กรมส่งเสริมสหกรณ์ อัด 500 ล้าน ปั้น CDC เป็น “ฮับ” ภูมิภาค ดันยอดขายปี 69 แตะ 5,000 ล้าน
กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ราว 500 ล้านบาทในปีงบประมาณ 2570 อัตราดอกเบี้ยต่ำ 1-3% ยกระดับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือ CDC ที่มีความพร้อมให้เป็น “ฮับ” ประจำภูมิภาค พร้อมจับมือสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยคิดค่าขนส่งอัตราพิเศษ หวังเร่งกระจายสินค้าโดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาล ล่าสุดยอดซื้อขายผ่าน CDC เดือนกันยายนกว่า 3,130 ล้านบาท ตั้งเป้าปิดปี 2569 แตะ 5,000 ล้านบาท และขยับเป็น 8,000-10,000 ล้านบาทในปีหน้า
นายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมเตรียมยกระดับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือ CDC ที่มีความพร้อมให้เป็น “ฮับ” ประจำแต่ละภูมิภาค เพื่อให้การกระจายสินค้าสหกรณ์ถึงมือผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้นและลดความเสียหายของสินค้า โดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ปัจจุบันมีสหกรณ์ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์ CDC จำนวน 125 แห่ง กระจายอยู่ในจังหวัดต่าง ๆ อย่างน้อยจังหวัดละ 1 แห่ง ภายใต้นโยบาย CPD DRIVE-S โดยกรมเตรียมขับเคลื่อนการยกระดับศูนย์ที่มีศักยภาพอย่างจริงจังในปีงบประมาณ 2570 เพื่อให้ CDC เป็นจุดเชื่อมสำคัญของเครือข่ายสหกรณ์และระบบเศรษฐกิจฐานราก
“ขณะนี้เราเตรียมยกระดับ CDC บางศูนย์ให้เป็นฮับของแต่ละภาค อย่างเช่นอีสานพื้นที่กว้างหน่อยอาจมีสัก 2 แห่ง”
สำหรับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีแนวคิดใช้สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด และสหกรณ์การเกษตรในจังหวัดนครราชสีมา เป็นจุดรวบรวมหลักก่อนกระจายต่อไปยังจังหวัดใกล้เคียง
ส่วนภาคเหนือมีพื้นที่เป้าหมาย เช่น อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ภาคใต้ เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ขณะที่ภาคกลางมีชุมนุมสหกรณ์แห่งประเทศไทย รวมถึงสหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. เป็นเครือข่ายสำคัญ
กรมยังมีแผนจัดสัมมนาเครือข่ายสหกรณ์อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง เพื่อให้สหกรณ์ทั้งภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรแลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้าและความต้องการ พร้อมจับคู่ธุรกิจระหว่างกัน
ในปีงบประมาณ 2570 กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ หรือ กพส. ประมาณ 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยต่ำ 1-3% สำหรับสหกรณ์ที่มีศักยภาพนำไปลงทุนขยายศูนย์ CDC
วงเงินดังกล่าวสามารถใช้ลงทุนทั้งอาคาร โรงเรือนรวบรวมและคัดคุณภาพผลผลิต รวมถึงอุปกรณ์การตลาดที่จำเป็น เช่น รถบรรทุก รถห้องเย็น และรถโฟล์คลิฟท์ ตลอดจนใช้สนับสนุนการวางแผนการผลิตให้สมาชิกสามารถผลิตสินค้าได้ตามคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยที่ตลาดต้องการ
นายนิรันดร์กล่าวว่า การพัฒนา CDC จะต้องครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อให้สหกรณ์มีบทบาทมากขึ้นทั้งด้านการรวบรวม การคัดคุณภาพ การกระจายสินค้า และการทำตลาด
ล่าสุดถึงเดือนกันยายน 2569 ศูนย์ CDC มียอดมูลค่าซื้อขายรวมกว่า 3,130 ล้านบาท โดยสินค้าที่มียอดขายสูงสุดอันดับ 1 คือข้าวสาร อันดับ 2 ผลไม้ และอันดับ 3 สินค้าแปรรูป
“คาดว่าถึงธันวาคมน่าจะถึง 5,000 ล้านตามที่เราวางเป้าไว้ ส่วนปีหน้าเราตั้งเป้าให้ถึง 8,000-10,000 ล้าน ซึ่งเป็นเป้าใหญ่ที่ท่านรัฐมนตรีฯ ปิยะรัฐชย์วางไว้”
