คำต่อคำ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. เหตุใดยกคำร้อง 21 ภูมิใจไทย
เปิดความเห็น ประธาน กกต. ยกคำร้อง 21 นักการเมืองภูมิใจไทย – รวมถึง เนวิน ชิดชอบ ชี้ พยานที่ 16 ไม่น่าเชื่อถือ ถูกศาลสั่งจำคุก ลั่น ทำงานมา 38 ปี ลงโทษพยานกลับคำมาเยอะ ย้ำ ไม่พบเส้นเงิน โยงแกนนำ ภท. ทั้ง เนวิน – อนุทิน
นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงมติส่วนตนที่ยกคำร้อง 21 กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่มีความผิด 2 ข้อกล่าวหาสำคัญ ประกอบด้วย
1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา76 วรรคหนึ่ง หรือไม่
2. ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่
โดยนายณรงค์ กล่าวว่า ในการพิจารณาสำนวน เราดูข้อกล่าวหา แล้วดูคำชี้แจง ที่สำคัญคือดูพยานหลักฐานว่าในสำนวนนั้นมีพยานหลักฐานอะไรบ้าง สำนวนนี้มีพยานหลักฐาน คือพยานรหัสที่ 16/26 พยานรหัสที่ 21/26 พยานรหัสที่ 22/26 พยานรหัสที่ 25/26 และนางกุสุมาวดี ศิริโกมุท เป็นพยาน กล่าวอ้างว่ากลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด แต่พยานที่สำคัญอ้างว่าเป็นประจักษ์พยาน คือพยานรหัสที่ 16/26 พยานให้ถ้อยคำอ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์อยู่ 4 เหตุการณ์
เหตุการณ์ที่ 1 พยานอ้างว่าเดือนเมษายน 2567 กลุ่มกรรมการบริหารพรรคการเมืองคนรุ่นใหม่ นำโดยนายภราดร ปริศนานันทกุล ไปร่วมกันวางแผนฮั้ว สว. โดยมีการศึกษาระเบียบกฎหมายเกี่ยวกับการเลือก สว. มีการคิดค้นโปรแกรมออฟไลน์ เพื่อคำนวณสูตรสำหรับการเลือก สว. โดยพยานอ้างว่าทราบจากเพื่อน สส. พรรคภูมิใจไทย และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย
เหตุการณ์ที่ 2 เป็นช่วงที่มีการเลือก สว. คือวันที่ 16 – 26 มิถุนายน 2567 หลังจากมีการเลือก สว. ระดับจังหวัด ก่อนการเลือกระดับประเทศ มีการประชุมของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยที่ทำการพรรคที่กรุงเทพมหานคร และมีการบรรยายวิธีการให้เป็นไปตามแผนที่จะใช้โปรแกรม ผู้บรรยายหลักคือนายภราดร และนายไชยชนก ชิดชอบ มีกลุ่มกรรมการบริหารพรรค และ สส.พรรค ร่วมฟังคำบรรยาย มีนายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั่งหัวโต๊ะเป็นประธาน เหตุการณ์ตรงนี้ พยานรหัสที่ 16/26 อ้างว่าเข้าร่วมประชุมด้วย
เหตุการณ์ที่ 3 ที่พยานอ้างว่าเห็นและรู้เห็นเหตุการณ์ คือวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ก่อนเลือกระดับประเทศ พยานรหัสที่ 16/26 กับพวกไปที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อทำโพยฮั้วกัน และมีทีมติวเตอร์ ก็คือนาง สุขสำรวย วันทนียกุล พร้อมนักศึกษาผู้ช่วย เข้ามาติวเรื่องการทำโพย
เหตุการณ์ที่ 4 หลังจากมีการเลือก สว. ระดับประเทศ มีพยานรหัสที่ 16/26 นำ สว. ในสายของตนไปรับมอบนโยบายจากนายเนวิน ที่โรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ซอยรางน้ำ กรุงเทพมหานคร ในข้อกล่าวหานี้ ผู้ถูกร้องทุกคนชี้แจงเป็นหนังสือ ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าไม่ได้กระทำความผิด
