บอร์ด EV เคาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เทียร์ นำเข้าเก็บแพงสุดมากกว่า 10% ผลิตในประเทศ-Local Content สูงเรตต่ำสุด
บอร์ด EV เคาะภาษีสรรพสามิตรถยนต์ 3 เทียร์ นำเข้าเก็บแพงสุดมากกว่า 10% ผลิตในประเทศ-Local Content สูงเรตต่ำสุด คาดได้ข้อสรุปภายใน ก.ย. -ตั้ง 2 อนุกรรมการศึกษาการจัดการแบตเตอรี่-ซากรถ-สถานีชาร์จ ตั้งปลัดคลังจูงใจใช้รถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์
ดร.พรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า คณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ หรือบอร์ดอีวี ในการประชุมครั้งแรกนี้ มีแนวทางใช้อัตราภาษีสรรพสามิตแบบ 3 เทียร์ สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนโลคัลคอนเทนต์ จะเสียอัตราภาษีต่ำ ส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ชิ้นส่วนนำเข้าและใช้ชิ้นส่วนโลคัลคอนเทนต์ด้วย จะเสียอัตราภาษีสูงขึ้น ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามา จะเสียอัตราภาษีสูงที่สุด โดยรถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้ามาเป็นเทียร์สูงสุดที่จะเริ่มดำเนินการเก็บภาษีก่อน เนื่องจากต้องการลดการนำเข้าที่มีสัดส่วนสูง ซึ่งภาคเอกชนเห็นด้วยกับบอร์ดอีวี และได้หารือเรื่องระยะเวลาผ่อนปรน (Grace Period) ว่าจะเริ่มเมื่อไร
ดร.พรชัย กล่าวว่า ในปัจจุบัน อัตราภาษีสรรพสามิตอยู่ 10% 8% และ 2% ซึ่งตามหลักการแล้ว หากมีการปรับอัตราภาษีสรรพสามิตแบบ 3 เทียร์ เทียร์ที่สูงสุดนั้นจะต้องปรับไปสูงกว่า 10% ทั้งนี้ยังไม่มีตัวเลขที่แน่ชัด และบอร์ดอีวีได้มอบให้กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตหารือกันต่อ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในกันยายนนี้ และกระทรวงการคลังจะเป็นผู้เสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
“เรามีวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ 1.การลงทุนดึงดูดการนำเข้า เพื่อให้การนำเข้ามาพร้อมกับการลงทุนในประเทศ และลดการนำเข้า 2.การส่งเสริมให้เป็น Export Hub ในภูมิภาค ที่ใช้ฐานที่มีอยู่เดิมในปัจจุบันทำต่อได้ และ 3.เพิ่มมูลค่า Local Content ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ซึ่งได้ตั้ง 2 อนุกรรมการ เพื่อสร้าง Ecosystem และยกระดับซัพพลายเชนในประเทศ” ดร.พรชัย กล่าวและว่า ทั้ง 3 วัตถุประสงค์นี้จะใช้มาตรการภาษีสรรพสามิตจูงใจอย่างเดียว ไม่ได้ใช้งบประมาณ เหมือนมาตรการ EV3.0 และ EV3.5
ดร.พรชัย กล่าวว่า พัฒนาการของอุตสาหกรรมรถอีวี ในมุมเศรษฐกิจนั้น มีผลที่ดีต่อการลงทุน การจ้างงาน และเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่ก็พบข้อเท็จจริงว่า 1.รถยนต์ไฟฟ้าบางประเภท แม้มีการใช้งานมากก็จริง แต่ก็มีการนำเข้าสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการผลิตในประเทศ 2.การลงทุนในส่วนนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าคิดเป็น 2% ของจีดีพี และมีสัดส่วนที่เราผลิตรถส่งออกได้ 15% ของมูลค่าการส่งออก ซึ่งเป็นเทรนด์ที่ดี และมีพื้นฐานการเป็น Detroit of Asia จึงต้องการ Jump Start Next Step ต่อไปในอนาคตได้ และ 3.นโยบายรัฐบาลปัจจุบันนั้น เน้นหนักเรื่องลงทุนในอุตสาหกรรมที่ลงทุนและเกิดการจ้างงาน เพิ่มศักยภาพทักษะแรงงาน ซึ่งไทยเป็นจุดลงทุนอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้ และมีโอกาสดึงดูดการลงทุนต่างประเทศ รวมทั้งเพิ่ม Local Content
นอกจากนี้ ในเรื่องโลคัลคอนเทนต์นั้น ต้องการส่งเสริมโลคัลคอนเทนต์ที่มีมูลค่าสูงและเป็นชิ้นส่วนยานยนต์ รวมถึงศึกษาว่าจะเพิ่มสัดส่วนบนความสามารถผู้ประกอบการได้อย่างไร “สิ่งที่เราเชื่ออย่างมั่นใจ หากทำได้ อย่างน้อยที่สุดคือชิ้นส่วนบางอย่างต้องการ R&D ซึ่งจะได้จากผู้ประกอบการต่างประเทศถ่ายทอดให้ ซึ่งเราจะได้ประโยชน์จากจุดนี้”
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และเลขานุการบอร์ดอีวี กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้านั้นเติบโตขึ้น โดยที่ผ่านมาในแง่นโยบายและกฎกติกา ทั้งมาตรการขอบีโอไอ EV3.0 EV3.5 และฟรีโซนของกรมศุลกากร และกระทรวงอุตสาหกรรม ผูกกับโลคัลคอนเทนต์ให้บังคับใช้ชิ้นส่วนสำคัญที่ผลิตในประเทศ โดยมี 2 ส่วน คือบังคับกับจูงใจ ซึ่งขณะนี้กำลังออกแบบมาตรการจูงใจผ่าน Thai Content คือผลิตโดยบริษัทไทยเพิ่มเติมด้วย
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการจัดการแบตเตอรี่ใช้แล้วซึ่งจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น จะสร้างแพลตฟอร์มมอนิเตอร์แบตเตอรี อาจเกิดการใช้ประโยชน์ต่อได้ หรือ Second Life ทำระบบกักเก็บพลังงาน และรีไซเคิล เพื่อนำแร่มีค่ามาใช้ประโยชน์ต่อ การทำแบตเตอรี่พาสปอร์ต รวมทั้งจะหารือเรื่องการกำจัดซากรถ ซึ่งเป็นโอกาสในเชิงธุรกิจ โดยทั้ง 2 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่บอร์ดอีวีจะหารือให้ชัดเจนขึ้น
นายนฤตม์ กล่าวว่า การประชุมวันนี้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ 2 ชุด ได้แก่ 1.อนุกรรมการส่งเสริมการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะศึกษาการพัฒนาซัพพลายเชน และการกำหนดมาตรฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ดูการจัดการแบตเตอรี่และการกำจัดซากรถ และ 2.อนุกรรมการด้านการพัฒนาโครงข่าย Charging Station
รวมทั้งบอร์ดอีวียังมอบให้ปลัดกระทรวงการคลังดูเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ ทั้งรถบัส รถกระบะ (Truck) และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่มาก โดยจะศึกษาแนวทางมาตรการให้เกิดการใช้และการผลิตรถยนต์เหล่านี้มากขึ้น