Skip to content
GULF เปิดห้องเรียนธรรมชาติชวนเยาวชนรับบท ‘นักสืบสายลม-สายน้ำ’
SD GULF เปิดห้องเรียนธรรมชาติชวนเยาวชนรับบท ‘นักสืบสายลม-สายน้ำ’
ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณขายออก 68,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (16 ก.ย. 69) ดีดขึ้น 200 บาท รูปพรรณขายออก 68,400 บาท
สงป.สั่งคุมงบกำลังคนรัฐปี 70 รัดเข็มขัดบรรจุ ขรก.
Politics สงป.สั่งคุมงบกำลังคนรัฐปี 70 รัดเข็มขัดบรรจุ ขรก.
ค่าเงินบาทวันนี้ (16 ก.ย. 69) เปิดตลาด 33.32 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (16 ก.ย. 69) เปิดตลาด 33.32 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
“ข้อมูลต้องเร็วกว่าเงิน” รัฐวาง 4 ระบบกลาง ไล่เส้นเงินมิจฉาชีพ
Economic “ข้อมูลต้องเร็วกว่าเงิน” รัฐวาง 4 ระบบกลาง ไล่เส้นเงินมิจฉาชีพ
ทุ่ม 3 หมื่นล้านเวนคืนที่ดิน “บ้านหรูภูเก็ต” ตัดทางด่วนกะทู้-ป่าตอง-เมืองใหม่
Real Estate ทุ่ม 3 หมื่นล้านเวนคืนที่ดิน “บ้านหรูภูเก็ต” ตัดทางด่วนกะทู้-ป่าตอง-เมืองใหม่
DENZA Z9GT แรงจัด ตามสั่ง
Automotive DENZA Z9GT แรงจัด ตามสั่ง
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (16 ก.ย. 69) ปรับลง 2.82% อยู่ที่ 75,709 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (16 ก.ย. 69) ปรับลง 2.82% อยู่ที่ 75,709 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (16 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (16 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
พยากรณ์อากาศ (16 ก.ย.) เตือนฝนหนัก “เหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก” เสี่ยงท่วมฉับพลัน
News พยากรณ์อากาศ (16 ก.ย.) เตือนฝนหนัก “เหนือ-อีสาน-กลาง-ตะวันออก” เสี่ยงท่วมฉับพลัน
ดูทั้งหมด

ต่ออายุ-ปรับสูตร “ไทยช่วยไทยพลัส” พยุงกำลังซื้อ-สกัดจีดีพีไตรมาส 4 ทรุด

16 ก.ย. 2569 | 07:15น.

คลังรับลูก “อนุทิน” ต่ออายุ “ไทยช่วยไทย พลัส” อัดฉีดเงินอีก 2 เดือนพยุงกำลังซื้อ-รักษาคะแนนเสียง  ผนึกกำลัง “ไทยเที่ยวไทย”ปั๊มเศรษฐกิจไตรมาส 4 ปลัดคลังชี้มีความจำเป็นน้ำมันโลกพุ่งหลังสงครามยืดเยื้อ “ภราดร” ยันกฎหมายเปิดทางโยกเงินจากแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ วงในเผยเสนอปรับสูตรจ่ายเงินจาก “60/40” เป็น “50/50” คนละครึ่งลดภาระ เล็งลดวงเงินเหลือเดือนละ 500 บาท ซีอีโอ “คาราบาว-ศรีนานาพร” มองปลุกกำลังซื้ออุปโภคบริโภคระยะสั้น เตือนธุรกิจปรับตัวอย่ารอแต่มาตรการรัฐ SCB EIC ชี้โมเมนตัมกำลังซื้อยังอ่อนแอ หนุนต้องมีมาตรการต่อ เสนอปรับรูปแบบเฉพาะกลุ่มเปราะบาง

