ต่ออายุ-ปรับสูตร “ไทยช่วยไทยพลัส” พยุงกำลังซื้อ-สกัดจีดีพีไตรมาส 4 ทรุด
คลังรับลูก “อนุทิน” ต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดเงินอีก 2 เดือนพยุงกำลังซื้อ-รักษาคะแนนเสียง ผนึกกำลัง “ไทยเที่ยวไทย”ปั๊มเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปลัดคลังชี้มีความจำเป็นน้ำมันโลกพุ่งหลังสงครามยืดเยื้อ “ภราดร” ยันกฎหมายเปิดทางโยกเงินจากแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ วงในเผยเสนอปรับสูตรจ่ายเงินจาก “60/40” เป็น “50/50” คนละครึ่งลดภาระ เล็งลดวงเงินเหลือเดือนละ 500 บาท ซีอีโอ “คาราบาว-ศรีนานาพร” มองปลุกกำลังซื้ออุปโภคบริโภคระยะสั้น เตือนธุรกิจปรับตัวอย่ารอแต่มาตรการรัฐ SCB EIC ชี้โมเมนตัมกำลังซื้อยังอ่อนแอ หนุนต้องมีมาตรการต่อ เสนอปรับรูปแบบเฉพาะกลุ่มเปราะบาง
ปรับสูตรจ่าย 50/50
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40) โดยอาจปรับสูตรกลับมาใช้ “50/50” หรือ “คนละครึ่ง” เนื่องจากจะใช้วงเงินน้อยกว่า แต่ได้จำนวนคนและระยะเวลาที่มากกว่า โดยโจทย์คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการต่ออายุออกไปอีกประมาณ 2 เดือน ช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. นี้
“ถ้าจะกลับไปใช้คนละครึ่งสามารถทำได้ทันที เพราะระบบแอปพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว”
ทั้งนี้ การดำเนินการจะใช้วงเงินจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) ในส่วนของวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกตามแผนเยียวยา ยังมีเหลืออยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากไม่เพียงพอสามารถปรับจากแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทมาใช้ได้
“เงินกู้ในแผนเยียวยายังมีเงินเหลือ เพราะตอนทำไทยช่วยไทย พลัส 4 เดือน อนุมัติวงเงินไป 1.75 แสนล้านบาท แต่ใช้จริง ๆ แค่ 1.59 แสนล้านบาท เนื่องจากประชาชนใช้สิทธิไม่เต็มโควตา 30 ล้านสิทธิที่เตรียมไว้ ใช้ไปแค่ประมาณ 26 ล้านสิทธิ แต่ถ้าเงินส่วนนี้ยังไม่พอก็เกลี่ยมาจากแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ กฎหมายเขียนเปิดช่องไว้ชัดเจน”
เสนอต่อ 2 เดือน/1,000 บาท
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ตอนนี้ข้อเสนอที่จะให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ พิจารณาคือ จะต่ออายุมาตรการออกไป 2 เดือน โดยปรับสูตรเป็น “คนละครึ่ง” และเติมเงินให้ประชาชน 1,000 บาท หรือเดือนละ 500 บาท ภายใต้จำนวนสิทธิตามเดิม และส่วนของคนที่หลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาใช้โครงการนี้อีกส่วนหนึ่งด้วย
“ข้อเสนอตอนนี้คือ ไม่อยากโยกเงินจากเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน 2 แสนล้านบาทหลังมาใช้ โดยจะใช้ภายใต้วงเงินเยียวยาที่เหลืออยู่ และส่วนหนึ่งยังต้องใช้กับโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส อีก 3-4 พันล้านบาท อย่างไรก็ดีสุดท้ายต้องขึ้นกับการตัดสินใจของฝ่ายนโยบายว่าจะเลือกแบบไหน”
ปลัดคลังชี้มีเหตุผลน้ำมันพุ่ง
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ กล่าวว่า สัปดาห์นี้จะประชุมบอร์ดกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯซึ่งคาดว่ากระทรวงการคลังจะมีการพิจารณาเรื่องการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยต้องรอดูข้อเสนอในรายละเอียด ว่าจะเป็นอย่างไร มีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ ซึ่งตนมีหน้าที่กลั่นกรอง
ทั้งนี้ยอมรับว่า เหตุผลความจำเป็นที่ต้องดำเนินการต่ออายุในขณะนี้ก็มีเรื่องปัจจัยภายนอกที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ มีการกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่คาดว่าจะสงบและจบใน 4 เดือน
ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า หากต่ออายุโครงการจะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณา โดยวงเงินกู้ในส่วนที่ใช้เยียวยาค่าครองชีพนั้นยังเหลือวงเงินอยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากใช้เงื่อนไขเหมือนเดิมจะใช้กับโครงการได้อีก 1 เดือน โดยขณะนี้ยังไม่ได้สรุปรูปแบบโครงการในเฟส 2 ว่าจะต้องจ่ายเท่าใด หรือใช้รูปแบบใด อย่างไรก็ดีหากเงินกู้ก้อนเยียวยาประชาชน 2 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ ในทางกฎหมายสามารถโยกวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลังสำหรับเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดมาสมทบกันได้
โดยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะเร่งพิจารณาข้อเสนอมาตรการดังกล่าว เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทันก่อนสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ เพื่อให้มาตรการเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ส่วนจะขยายระยะเวลาไปจนถึงสิ้นปี 2569 หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ภราดร ยันโยกเงินกู้ได้-ไร้ปัญหา
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวว่า การพิจารณาต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยังมีเวลาให้กระทรวงการคลังตัดสินใจ ว่าสถานการณ์มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และทีมเศรษฐกิจคงมีการประเมินสถานการณ์ หากเห็นว่าเหมาะสมกระทรวงการคลังจะเป็นต้นเรื่อง ในการเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ เห็นชอบ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ส่วนเงินกู้ก้อนแรกที่เหลือ 4-5 หมื่นล้านบาทจะเพียงพอหรือไม่ หรือโยกส่วนอื่นมาเพิ่มเติมได้นั้น นายภราดรกล่าวว่า อยู่ที่การตัดสินใจ และโมเดลของกระทรวงการคลังที่จะเห็นว่าควรต่ออายุโครงการมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับจำนวนสิทธิ จำนวนเงิน และจำนวนระยะเวลา
“วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกยังไม่หมด แต่หากต้องโยกจาก 2 แสนล้านบาทหลังมาใช้ พ.ร.ก.ไม่ได้เขียนห้ามเอาไว้”
หวั่นประชาชน เสพติดนโยบาย
แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การพิจารณาต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 นั้น ขณะนี้หน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจอยู่ระหว่างการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะใช้เป็นฐานในการประเมินการต่ออายุโครงการ
การพิจารณารายละเอียดทั้งหมดนั้นจะต้องดูถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่หากต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีฐานข้อมูลรองรับจะทำให้ประชาชน “เสพติดนโยบาย” ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะจะกระทบต่อภาระงบประมาณค่อนข้างสูง
โมเมนตัมกำลังซื้อเปราะบาง
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า SCB EIC ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นขยายตัว 2.2% จากเดิมคาดไว้ 2.0% และปรับปี 2570 ขยายตัว 2.1% จากเดิม 1.9% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยีตามวัฏจักรเอไอในโลก
อย่างไรก็ดีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ในรูปแบบ K-Shaped ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรมรวมถึงเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่อัดฉีดลงไปในไตรมาส 3 ประมาณเดือนละ 40,000 ล้านบาท ทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจราว 1.3-1.4%
“ไทยช่วยไทย พลัส เฟสแรก ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไตรมาส 3 ได้ในระดับหนึ่ง แต่โมเมนตัมของกำลังซื้อและการใช้จ่ายในภาพรวมยังคงเปราะบาง รัฐบาลมีความจำเป็นต้องต่ออายุ หรือออกมาตรการมาประคับประคองเศรษฐกิจต่อ แต่มีข้อเสนอว่าควรเปลี่ยนรูปแบบจากการกระจายทั่วไป เป็นการระบุกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง หรือกลุ่มที่มีแนวโน้มการใช้จ่ายสูง เพื่อให้เกิดผลต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างสูงสุด”
EIC ชี้จบ ไทยช่วยไทย Q4 ฟุบ
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC ประเมินว่า ไทยช่วยไทย พลัส จะช่วยดันเศรษฐกิจไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นราว 0.2%-0.3% แรงส่งดังกล่าวส่งผลให้ปรับประมาณการจีดีพีในปีนี้สูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.2% แต่หากเจาะลึกเฉพาะไตรมาส 4 กรณีไม่มีการต่อมาตรการไทยช่วยไทย พลัส มองว่าการเติบโตมีแนวโน้มชะลอลงอย่างมาก
“ประเมินว่าไตรมาส 4 จะเติบโตอยู่เพียงช่วง 1-2% หรือโตไม่ถึง 2% จากด้วยเหตุผลหลัก 4 ประการ วงเงินส่วนใหญ่ของมาตรการอัดฉีดลงไปหมดแล้วในไตรมาส 3 ทำให้ในไตรมาส 4 เหลือวงเงินมาตรการกระตุ้นค่อนข้างน้อย รวมถึงปัจจัยฐานที่สูงของจีดีพีในปีก่อน โดยในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้วมีฐานการเติบโตที่สูง ซึ่งเติบโตเกือบ 3% ทำให้การเติบโตเมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาส 4 ปีนี้ขยายตัวได้ช้าลง”