สำหรับการขับเคลื่อนปี 2570 นอกจากการยกระดับ CDC เป็นฮับประจำภูมิภาคแล้ว กรมยังเตรียมลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU กับสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เพื่อขออัตราค่าขนส่งพิเศษสำหรับสินค้าสหกรณ์
เหตุผลสำคัญคือสหกรณ์ส่วนใหญ่ไม่มีรถบรรทุกขนาดใหญ่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงที่ผลไม้ออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก การใช้เครือข่ายรถบรรทุกเอกชนจะช่วยให้สามารถขนสินค้าไปยัง CDC ของแต่ละภูมิภาค ก่อนกระจายต่อไปยังสหกรณ์เครือข่ายในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง
กรมยังเตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ เพื่อคัดเลือกสินค้าสหกรณ์เกรดพรีเมียมที่ตลาดมีความต้องการไปทำตลาดต่างประเทศ โดยจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างจริงจังในปีงบประมาณหน้า
ด้านนางบุญเกิด ภานนท์ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายฮับ CDC ภาคอีสาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีสินค้าจากหลายภูมิภาคเข้ามาที่ศูนย์ทุกวัน
สหกรณ์เกษตรวิสัยมีสินค้าหลักคือข้าว ทั้งข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวเหนียว และใช้สินค้าเหล่านี้แลกเปลี่ยนกับสินค้าจากสหกรณ์อื่น โดยปัจจุบันมีรถบรรทุกพ่วง 1 คัน และรถบรรทุกเดี่ยวอีก 1 คัน
“ช่วงนี้จะมีผลไม้จากทางภาคใต้เข้ามาทุกวัน มีมังคุดจากหลังสวน ชุมพร มาถึงเมื่อวาน 8 ตัน ขายหมดแล้ว พรุ่งนี้มีมังคุดจากสหกรณ์พรหมคีรี นครศรีธรรมราช อีก 8 ตันเข้ามาอีก”
นอกจากนี้ยังมีสะตอ ลองกอง และส้มโอทับทิมสยาม โดยสหกรณ์ใช้ข้าวเป็นสินค้าหลักในการแลกเปลี่ยน และมีแนวทางให้รถที่ขนสินค้ากลับต้องมีสินค้าเที่ยวกลับ เพื่อลดการตีรถเปล่า
นางบุญเกิดกล่าวว่า สหกรณ์จะรับซื้อสินค้าในราคานำตลาด แต่ต้องเป็นสินค้าคุณภาพ ไม่ใช่สินค้าตกเกรด หากสมาชิกสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าได้ สหกรณ์ก็พร้อมรับซื้อในราคาสูง
ปัจจุบันมังคุดจากหลังสวน จังหวัดชุมพร รับซื้ออยู่ที่กิโลกรัมละ 30-38 บาท ขณะที่มังคุดจากพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช อยู่ที่กิโลกรัมละ 38-40 บาท โดยสินค้าจะถูกกระจายต่อให้สมาชิกและเครือข่ายสหกรณ์ ซึ่งเฉพาะสมาชิกของสหกรณ์เกษตรวิสัยมีมากกว่า 9,000 ราย
นางบุญเกิดยังสนับสนุนแนวคิดจัดเวทีจับคู่ธุรกิจระหว่างเครือข่ายสหกรณ์อย่างน้อยไตรมาสละครั้ง เพื่อเปิดโอกาสให้สหกรณ์รู้จักสินค้าใหม่ ๆ และสร้างเครือข่ายคู่ค้ากว้างขึ้น
สำหรับผลการจัดเวทีเจรจาธุรกิจผ่านศูนย์ CDC ประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 2-3 กันยายนที่ผ่านมา มีการเจรจาธุรกิจสำเร็จ 95 คู่ มูลค่า 319.81 ล้านบาท และยังมีการเจรจาอยู่ระหว่างดำเนินการอีก 26 คู่ มูลค่าประมาณ 23.08 ล้านบาท
การเจรจาครอบคลุมเครือข่ายสหกรณ์ใน 31 จังหวัด โดยสินค้าที่มีมูลค่าสูงสุดคือข้าวสารประมาณ 302.61 ล้านบาท หรือ 94.62% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้น รองลงมาคือผลไม้ 13.11 ล้านบาท สินค้าแปรรูปประมาณ 2.14 ล้านบาท รวมถึงผัก ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ และสินค้าอื่นของสหกรณ์
กรมส่งเสริมสหกรณ์มองว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า CDC สามารถทำหน้าที่เป็นช่องทางกระจายสินค้าได้หลายประเภท และในระยะต่อไปจะเร่งขยายตลาดสินค้าเกษตรและสินค้าแปรรูปของสหกรณ์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น