ปรับสูตรจ่าย 50/50 

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส (60/40)  โดยอาจปรับสูตรกลับมาใช้ “50/50” หรือ “คนละครึ่ง” เนื่องจากจะใช้วงเงินน้อยกว่า แต่ได้จำนวนคนและระยะเวลาที่มากกว่า  โดยโจทย์คือ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการต่ออายุออกไปอีกประมาณ 2 เดือน ช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. นี้

“ถ้าจะกลับไปใช้คนละครึ่งสามารถทำได้ทันที เพราะระบบแอปพลิเคชั่นเป๋าตังของธนาคารกรุงไทยสามารถดำเนินการได้อยู่แล้ว” 

ทั้งนี้ การดำเนินการจะใช้วงเงินจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) ในส่วนของวงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกตามแผนเยียวยา  ยังมีเหลืออยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากไม่เพียงพอสามารถปรับจากแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน 2 แสนล้านบาทมาใช้ได้

“เงินกู้ในแผนเยียวยายังมีเงินเหลือ เพราะตอนทำไทยช่วยไทย พลัส 4 เดือน อนุมัติวงเงินไป 1.75 แสนล้านบาท แต่ใช้จริง ๆ แค่ 1.59 แสนล้านบาท เนื่องจากประชาชนใช้สิทธิไม่เต็มโควตา 30 ล้านสิทธิที่เตรียมไว้ ใช้ไปแค่ประมาณ 26 ล้านสิทธิ แต่ถ้าเงินส่วนนี้ยังไม่พอก็เกลี่ยมาจากแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานได้ กฎหมายเขียนเปิดช่องไว้ชัดเจน”

เสนอต่อ 2 เดือน/1,000 บาท

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ตอนนี้ข้อเสนอที่จะให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ พิจารณาคือ จะต่ออายุมาตรการออกไป 2 เดือน โดยปรับสูตรเป็น “คนละครึ่ง” และเติมเงินให้ประชาชน 1,000 บาท หรือเดือนละ 500 บาท ภายใต้จำนวนสิทธิตามเดิม  และส่วนของคนที่หลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาใช้โครงการนี้อีกส่วนหนึ่งด้วย

“ข้อเสนอตอนนี้คือ ไม่อยากโยกเงินจากเงินกู้เพื่อการเปลี่ยนผ่าน 2 แสนล้านบาทหลังมาใช้ โดยจะใช้ภายใต้วงเงินเยียวยาที่เหลืออยู่ และส่วนหนึ่งยังต้องใช้กับโครงการไทยเที่ยวไทย พลัส อีก 3-4 พันล้านบาท อย่างไรก็ดีสุดท้ายต้องขึ้นกับการตัดสินใจของฝ่ายนโยบายว่าจะเลือกแบบไหน”

ปลัดคลังชี้มีเหตุผลน้ำมันพุ่ง

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ กล่าวว่า สัปดาห์นี้จะประชุมบอร์ดกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯซึ่งคาดว่ากระทรวงการคลังจะมีการพิจารณาเรื่องการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยต้องรอดูข้อเสนอในรายละเอียด ว่าจะเป็นอย่างไร มีการปรับเปลี่ยนหรือไม่  ซึ่งตนมีหน้าที่กลั่นกรอง

ทั้งนี้ยอมรับว่า เหตุผลความจำเป็นที่ต้องดำเนินการต่ออายุในขณะนี้ก็มีเรื่องปัจจัยภายนอกที่สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ มีการกลับมาสู้รบกันอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบกลับมาพุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมที่คาดว่าจะสงบและจบใน 4 เดือน 

ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า หากต่ออายุโครงการจะต้องผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณา โดยวงเงินกู้ในส่วนที่ใช้เยียวยาค่าครองชีพนั้นยังเหลือวงเงินอยู่กว่า 4 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากใช้เงื่อนไขเหมือนเดิมจะใช้กับโครงการได้อีก 1 เดือน โดยขณะนี้ยังไม่ได้สรุปรูปแบบโครงการในเฟส 2 ว่าจะต้องจ่ายเท่าใด หรือใช้รูปแบบใด อย่างไรก็ดีหากเงินกู้ก้อนเยียวยาประชาชน 2 แสนล้านบาทไม่เพียงพอ ในทางกฎหมายสามารถโยกวงเงิน 2 แสนล้านบาทหลังสำหรับเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดมาสมทบกันได้

โดยคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จะเร่งพิจารณาข้อเสนอมาตรการดังกล่าว เพื่อเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ทันก่อนสิ้นสุดโครงการในวันที่ 30 ก.ย. นี้ เพื่อให้มาตรการเดินหน้าได้อย่างต่อเนื่อง ไม่สะดุด ส่วนจะขยายระยะเวลาไปจนถึงสิ้นปี 2569 หรือไม่ขึ้นอยู่กับข้อเสนอของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ภราดร ยันโยกเงินกู้ได้-ไร้ปัญหา

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ กล่าวว่า การพิจารณาต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ยังมีเวลาให้กระทรวงการคลังตัดสินใจ ว่าสถานการณ์มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง และทีมเศรษฐกิจคงมีการประเมินสถานการณ์ หากเห็นว่าเหมาะสมกระทรวงการคลังจะเป็นต้นเรื่อง ในการเสนอให้คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ฯ เห็นชอบ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ส่วนเงินกู้ก้อนแรกที่เหลือ 4-5 หมื่นล้านบาทจะเพียงพอหรือไม่ หรือโยกส่วนอื่นมาเพิ่มเติมได้นั้น นายภราดรกล่าวว่า อยู่ที่การตัดสินใจ และโมเดลของกระทรวงการคลังที่จะเห็นว่าควรต่ออายุโครงการมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับจำนวนสิทธิ จำนวนเงิน และจำนวนระยะเวลา

“วงเงิน 2 แสนล้านบาทแรกยังไม่หมด แต่หากต้องโยกจาก 2 แสนล้านบาทหลังมาใช้ พ.ร.ก.ไม่ได้เขียนห้ามเอาไว้”

หวั่นประชาชน เสพติดนโยบาย

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาลกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การพิจารณาต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 นั้น ขณะนี้หน่วยงานทางด้านเศรษฐกิจอยู่ระหว่างการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะใช้เป็นฐานในการประเมินการต่ออายุโครงการ

การพิจารณารายละเอียดทั้งหมดนั้นจะต้องดูถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ผ่านมาเป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ แต่หากต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีฐานข้อมูลรองรับจะทำให้ประชาชน “เสพติดนโยบาย” ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะจะกระทบต่อภาระงบประมาณค่อนข้างสูง

โมเมนตัมกำลังซื้อเปราะบาง

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า SCB EIC ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2569 เป็นขยายตัว 2.2% จากเดิมคาดไว้ 2.0% และปรับปี 2570 ขยายตัว 2.1% จากเดิม 1.9% โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในกลุ่มดิจิทัลและเทคโนโลยีตามวัฏจักรเอไอในโลก

อย่างไรก็ดีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยอยู่ในรูปแบบ K-Shaped ฟื้นตัวไม่ทั่วถึง และกระจุกตัวในบางอุตสาหกรรมรวมถึงเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด  สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ เช่น โครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่อัดฉีดลงไปในไตรมาส 3 ประมาณเดือนละ 40,000 ล้านบาท ทำให้เกิดตัวคูณทางเศรษฐกิจราว 1.3-1.4% 

“ไทยช่วยไทย พลัส เฟสแรก ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจไตรมาส 3 ได้ในระดับหนึ่ง แต่โมเมนตัมของกำลังซื้อและการใช้จ่ายในภาพรวมยังคงเปราะบาง รัฐบาลมีความจำเป็นต้องต่ออายุ หรือออกมาตรการมาประคับประคองเศรษฐกิจต่อ แต่มีข้อเสนอว่าควรเปลี่ยนรูปแบบจากการกระจายทั่วไป เป็นการระบุกลุ่มเป้าหมายที่เปราะบาง หรือกลุ่มที่มีแนวโน้มการใช้จ่ายสูง เพื่อให้เกิดผลต่อการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจและเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจอย่างสูงสุด”