นายณรงค์ กล่าวว่า ในส่วนตนที่วินิจฉัย เห็นว่ากรณีนี้เป็นการเลือก สว. ในระดับประเทศ มีการเลือกเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ซึ่ง กกต. ประกาศผลการเลือก สว. และบัญชีสำรอง เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2567 ภายหลังจากเลือก สว. และ กกต. ประกาศผลเลือกตั้งแล้ว มีการร้องเรียนการเลือก สว. ว่าไม่ชอบ มีผู้ร้องและผู้ถูกร้องจำนวนมาก
ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับเรื่องและมีมติไปแล้วหลายเรื่อง สำหรับเรื่องนี้ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 หลังเลือกตั้ง รับทราบที่สำนักงาน กกต.รายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ มีหนังสือที่ ยธ 0824/4754 ลงที่ 25 กันยายน 2567 แจ้งเรื่องรับเรื่องไว้สอบสวน กรณีมีผู้ร้องขอความเป็นธรรมต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้สอบสวนกรณีการเลือก สว. ที่มีกระบวนการหรือพฤติการณ์ที่ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. และประมวลกฎหมายอาญา ตอนนั้นมี 3 คำร้อง
ซึ่ง กกต. เห็นว่า มีมูลและมีพฤติการณ์ มีการฝ่าฝืนตามมาตรา 36, 77 วงเล็บ 1, มาตรา 70, มาตรา 79, มาตรา 81 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. จึงเสนอกรรมการ กกต. ให้รับเรื่องเป็นความปรากฏ
“จะเห็นว่า วันที่ 18 มีนาคม 2568 ไม่ได้มีข้อกล่าวหาตามมาตรา 77 คือยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากรรมการบริหารพรรค หรือกลุ่มที่ถูกร้องเรียนทั้ง 21 คน ตอนนั้น กกต.ก็แต่งตั้ง ชุดไต่สวนคณะที่ 26 และดำเนินการไต่สวนเรื่อยมา จะเห็นว่า คนที่ถูกร้องจริงๆ แต่แรกคือกลุ่มคนที่มีชื่ออันดับที่ 1-7 ของโพย ตอนนั้นมีผู้ถูกกล่าวหา 140 คน“ นายณรงค์ กล่าว
นายณรงค์ กล่าวว่า ต่อมา ท่านสังเกตวันที่ 10 มิถุนายน 2568 ผ่านมาหลายเดือน กกต.ตั้งจึงได้รับรายงานจากคณะชุดที่ 26 ว่ามีผู้กระทำความผิด ทั้งที่เป็นผู้มีสิทธิเลือก สว. ระดับประเทศและผู้อื่น รวมทั้งผู้มีตำแหน่ง สถานะที่เป็นบุคคลตามมาตรา 76 คือเริ่มที่จะมาขอให้ กกต.ให้รับเรื่อง เพื่อสอบกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน ตามมาตรา 76 อีกข้อกล่าวหาหนึ่ง ซึ่งเป็นเวลาภายหลังจากที่ได้รับคำร้องมาแต่แรก
พยานรหัส ไม่แจ้งจนเลยมา 1 ปี
”ประเด็นสำคัญคือ การแจ้งข้อกล่าวหานี้เพราะมี พยานรหัสที่ 16/26, 21/22 และ 22/26 มาให้ถ้อยคำว่ากลุ่มคนทั้ง 21 คนร่วมกระทำความผิด ประเด็นที่ผมเห็นคือ เหตุการณ์ในการเลือก สว. การรับรองผล ล่วงเลยมาเป็นเวลานาน ทำไมพยานรหัส 16/26 ไม่เคยออกมาแจ้งเหตุ หรือแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งเลยว่า กลุ่มคนเหล่านี้กระทำความผิด พยานรหัสปากนี้มาให้ถ้อยคำต่อคณะ 26 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ล่วงเลยเวลาที่พยานอ้างว่ารู้เห็นเหตุการณ์ประมาณ 1 ปี และช่วงนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องการเมือง พยานรหัส 16/26 เคยเป็นสมาชิก หรือเป็น สส. ของพรรคภูมิใจไทย ต่อมาพรรคภูมิใจไทย ก็มีมติ ให้พ้นจากพรรคภูมิใจไทย เพราะพยานรหัสนี้ถูกศาลจังหวัดขอนแก่นพิพากษาว่ากระทำความผิด ฐานยักยอกเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดขอนแก่น มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ศาลลงโทษพยานรหัส เป็นเวลา 4 ปี 93 เดือน หรือ 11 เดือน“ ประธาน กกต. กล่าว
