“ชัชชาติ” ยันเช่ารถขยะ EV 6,000 ล้าน โปร่งใส ขออย่ากล่าวหา ”ทุจริต”
หลังมีการวิพากษ์เป็นวงกว้างถึงบิ๊กโปรเจ็กต์เช่ารถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน ระยะเวลา 5 ปี วงเงิน 6,000 ล้านบาท ของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ที่ไม่ผ่านการอนุมัติจากสภากทม. โดยประเด็นหลัก ๆ ที่ถูกสะท้อนถึงอย่างมากในที่ประชุมสภาคือ รายละเอียดของ TOR และความคุ้มค่าของโครงการ ขณะเดียวกันมีข้อเสนอให้กทม.จ้าง Outsource ดูแลแทน ทั้งรถและบุคลากร
ล่าสุด ”ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯกทม. ออกมายืนยันอีกครั้งถึงประเด็นดังกล่าว โดยระบุว่าคนส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า สุดท้ายแล้วรถขยะต้องเปลี่ยนเป็น EV แต่เมื่อยังมีข้อสงสัยในรายละเอียด กทม. ก็พร้อมให้เจ้าหน้าที่เข้าชี้แจงต่อสภากรุงเทพมหานครตามกระบวนการ และขอยืนยันว่าโครงการนี้ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างแน่นอน เราทำด้วยความโปร่งใส และมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบตลอด อย่างไรก็ตาม เมื่อโครงการยังไม่ผ่าน กทม. จึงต้องกลับไปใช้วิธีเดิม คือการเช่ารถขยะที่ใช้น้ำมันไปก่อน
“ตั้งแต่ที่มาเป็นผู้ว่าฯ กทม. ก็รู้อยู่แล้วว่าต้องทำงานร่วมกันกับสภา กทม. ไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร เพราะอยากทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนสูงสุด แต่อย่ามากล่าวหาว่าเราทุจริตคอร์รัปชัน เพราะเราไม่ทำเรื่องแบบนี้อยู่แล้ว ต้องช่วยกันทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว
ส่วนประเด็นมีการเสนอให้จ้าง Outsource แทนการเช่านั้น “ชัชชาติ” ย้ำว่า กทม. ยังมีความจำเป็นต้องรักษาบุคลากรด้านการเก็บขยะไว้ เพราะเป็นภารกิจบริการพื้นฐานที่ต้องดำเนินการทุกวัน และบุคลากรยังสามารถระดมไปช่วยภารกิจอื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ จึงควรทยอยปรับลดกำลังคนตามการเกษียณและเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว โดยไม่มีนโยบายเลิกจ้าง
ทั้งนี้การใช้รถขยะ EV ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในหลายพื้นที่เริ่มนำมาใช้งานแล้ว อาทิ เมืองพัทยา ให้ผู้รับจ้างใช้รถขยะไฟฟ้าอย่างน้อย 10 คันในสัญญาปี 2564-2569 หรือเทศบาลตำบลแสนสุข (มีสัญญาเช่ารถเก็บขนมูลฝอยไฟฟ้า เทศบาลนครภูเก็ต จัดซื้อรถบรรทุกขยะไฟฟ้าแบบอัดท้าย 6 ตัน ขณะที่เทศบาลนครนนทบุรีมีโครงการเช่ารถบรรทุกขยะไฟฟ้าทดลองใช้งานตั้งแต่ปี 2565 สะท้อนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มมีการใช้งานจริงในหลายพื้นที่แล้ว
“ชัชชาติ”ยังระบุถึงเหตุผลด้านความคุ้มค่าว่า เมื่อเปลี่ยนรถขยะเป็น EV จะทำให้ค่าเช่ารถถูกลง ซึ่งอัตราค่าเช่ารถ EV ต่ำกว่าค่าเช่ารถดีเซล 7-10% ยังประหยัดค่าพลังงาน รถขยะ EV 1,347 คัน วิ่งเฉลี่ย 200 กม.ต่อวัน ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอดสัญญา 5 ปีได้ 4,745 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 949 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นการประหยัดประมาณ 54% เมื่อเทียบกับรถดีเซล
ขณะที่รถดีเซลมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอด 5 ปีอยู่ที่ 8,756 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากราคาดีเซล 39 บาทต่อลิตร ขณะที่รถ EV อยู่ที่ 4,011 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากค่าไฟฟ้า 6 บาทต่อหน่วย จึงประหยัดได้ 4,745 ล้านบาท