EIC ชี้จบ ไทยช่วยไทย Q4 ฟุบ

ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค SCB EIC ประเมินว่า ไทยช่วยไทย พลัส จะช่วยดันเศรษฐกิจไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นราว 0.2%-0.3% แรงส่งดังกล่าวส่งผลให้ปรับประมาณการจีดีพีในปีนี้สูงขึ้นมาอยู่ที่ 2.2% แต่หากเจาะลึกเฉพาะไตรมาส 4 กรณีไม่มีการต่อมาตรการไทยช่วยไทย พลัส มองว่าการเติบโตมีแนวโน้มชะลอลงอย่างมาก

“ประเมินว่าไตรมาส 4 จะเติบโตอยู่เพียงช่วง 1-2% หรือโตไม่ถึง 2% จากด้วยเหตุผลหลัก 4 ประการ วงเงินส่วนใหญ่ของมาตรการอัดฉีดลงไปหมดแล้วในไตรมาส 3 ทำให้ในไตรมาส 4 เหลือวงเงินมาตรการกระตุ้นค่อนข้างน้อย รวมถึงปัจจัยฐานที่สูงของจีดีพีในปีก่อน โดยในช่วงไตรมาส 4 ของปีที่แล้วมีฐานการเติบโตที่สูง ซึ่งเติบโตเกือบ 3% ทำให้การเติบโตเมื่อเทียบปีต่อปีในไตรมาส 4 ปีนี้ขยายตัวได้ช้าลง”

ดร.ฐิติมากล่าวว่า แม้เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ดี แต่เป็นการเติบโตในกลุ่มไฮเทคที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบและอุปกรณ์สูงมาก ผลสุทธิที่ตกถึงระบบเศรษฐกิจในประเทศจึงไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนในอดีต ความเสี่ยงภายนอก ผลกระทบจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และความเร็วในการฟื้นตัวของการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติ

“หากมีการโยกเงิน 200,000 ล้านบาทก้อนหลังเข้ามาช่วยในไตรมาส 4 อาจช่วยพยุงเศรษฐกิจได้เพียงชั่วคราว แต่ไม่ได้ดัน GDP ให้สูงขึ้นมากนัก อีกทั้งจะส่งผลให้กรอบงบประมาณสำหรับกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้าเหลืออยู่น้อยลงและกลายเป็นความท้าทายในปีถัดไป”

เพิ่มเงินหมุน Q4 กว่า 7 หมื่น ล.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บทวิเคราะห์จากฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า การขยายเวลา “ไทยช่วยไทย พลัส” ออกไปอีก 1-2 เดือน  ถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยเติมเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและประคองกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 4

หากอ้างอิงจากโครงสร้างการใช้เงินของโครงการเฟสแรก ครอบคลุมเวลา 4 เดือน   ประเมินว่าหากรัฐบาลต่อมาตรการอีก 2 เดือน จะมีเม็ดเงินจากภาครัฐเข้าสู่ระบบประมาณ 3.5-3.6 หมื่นล้านบาท ขณะที่ประชาชนจะสมทบเงินเพื่อใช้จ่ายในระดับใกล้เคียงกัน ส่งผลให้มีเม็ดเงินใหม่หมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจรวมประมาณ 7-7.2 หมื่นล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนราว 0.4% ของ GDP

ซีอีโอคาราบาวเตือนธุรกิจ

นายเสถียร เสถียรธรรมะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาวกรุ๊ป (CBG) ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจในภาพใหญ่ยังไม่สู้ดีนัก และกำลังซื้อลดลงอย่างมาก สังเกตได้จากบรรยากาศร้านอาหารช่วงกลางคืนที่มีคนใช้บริการน้อยลง สะท้อนว่าผู้บริโภคเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย กระเป๋าเงินแฟบลง