พยานปากเอก ไม่มีหลักฐาน
ประธาน กกต. กล่าวอีกว่า เมื่อพยานรหัส 16/26 ถูกขับออกจากพรรค ได้ไปสังกัดพรรคกล้าธรรมและช่วงนั้น พรรคภูมิใจไทย และพรรคกล้าธรรม ก็มีความขัดแย้ง หรือไม่ลงรอยทางการเมือง ต่อมาวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 พยานรหัสจึงมาให้ถ้อยคำในลักษณะที่ยอมรับว่าร่วมกระทำความผิด และขอกันตัวเองออกมาเป็นพยาน
เห็นว่าช่วงเวลาที่พยานรหัสนี้มาให้ถ้อยคำต่อคณะ 26 มีมูลเหตุและมีข้อน่าสงสัยว่ามีเจตนาอย่างไร เราต้องฟังด้วยความระมัดระวัง ถือว่ายังไม่มีสาเหตุโกรธเคืองเหมือนที่สรุปกันมา มันยังฟังไม่ถนัด เมื่อเรามาวิเคราะห์พยานรหัสปากนี้ที่ให้ไว้ต่อคณะ 26 อ้างว่าเหตุการณ์ที่ 1 และที่ 2 เกิดขึ้นที่พรรคภูมิใจไทย มีแต่พยานรหัส 16/26 เพียงคนเดียวที่ให้ถ้อยคำว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้น และในช่วงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าเหตุการณ์ที่ 1 หรือ 2 ไม่ได้ความเลยว่าในการประชุมของกลุ่มนี้มีการเก็บเครื่องมือสื่อสาร แต่ไม่ปรากฏหลักฐานอื่นเลย ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย หรือสิ่งอื่นใดที่ชี้ให้เห็นว่ามีการกระทำแบบนั้น
ไม่ปรากฏกระทั่งหลักฐานการปฏิบัติการของนายภราดร ไม่มีเอกสาร วัตถุพยาน หรือโปรแกรมว่ามีลักษณะอย่างไร ที่เขาอ้างว่ามีเงินหรือมีค่าใช้จ่ายในเรื่องนี้จำนวนมหาศาล ก็ไม่ปรากฏว่าจ่ายให้ใคร ตรวจสอบเส้นเงินก็ไม่มี
พยานรหัสปากนี้ไม่สามารถระบุได้เลยว่าใครได้รับเงินไปบ้าง หรือรับกันอย่างไร คงเป็นการกล่าวอ้างลอยๆ นอกจากพยานรหัสที่ 16/26 ข้อกล่าวหานี้ยังมีพยานอีก 2 ปาก คือพยานที่ 21 และ 22, 21/26 และ 22/26 ทั้งสองคนปัจจุบันเป็น สว. ทั้งคู่ ถือว่าเป็นพยานประกอบในสำนวน เราจะมาดูว่าพยานประกอบเชื่อมโยงและสอดคล้องกับพยานรหัสที่ 16/26 หรือไม่
นายณรงค์ กล่าวว่า เมื่อดูว่าพยานที่เขาอ้างว่าในสำนวนนี้เกี่ยวข้องอีก 2 คน คือพยานรหัสที่ 21 และ 22 ที่เข้าไปให้ถ้อยคำนั้นสอดรับกันหรือไม่ พยานทั้งสองก็เช่นเดียวกัน ได้มาให้ถ้อยคำ หลังจากที่พยานรหัสที่ 16 ไปให้ถ้อยคำ พยานทั้งสองอยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างว่าไปจัดทำโพยที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ โดยอ้างว่าพยานรหัส 16/26 ประสานให้ไป ในวันที่ 24 มิถุนายน 2567 พยานทั้งสองเข้าร่วมประชุมในการจัดทำโพยด้วย และยืนยันว่า ทีมนี้คือของ “เจ๊รวย” หรือนางสุขสมรวย วันทนียกุล ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอำนาจเจริญ พยานยืนยัน
เราจะเห็นว่า พยานรหัสที่ 22/26มาให้ถ้อยคำว่า ได้รวมกลุ่มกับพยานรหัส 16/26 และทราบว่ากลุ่มของพยานรหัสที่ 16/26 มี สว. หรือได้โควตาจากระบบจัดฮั้ว 2 คน คือ ตัวเองคือพยานที่ 22/26 และพยานรหัสที่ 21/26 ก็ได้ สว. 2 คน แล้วส่งหมายเลขไป ปรากฏว่า เมื่อกลับมาพิจารณาถ้อยคำของพยานรหัสที่ 16/26 ไม่มีถ้อยคำตอนใดเลยที่กล่าวถึงว่าพยานรหัสที่ 22/26 ซึ่งอยู่ที่พะเยา เขาไม่ได้กล่าวถึงเลยว่าพยานรหัส 22/26 อยู่ในทีมเขา เขาไม่ได้กล่าวถึงกระบวนการ ว่ามีกรรมการบริหารพรรค หรือผู้ที่ถูกร้องตามที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหามีส่วนด้วย
