วย และปืนนวดไฟฟ้า 567 หน่วย รวม 7,411 หน่วย มูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท เจ้าหน้าที่จึงยึดอายัดทั้งหมดเพื่อดำเนินคดี
พล.อ.นักรบ บุญบัวทอง กล่าวว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตรวจพบไม่ได้ผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย มีความเสี่ยงต่อไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้ จึงเตือนประชาชนไม่ควรเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าราคาถูกที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. และ QR Code เพราะแม้จะประหยัดเงินในระยะสั้น แต่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอาจสร้างความเสียหายมากกว่าในระยะยาว ด้าน “นายเอกนิติ รมยานนท์” เลขาธิการ สมอ. กล่าวว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นสินค้าที่ สมอ.ควบคุม การผลิตและนำเข้าต้องได้รับอนุญาตจาก สมอ.ก่อน ขณะที่ผู้จำหน่ายต้องขายเฉพาะสินค้าที่ได้มาตรฐาน หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามกฎหมาย โดยกรณีจำหน่ายสินค้าที่ไม่มีเครื่องหมาย มอก. มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนผู้นำเข้าหากตรวจสอบพบว่ามีการนำเข้าสินค้าโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
นอกจากนี้ ทีมท็อปกันและ สมอ. ยังใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจสอบตลาดผ่านระบบ “มอก.วอทช์” ซึ่งนำ AI มาช่วยตรวจจับรายการสินค้าที่ต้องสงสัยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยวิเคราะห์คำค้น ภาพสินค้า และเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลมาตรฐานและใบอนุญาต ก่อนส่งข้อมูลให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบต่อ ในช่วงแรกระบบสามารถตรวจจับและรวบรวมรายการที่เข้าข่ายไม่ได้มาตรฐานได้มากกว่า 98,000 รายการ
ช่วยป้องผู้ประกอบการในระบบ
อย่างไรก็ตาม มาตรการที่ได้ผลที่สุด คือ การร้องเรียนจากผู้บริโภคโดยตรง ในกรณีที่พบการขายสินค้าที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มอก. ควรร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแสต่อ สมอ. โดยตรง หากปัญหาเกิดจากการซื้อสินค้าแล้วได้รับของไม่ตรงปก สินค้าชำรุด ผู้ขายไม่รับผิดชอบ หรือเกิดข้อพิพาทกับผู้ประกอบการ ผู้บริโภคสามารถร้องทุกข์ต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ผ่านสายด่วน 1166 หรือระบบร้องทุกข์ออนไลน์ของ สคบ. ซึ่งมีระบบติดตามสถานะเรื่องร้องทุกข์ได้ด้วย
กรณีเป็นการซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และต้องการคำแนะนำหรือแจ้งปัญหาการซื้อขายออนไลน์ สามารถติดต่อศูนย์ช่วยเหลือและจัดการปัญหา ที่สายด่วน 1212 หรือช่องทางออนไลน์ของศูนย์ พูดง่าย ๆ คือ ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องวิเคราะห์เองว่าสินค้าผิดกฎหมายข้อใด เพียงแต่เมื่อเห็นผิดปกติ เก็บหลักฐาน แจ้งหน่วยงานให้ถูกช่องทาง อีกประเด็นที่ต้องระวัง คือ อย่าเพิ่งเผยแพร่ข้อมูลกล่าวหาผู้ขายหรือผู้ประกอบการว่าเป็น “สินค้าเถื่อนหรือปลอม” โดยไม่มีหลักฐานยืนยัน ควรใช้ถ้อยคำว่าสงสัยว่าไม่ได้มาตรฐาน และส่งหลักฐานให้หน่วยงานตรวจสอบ เพราะผลการตรวจทางกฎหมายต้องอาศัยกระบวนการของเจ้าหน้าที่ การร้องเรียนของผู้บริโภคจึงไม่ได้มีความหมายเพียงการเรียกร้องเงินคืน แต่ยังสามารถเป็น “ข้อมูลข่าวสาร” ที่ช่วยให้ภาครัฐมองเห็นจุดเสี่ยงในตลาดได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะตลาดออนไลน์ที่สินค้าเปลี่ยนรายการและผู้ขายได้รวดเร็ว
ขณะเดียวกันในมุมของภาคธุรกิจ การปราบสินค้าผิดมาตรฐานยังเป็น “มาตรการปกป้องผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบ” เพราะการสร้างตลาดที่แข่งขันกันด้วยราคาสินค้าเพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงมาตรฐานและความปลอดภัย อาจทำให้ผู้ผลิตที่ลงทุนด้านคุณภาพเสียเปรียบ หน้าที่ของท็อปกันจึงไม่ใช่เพียงการเพิ่มมูลค่าของกลางหรือจำนวนคดี แต่คือการเปลี่ยนโครงสร้างการบังคับใช้กฎหมายจากจับปลายทางเป็นสกัดต้นทางให้ได้มากที่สุด ไล่ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า โกดัง ศูนย์ฟูลฟิลเมนต์ ร้านค้า ไปจนถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ทิศทางนี้ทำให้กระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นหน่วยงานที่เข้าไปตรวจเมื่อเกิดปัญหา ไปสู่การเป็น “ผู้เฝ้าระวังตลาด”ที่ต้องรู้ว่าสินค้าประเภทใดกำลังมีความเสี่ยง จุดใดเป็นแหล่งพักสินค้า และช่องทางใดกำลังถูกใช้เป็นเส้นทางกระจายสินค้า และนั่นมันจะหมายถึงลดโอกาสที่สินค้าไม่ได้มาตรฐานจะไหลเข้าสู่ตลาด และสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายต้องกลับเข้าสู่ระบบมาตรฐาน