การที่ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบ ถือเป็นกลไกที่ช่วยพยุงสภาพคล่อง และกระตุ้นการใช้จ่ายในระดับหนึ่ง แต่ภาคธุรกิจไม่ควรคาดหวังหรือรอพึ่งพิงเพียงแค่มาตรการแจกเงินของรัฐเท่านั้น

สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านค้าปลีกทั่วไป การมีเม็ดเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นอาจช่วยให้เกิดการซื้อสินค้าในชีวิตประจำวันคล่องตัวขึ้นช่วงสั้น ๆ แต่ในฐานะผู้ประกอบการสิ่งสำคัญคือการบริหารจัดการต้นทุนและการตั้งราคาให้สอดคล้องกับกำลังซื้อที่แท้จริงของผู้บริโภค ซึ่งในภาวะที่ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายการแข่งขันและการรักษาคุณภาพสินค้าจึงเป็นเรื่องสำคัญกว่า

ภาคเอกชนและผู้ประกอบการรายย่อยควรเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพสินค้า การสร้างแบรนด์ให้ติดตลาด และการเชื่อมโยงกับชุมชน เช่น โครงการสินค้าชุมชนและสินค้าติดดาว เพราะสิ่งเหล่านี้จะสร้างความภักดีต่อแบรนด์ และทำให้ธุรกิจสามารถยืนหยัดเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว แม้ไม่มีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐก็ตาม

เชื่อปลุกอุปโภคบริโภคระยะสั้น

นายวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจในประเทศ ศรีนานาพร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส ในภาพรวมจะส่งผลบวกทั้งด้านการจับจ่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และจิตวิทยาของทั้งผู้บริโภคและผู้ค้าที่จะมีเม็ดเงิน-ยอดขายเพิ่มขึ้น แต่อาจได้ผลเพียงระยะสั้น เพราะจากการสำรวจตลาดผู้บริโภคส่วนใหญ่จะใช้สิทธิหมดตั้งแต่ช่วงครึ่งเดือนแรก จากนั้นความคึกคักในช่องทางต่าง ๆ จะลดลง   

กลุ่มสินค้าที่ได้อานิสงส์ชัดที่สุดเป็นของใช้ในชีวิตประจำวัน  ส่วนสินค้าของศรีนานาพรเป็นขนมและเครื่องดื่ม จึงได้รับผลบวกไม่มาก มีเพียงยอดขายเครื่องดื่มในช่องทางร้านอาหารที่ได้ผลชัดเจน เพราะการสั่งพร้อมอาหาร   

ด้านนายปรมินทร์ จาวลา ผู้อำนวยการสายงานการตลาด บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การต่ออายุไทยช่วยไทย พลัส จะเป็นประโยชน์ต่อการจับจ่ายใช้สอยในวงการค้าปลีก โดยเฉพาะช่องทางร้านค้าเทรดิชั่นนอลเทรดในต่างจังหวัด และกลุ่มสินค้าของกินของใช้จำเป็นในบ้าน สำหรับเถ้าแก่น้อยซึ่งเป็นขนมนั้นได้อานิสงส์ไม่มากนัก  

นายเอกภูมิ ตรีชัยรัศมี ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ เครือไชยแสงกรุ๊ป ค้าปลีกค้าส่งรายใหญ่ของจังหวัดสิงห์บุรี กล่าวว่า เดิมประเมินยอดขายไตรมาส 4 จะปรับลดลง เพราะหมดแรงส่งจากโครงการ แต่หากมีต่ออายุจะช่วยกระตุ้นได้ในระยะสั้น ถ้าดูจากช่วงที่ผ่านมาอาจได้ยอดเพิ่มประมาณ 10% และการเพิ่มความคึกคักให้กับผู้เช่าร้านค้ารายย่อยในพื้นที่ต่างเข้าร่วมโครงการนี้  