ดร.ฐิติมากล่าวว่า แม้เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ดี แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มไฮเทคที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์สูงมาก ผลสุทธิที่ตกถึงระบบเศรษฐกิจในประเทศจึงไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนในอดีต ความเสี่ยงภายนอก ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความเร็วในการฟื้นตัวของการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติ
“หากมีการโยกเงิน 200,000 ล้านบาทก้อนหลังเข้ามาช่วยในไตรมาส 4 อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ได้ดัน GDP ให้สูงขึ้นมากนัก อีกทั้งจะส่งผลให้กรอบงบประมาณสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้าเหลืออยู่น้อยลงและกลายเป็นความท้าทายในปีถัดไป”
เพิ่มเงินหมุน Q4 กว่า 7 หมื่น ล.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บทวิเคราะห์จากฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การขยายเวลา “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไปอีก 1-2 เดือน ถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและประคองกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 4
หากอ้างอิงจากโครงสร้างการใช้เงินของโครงการเฟสแรก ครอบคลุมเวลา 4 เดือน ประเมินว่าหากรัฐบาลต่อมาตรการอีก 2 เดือน จะมีเม็ดเงินจากภาครัฐเข้าสู่ระบบประมาณ 3.5-3.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ประชาชนจะสมทบเงินเพื่อใช้จ่ายในระดับใกล้เคียงกัน ส่งผลให้มีเม็ดเงินใหม่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 7-7.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 0.4% ของ GDP
ซีอีโอคาราบาวเตือนธุรกิจ
นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจในภาพใหญ่ยังไม่สู้ดีนัก และกำลังซื้อลดลงอย่างมาก สังเกตได้จากบรรยากาศร้านอาหารช่วงกลางคืนที่มีคนใช้บริการน้อยลง สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย กระเป๋าเงินแฟบลง
การที่ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ถือเป็นกลไกที่ช่วยพยุงสภาพคล่อง และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับหนึ่ง แต่ภาคธุรกิจไม่ควรคาดหวังหรือรอพึ่งพิงเพียงแค่มาตรการแจกเงินของรัฐเท่านั้น
สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านค้าปลีกทั่วไป การมีเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอาจช่วยให้เกิดการซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันคล่องตัวขึ้นช่วงสั้น ๆ แต่ในฐานะผู้ประกอบการสิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการต้นทุนและการตั้งราคาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภค ซึ่งในภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายการแข่งขันและการรักษาคุณภาพสินค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญกว่า
ภาคเอกชนและผู้ประกอบการรายย่อยควรเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด และการเชื่อมโยงกับชุมชน เช่น โครงการสินค้าชุมชนและสินค้าติดดาว เพราะสิ่งเหล่านี้จะสร้างความภักดีต่อแบรนด์ และทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว แม้ไม่มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐก็ตาม
เชื่อปลุกอุปโภคบริโภคระยะสั้น
นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ ศรีนานาพร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส ในภาพรวมจะส่งผลบวกทั้งด้านการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และจิตวิทยาของทั้งผู้บริโภคและผู้ค้าที่จะมีเม็ดเงิน-ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่อาจได้ผลเพียงระยะสั้น เพราะจากการสำรวจตลาดผู้บริโภคส่วนใหญ่จะใช้สิทธิหมดตั้งแต่ช่วงครึ่งเดือนแรก จากนั้นความคึกคักในช่องทางต่าง ๆ จะลดลง
กลุ่มสินค้าที่ได้อานิสงส์ชัดที่สุดเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนสินค้าของศรีนานาพรเป็นขนมและเครื่องดื่ม จึงได้รับผลบวกไม่มาก มีเพียงยอดขายเครื่องดื่มในช่องทางร้านอาหารที่ได้ผลชัดเจน เพราะการสั่งพร้อมอาหาร
