บอร์ดอีวีเห็นชอบปรับโครงสร้างภาษี EV หนุนใช้ชิ้นส่วนไทย ดันฐานผลิตโลก
บอร์ดอีวีเห็นชอบหลักการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า ชูแนวคิด “ปรับภาษีตามการสร้างประโยชน์ประเทศ” ส่งเสริมการผลิตและใช้ชิ้นส่วนในประเทศ เผยรถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วน
จดทะเบียนใหม่กว่าร้อยละ 50 ขณะที่ยอดส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าทะลุ 1.52 แสนล้านบาท ค่ายรถญี่ปุ่นเร่งลงทุนเพิ่มกว่า 5 หมื่นล้านบาท
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในฐานะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) เปิดเผยว่า ที่ประชุมบอร์ดอีวี เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธาน ได้เห็นชอบหลักการในการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้า

เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนของไทยสู่การเป็นฐานการผลิตรถยนต์ระดับโลกในทุกเทคโนโลยี โดยมุ่งให้โครงสร้างภาษีสะท้อนประโยชน์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมากขึ้น ทั้งด้านการลงทุน การผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการจ้างงาน ปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิต เชื่อมการนำเข้ากับการผลิตรถยนต์และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ยึดหลักการสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1.นำเข้าเพื่อดึงดูด
การลงทุนระยะยาว (Investment-Driven Import) โดยการผูกเงื่อนไขการนำเข้ากับการลงทุนผลิตจริงในประเทศ 2.ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกยานยนต์ไฟฟ้า (Regional and Global Export Hub)
3.การยกระดับการใช้ชิ้นส่วนและวัตถุดิบในประเทศที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Local Content) รวมถึงการส่งเสริมการจ้างงานและพัฒนาทักษะแรงงานไทย 4.การสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม (Level Playing Field) ระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและรถยนต์นำเข้า
5.การพัฒนาผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ (Local Suppliers) เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่อุปทานยานยนต์ไทย ภายใต้โครงสร้างภาษีใหม่ จะกำหนดอัตราภาษีให้แตกต่างกันตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย

โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้
1.รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ โดยผู้นำเข้าไม่มีโรงงานผลิตในประเทศจะมีอัตราภาษี
ที่สูงขึ้น
2.รถยนต์ไฟฟ้าที่นำเข้าโดยผู้ผลิตซึ่งมีโรงงานในประเทศไทยแล้ว แต่มีความจำเป็นต้องนำเข้ารถบางรุ่นเพื่อทดลองตลาด จะกำหนดปริมาณนำเข้า โดยพิจารณาจากการเชื่อมโยงกับมูลค่า
ทางเศรษฐกิจที่ผู้ผลิตสร้างในประเทศไทย
3.รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและมีการใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับปานกลาง แต่ยังไม่สามารถใช้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญที่ผลิตในประเทศได้ โดยเฉพาะรถยนต์ที่มีปริมาณการผลิตน้อย
แต่มีศักยภาพพัฒนาไปสู่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นในอนาคต เช่น รถยนต์กลุ่มพรีเมียม
4.รถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศและสามารถใช้ชิ้นส่วนในประเทศระดับสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญ
ทั้งนี้ อัตราภาษีจะลดหลั่นตามระดับการลงทุน การผลิต และการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศไทย
เพื่อจูงใจให้ผู้ผลิตขยายฐานการผลิตและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนสำคัญในประเทศ
ตั้ง 2 คณะอนุฯ ขับเคลื่อน EV ครบวงจร
ที่ประชุมเห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 2 คณะ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายยานยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ คณะอนุกรรมการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วน โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นประธาน ทำหน้าที่ส่งเสริมการพัฒนาห่วงโซ่การผลิตยานยนต์สมัยใหม่และชิ้นส่วนตลอดวงจรชีวิต รวมถึงให้ดูแลการบริหารจัดการแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้าใช้แล้ว
อย่างเป็นระบบและการกำจัดซากรถยนต์ และคณะอนุกรรมการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ
การอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ทำหน้าที่ผลักดันการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบอัดประจุไฟฟ้าให้เพียงพอต่อการใช้งานยานยนต์ไฟฟ้า ตลอดจนปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ที่ประชุมได้มอบหมายให้ปลัดกระทรวงการคลังศึกษามาตรการส่งเสริมให้มีการใช้และผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์และจักรยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
ยอดจดทะเบียน xEV แซงรถสันดาป ลงทุนสะสมทะลุ 1.52 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ บอร์ดอีวีได้รับทราบความคืบหน้าการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ BEV อยู่ที่ 126,950 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 88 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่ยอดจดทะเบียนรถยนต์กลุ่ม xEV ทั้ง BEV, HEV และ PHEV มีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 55 ของยอดจดทะเบียนรถยนต์ทั้งหมด สะท้อนให้เห็นว่าตลาดรถยนต์ไทยได้เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี xEV อย่างชัดเจน
ขณะเดียวกันการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าได้ขยายตัวครอบคลุมตลอดระบบนิเวศ
โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 สิงหาคม 2569 บีโอไอให้การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและกิจการที่เกี่ยวข้องรวม 189 โครงการ เงินลงทุน 151,372 ล้านบาท
โดยกิจการผลิตแบตเตอรี่มีมูลค่าเงินลงทุนสูงสุด 87,073 ล้านบาท ของเงินลงทุนทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ การผลิตรถยนต์ BEV มูลค่า 38,563 ล้านบาท และการผลิตชิ้นส่วนสำคัญ มูลค่า 12,558 ล้านบาท นอกจากนี้ โครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน
มีแผนติดตั้งหัวจ่ายรวม 23,135 หัวจ่าย ในจำนวนนี้เป็นหัวจ่ายแบบ Quick Charge 10,249 หัวจ่าย หรือประมาณร้อยละ 85 ของเป้าหมาย 12,000 หัวจ่ายในปี 2573 แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของทั้งฐานการผลิตและโครงสร้างพื้นฐานที่กำลังพัฒนาไปพร้อมกัน
ด้านผู้ผลิตรถยนต์ที่มีฐานการผลิตในประเทศไทย ได้แก่ มิตซูบิชิ ฮอนด้า มาสด้า และอีซูซุ ยังมี
แผนลงทุนเพิ่มเติมรวมกว่า 50,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ปรับปรุงสายการผลิตด้วย
ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และรองรับเทคโนโลยี HEV, MHEV และยานยนต์ไฟฟ้ารูปแบบต่าง ๆ
สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไม่ได้ขับเคลื่อนจากผู้ผลิต BEV รายใหม่เท่านั้น แต่ผู้ผลิตรายเดิมกำลังเร่งปรับฐานการผลิตในประเทศไทยให้สอดรับกับทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลกด้วย
“อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น ทั้ง BEV, HEV, PHEV และเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ประเทศไทยจึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิตยานยนต์ในระยะยาว โจทย์สำคัญคือการออกมาตรการที่เปิดกว้างต่อเทคโนโลยี แต่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทย
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตครั้งนี้ จึงเป็นจังหวะสำคัญในการปรับสมดุลระหว่างการนำเข้าและการลงทุนในประเทศ พร้อมส่งเสริมการผลิต การใช้ชิ้นส่วนในประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยี และการจ้างงานที่มีคุณภาพในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เพื่อตอกย้ำสถานะฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกที่พร้อมรับทุกเทคโนโลยีแห่งอนาคต” นายนฤตม์กล่าว