ไทยเที่ยวไทย พลัส ผสมอีกแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากแนวโน้มชัดเจนของการต่ออายุมาตรการไทยช่วยไทย พลัส เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อต่อเนื่องในไตรมาส 4 ของปีนี้แล้ว รัฐบาลยังได้มีมาตรการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ซึ่งใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท  โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ ซึ่งเริ่มใช้สิทธิเดินทางได้ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569-28 กุมภาพันธ์ 2570 (ยกเว้นช่วง 16 ธ.ค. 2569-15 ม.ค. 2570) รวมระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 เดือน  โดยคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการจับจ่ายในภาคท่องเที่ยวในประเทศให้คึกคักมากขึ้น

โดยในส่วนของมาตรการไทยเที่ยวไทย พลัส  รัฐบาลจะสนับสนุนค่าที่พักในรูปแบบ Flat Rate จ่ายตามจริงไม่เกิน 1,500 บาท/คืน/สิทธิ  อัตราเดียวทั่วประเทศ จำนวน 1,000,000 สิทธิ จำกัดคนละ 5 สิทธิ และเพิ่มมูลค่าคูปอง (Voucher) ในรูปแบบรัฐบาลและประชาชนร่วมจ่าย “คนละครึ่ง”  สำหรับการใช้บริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวได้ทั้งระบบ เช่น ร้านอาหาร ร้านสปา ร้านนวด รถรับจ้าง กิจกรรมท่องเที่ยว สินค้าที่ระลึก ฯลฯ สำหรับการใช้จ่ายเมืองหลัก 1,500 บาท/สิทธิ  และเมืองรองได้ 2,000 บาท/สิทธิ 

ม.หอการค้าฯ ชี้ไม่จำเป็นต่ออายุ  

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส  โดยสิ่งสำคัญหลังจากนี้คือ รัฐบาลต้องเร่งผลักดันมาตรการทางเศรษฐกิจอื่นเข้ามารับช่วง เพื่อรักษาแรงส่งของการฟื้นตัวและเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 

โดยไทยช่วยไทย พลัส มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน จากข้อมูลช่วงประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมามีเม็ดเงินหมุนเวียนแล้วราว 130,000-140,000 ล้านบาท  ซึ่งผลจากโครงการดังกล่าวสะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นของทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการทั่วประเทศ ในเดือนสิงหาคมปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 6 เดือน แม้ระดับความเชื่อมั่นโดยรวมยังอยู่ในระดับไม่สูงนัก แต่สะท้อนว่าความกังวลเริ่มลดลง มุมมองต่อเศรษฐกิจดีขึ้น รวมถึงประโยชน์โดยตรงต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการ

นายธนวรรธน์กล่าวว่า หลังโครงการไทยช่วยไทย พลัส สิ้นสุดลงรัฐบาลจำเป็นต้องมีมาตรการอื่นเข้ามารับช่วง โดยเฉพาะมาตรการปรับโครงสร้างพลังงาน ซึ่งต้องเร่งทำให้โครงการเห็นเป็นรูปธรรม   ขณะเดียวกันรัฐบาลควรเร่งการเบิกจ่ายงบประมาณ โดยเฉพาะงบฯ ลงทุน 700,000 ล้านบาท ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน เพื่อเพิ่มเม็ดเงินเข้าสู่ระบบและชดเชยแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นที่ทยอยสิ้นสุดลง อีกแรงขับเคลื่อน
สำคัญจะมาจากภาคการท่องเที่ยว เนื่องจากเดือนตุลาคมเป็นต้นไปเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยว  

หากสามารถเชื่อมต่อแรงส่งระหว่างมาตรการภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบฯ ลงทุน และรายได้จากภาคการท่องเที่ยวได้ จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยยังมีสภาพคล่องและมีเม็ดเงินหมุนเวียนต่อเนื่อง แม้โครงการไทยช่วยไทย พลัส จะสิ้นสุดลง โดยยังประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4 จะสามารถขยายตัวได้ต่อเนื่อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คนละครึ่ง ไทยช่วยไทยพลัส