นอกจากนี้พยานรหัสที่ 16/26 กลับยืนยันหรือบันทึกถ้อยคำว่าทีมของเขามีคนเดียว คือพยานรหัสที่ 21/26 ซึ่งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น จังหวัดเดียวกับเขา
จะเห็นว่าความแตกต่าง ความไม่สอดคล้องของพยานรหัสเกิดขึ้น ส่วนพยานรหัส 22/26 ก็ไม่เคยกล้าวถึงเลยว่ากลุ่มผู้ถูกร้องอยู่ในกระบวนการ แต่เขาให้การว่าเขาจะได้เพราะมีการทำโพยไว้แล้ว โดยเขาก็ไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำให้ โดยอ้างว่าพยานรหัสที่ 16/26 ส่งชื่อไป จะเห็นว่าความสอดคล้องไม่มีเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานทั้ง 3 ได้มากลับคำให้การ โดยมีหนังสือถึงประธาน กกต. ว่า ที่พยานรหัสทั้ง 3 เคยให้การไว้ ไม่ว่าจะมีพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 21 คน การเตรียมการ หรือเส้นเงิน เขาบอกว่าไม่เป็นความจริง
“การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน ผมอยู่ศาลมา 38 ปี ทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา พยานกลับคำ ผมลงโทษมาเยอะ แต่พยานปากนี้ หรือ 3 ปาก ไม่มีความน่าเชื่อถือมาแต่แรก ประเด็นก็คือเหมือนที่ผมกล่าว ผมว่าเขามาให้การหลังเกิดเหตุนานมาก แล้วพยานรหัสที่ 16/26 ไปดูประวัติ เขาถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุกถึง 11 ปี ในข้อหายักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูไปเกือบ 500 ล้านบาท ปัจจุบันก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในคดีจริยธรรม พยานเราต้องดูว่าความน่าเชื่อถือมีหรือเปล่า ประเด็นเรื่องความน่าเชื่อถือ เรื่องการเมือง และเรื่องความไม่สอดคล้องกัน“
เส้นเงินไม่พบความผิดปกติ
”ผมเห็นว่าฟังไม่ได้ว่า ผู้ที่ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 การตรวจสอบเส้นเงินของกลุ่มที่ถูกกล่าวหาทุกคน ไม่พบความผิดปกติโทรศัพท์อาจจะมี มีโทรหากัน แต่มันไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเขาคุยกันเรื่องอะไร ผมว่าถ้าเรายอมรับความจริง ธรรมชาติของนักการเมือง หรือคนที่ได้เป็น สว. ได้ใหม่ๆ ต้องยอมรับว่าเขาต้องดำเนินการอย่างไร เขาต้องจับกลุ่ม แล้วก็ตกลงกัน การไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน หลังจากที่เลือก สว. แล้ว มีพยานกล่าวถึงว่าพบ นายเนวิน พบนายอนุทิน แต่มันไม่มีรายละเอียดว่าท่านไปทำอะไรกัน ซึ่งเป็นไปได้ทุกทาง“
ไม่พบเนวิน-อนุทิน ทำผิด
”ถึงพบ แต่มันไม่ได้มีหลักฐานอะไรที่ชี้ว่าเขาได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เลย เพราะฉะนั้น ที่ผมเน้นย้ำตั้งแต่แรกว่า ในแต่ละข้อกล่าวหา เราจะดูพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก เพราะฉะนั้น ในส่วนตัวผมเอง ผมไม่สามารถตอบแทน กกต. ท่านอื่นได้ แต่ผมเชื่อว่า กกต. เสียงข้างมากจะใช้ดุลพินิจ ใช้หลักเกณฑ์ในการพิจารณาชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานเช่นเดียวกัน ก็ขอตอบในประเด็นนี้”
“เมื่อข้อกล่าวหาที่ 1 เรายกคำร้อง ข้อกล่าวหาที่ 2 มันต่อเนื่องกัน จึงยังฟังไม่ได้ว่าคนที่มีชื่ออยู่นี้ได้รับความช่วยเหลือ แต่คนกลุ่มนี้ เราจะไปพิจารณาในข้อกล่าวหาอื่น เช่น จูงใจให้เลือกตัวเอง ไปจัดทำโพยต่างๆ จึงเป็นที่มาที่กลุ่มนี้ 26 คน โดนส่งศาลฎีกาเพิกถอนสิทธิ์ และบางคนถูกดำเนินคดีอาญา”