ก.ล.ต. นำร่อง Sandbox 3 IPO ทดสอบลดเวลาเหลือ 60-100 วัน
ก.ล.ต. เริ่มทดสอบกระบวนการ IPO ใหม่กับ 3 บริษัท ตั้งเป้าหั่นเวลาพิจารณาเหลือ 60-100 วัน จากเฉลี่ย 147 วัน พร้อมรื้อวิธีทำงาน เปิดทางเคลียร์ประเด็นสำคัญก่อนยื่นไฟลิ่ง และขยับสู่ Disclosure-based ลดการใช้ดุลยพินิจ เตรียมถอดบทเรียนจัดทำคู่มือปี 2570 รองรับ BOI to IPO และธุรกิจ New Economy
นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต. เริ่มทดลองกระบวนการพิจารณาคำขอเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) รูปแบบใหม่ผ่าน Sandbox แล้ว โดยมีบริษัทเข้าร่วม 3 ราย เพื่อทดสอบการปรับกระบวนการ (Streamline IPO Process) ซึ่งตั้งเป้าหมายลดระยะเวลาพิจารณาเหลือประมาณ 60-100 วัน จากระยะเวลาเฉลี่ยเดิมประมาณ 147 วัน และกรอบตามกฎหมายที่กำหนดไว้ 165 วัน
การทดลองดังกล่าวจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เพื่อเก็บข้อมูลและถอดบทเรียน ก่อนนำผลมาปรับปรุงกระบวนการและจัดทำคู่มือในปี 2570 โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทในโครงการ BOI to IPO แต่มีเป้าหมายนำมาใช้ยกระดับกระบวนการ IPO ในภาพรวม
หัวใจของการปรับครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่การลดระยะเวลาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรื้อวิธีทำงานตั้งแต่ก่อนยื่นคำขอ โดยเปิดให้บริษัทที่เตรียมเข้าตลาดหุ้นและที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) เข้าหารือกับ ก.ล.ต. ล่วงหน้า เพื่อจัดการประเด็นสำคัญให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นลักษณะธุรกิจ โครงสร้างการถือหุ้นและการบริหาร ระบบควบคุมภายใน รายการระหว่างกัน ผลการดำเนินงาน และประเด็นที่อาจกระทบต่อคุณสมบัติในการเข้าระดมทุน
ขณะเดียวกัน ผู้บริหารด้านบัญชีและการเงิน ผู้สอบบัญชี และ ก.ล.ต. จะสามารถหารือประเด็นด้านบัญชีและรายงานทางการเงินร่วมกันก่อนเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ เพื่อลดปัญหาการกลับไปกลับมาแก้ไขหรือชี้แจงข้อมูลภายหลังยื่นคำขอ
นอกจากนี้ ก.ล.ต. ยังเตรียมกำหนดกรอบเวลาการพิจารณาและการชี้แจงข้อมูลในแต่ละช่วงให้ชัดเจน พร้อมแบ่งบทบาทและความรับผิดชอบระหว่าง FA ผู้สอบบัญชี ก.ล.ต. และ Gatekeeper อื่น ๆ เพื่อให้กระบวนการสามารถคาดการณ์ระยะเวลาได้มากขึ้น
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญ คือ ก.ล.ต. จะขยับกระบวนการพิจารณา IPO ไปสู่หลัก Disclosure-based มากขึ้น โดยประเด็นที่สามารถกำกับผ่านการเปิดเผยข้อมูลได้ จะลดการใช้ดุลยพินิจ และเน้นให้บริษัทเปิดเผยข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้ลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนด้วยตนเอง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่มีความจำเป็นและมีนัยสำคัญจะยังคงใช้แนวทาง Merit-based เพื่อรักษามาตรฐานการระดมทุนและการคุ้มครองผู้ลงทุน
การปรับกระบวนการดังกล่าวยังสอดรับกับโครงการ BOI to IPO ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เพื่อเชื่อมบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนและมีศักยภาพเข้าสู่ตลาดทุน ตั้งแต่การเตรียมความพร้อมจนถึงการเสนอขาย IPO และเข้าจดทะเบียน
อย่างไรก็ดี การที่บริษัทผ่านกระบวนการพิจารณาจาก BOI มาก่อน จะช่วยให้การคัดกรองและการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความต่อเนื่อง และมีส่วนช่วยให้กระบวนการ IPO กระชับขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI และอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือกลุ่ม New Economy จะมีแนวทางลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดทุน ทั้งเกณฑ์มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) และระยะเวลาของผลการดำเนินงานที่ใช้ประกอบคุณสมบัติการเข้าจดทะเบียน ตามหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ
นางพรอนงค์กล่าวว่า ธุรกิจ New Economy อาจมีโครงสร้างแตกต่างจากบริษัทแบบเดิม โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากกับเครื่องจักรหรือสินทรัพย์ถาวร แต่อาจให้น้ำหนักกับบุคลากร เทคโนโลยี และการวิจัยและพัฒนา (R&D) มากกว่า ดังนั้นกฎเกณฑ์ตลาดทุนต้องสามารถปรับให้สอดคล้องกับรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนไป
ทั้งนี้ ก.ล.ต. ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวน IPO หรือความรวดเร็วของกระบวนการเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการให้บริษัท New Economy ที่มีคุณภาพสามารถเข้าถึงตลาดทุน เติบโตต่อเนื่องหลัง IPO และกลับมาระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจได้ในอนาคต โดยยังคงมาตรฐานด้านธรรมาภิบาล การเปิดเผยข้อมูล และการคุ้มครองผู้ลงทุน