ด้านนายปรมินทร์ จาวลา ผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส จะเป็นประโยชน์ต่อการจับจ่ายใช้สอยในวงการค้าปลีก โดยเฉพาะช่องทางร้านค้าเทรดิชั่นนอลเทรดในต่างจังหวัด และกลุ่มสินค้าของกินของใช้จำเป็นในบ้าน สำหรับเถ้าแก่น้อยซึ่งเป็นขนมนั้นได้อานิสงส์ไม่มากนัก
นายเอกภูมิ ตรีชัยรัศมี ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เครือไชยแสงกรุ๊ป ค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ของจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า เดิมประเมินยอดขายไตรมาส 4 จะปรับลดลง เพราะหมดแรงส่งจากโครงการ แต่หากมีต่ออายุจะช่วยกระตุ้นได้ในระยะสั้น ถ้าดูจากช่วงที่ผ่านมาอาจได้ยอดเพิ่มประมาณ 10% และการเพิ่มความคึกคักให้กับผู้เช่าร้านค้ารายย่อยในพื้นที่ต่างเข้าร่วมโครงการนี้
ไทยเที่ยวไทย พลัส ผสมอีกแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากแนวโน้มชัดเจนของการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อต่อเนื่องในไตรมาส 4 ของปีนี้แล้ว รัฐบาลยังได้มีมาตรการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ซึ่งใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งเริ่มใช้สิทธิเดินทางได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569-28 กุมภาพันธ์ 2570 (ยกเว้นช่วง 16 ธ.ค. 2569-15 ม.ค. 2570) รวมระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 เดือน โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในภาคท่องเที่ยวในประเทศให้คึกคักมากขึ้น
โดยในส่วนของมาตรการไทยเที่ยวไทย พลัส รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบ Flat Rate จ่ายตามจริงไม่เกิน 1,500 บาท/คืน/สิทธิ อัตราเดียวทั่วประเทศ จำนวน 1,000,000 สิทธิ จำกัดคนละ 5 สิทธิ และเพิ่มมูลค่าคูปอง (Voucher) ในรูปแบบรัฐบาลและประชาชนร่วมจ่าย “คนละครึ่ง” สำหรับการใช้บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวได้ทั้งระบบ เช่น ร้านอาหาร ร้านสปา ร้านนวด รถรับจ้าง กิจกรรมท่องเที่ยว สินค้าที่ระลึก ฯลฯ สำหรับการใช้จ่ายเมืองหลัก 1,500 บาท/สิทธิ และเมืองรองได้ 2,000 บาท/สิทธิ
ม.หอการค้าฯ ชี้ไม่จำเป็นต่ออายุ
นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส โดยสิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ รัฐบาลต้องเร่งผลักดันมาตรการทางเศรษฐกิจอื่นเข้ามารับช่วง เพื่อรักษาแรงส่งของการฟื้นตัวและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
โดยไทยช่วยไทย พลัส มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน จากข้อมูลช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมามีเม็ดเงินหมุนเวียนแล้วราว 130,000-140,000 ล้านบาท ซึ่งผลจากโครงการดังกล่าวสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ในเดือนสิงหาคมปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน แม้ระดับความเชื่อมั่นโดยรวมยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก แต่สะท้อนว่าความกังวลเริ่มลดลง มุมมองต่อเศรษฐกิจดีขึ้น รวมถึงประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการ
นายธนวรรธน์กล่าวว่า หลังโครงการไทยช่วยไทย พลัส สิ้นสุดลงรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นเข้ามารับช่วง โดยเฉพาะมาตรการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งต้องเร่งทำให้โครงการเห็นเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบฯ ลงทุน 700,000 ล้านบาท ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพื่อเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบและชดเชยแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นที่ทยอยสิ้นสุดลง อีกแรงขับเคลื่อน
สำคัญจะมาจากภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากเดือนตุลาคมเป็นต้นไปเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว
หากสามารถเชื่อมต่อแรงส่งระหว่างมาตรการภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบฯ ลงทุน และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวได้ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังมีสภาพคล่องและมีเม็ดเงินหมุนเวียนต่อเนื่อง แม้โครงการไทยช่วยไทย พลัส จะสิ้นสุดลง โดยยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4 จะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง