เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (24 ก.ย. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,500 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ก.ย. 69) ร่วงลง 300 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,500 บาท
Biz Movement ซีไอเอ็มบี ไทย คว้ารางวัล Best Wealth Manager ตอกย้ำกลยุทธ์ Wealth Your World ให้โลกของคุณ
บอร์ด PTT เคาะปันผล 1.40 บาท พ่วงขายหุ้นซื้อคืน 238 ล้านหุ้น เริ่ม 28 ก.ย.
Finance บอร์ด PTT เคาะปันผล 1.40 บาท พ่วงขายหุ้นซื้อคืน 238 ล้านหุ้น เริ่ม 28 ก.ย.
เตือน 9 อำเภอ 4 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วม ฝนหนัก 23-27 ก.ย. เพิ่มระบายเขื่อนเจ้าพระยา 1,800 ลบ.ม./วินาที
Economic เตือน 9 อำเภอ 4 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วม ฝนหนัก 23-27 ก.ย. เพิ่มระบายเขื่อนเจ้าพระยา 1,800 ลบ.ม./วินาที
TMAN รุก Health&Wellness ดัน Propoliz บุกอินเตอร์ ปั๊มรายได้ 4,000 ล้าน ใน ปี’72
Business TMAN รุก Health&Wellness ดัน Propoliz บุกอินเตอร์ ปั๊มรายได้ 4,000 ล้าน ใน ปี’72
ปัญญาภิวัฒน์ พัฒนาใบแสดงผลทักษะ เสริมวุฒิป.ตรี นำร่องปี’70
การศึกษา ปัญญาภิวัฒน์ พัฒนาใบแสดงผลทักษะ เสริมวุฒิป.ตรี นำร่องปี’70
ตลท. ปลุกงานวิจัยใช้จริง ดัน 142 บจ. JUMP+ เร่งเพิ่มมูลค่ากิจการ
Finance ตลท. ปลุกงานวิจัยใช้จริง ดัน 142 บจ. JUMP+ เร่งเพิ่มมูลค่ากิจการ
เปลี่ยนสายฝนเป็นธุรกิจ ‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพ 3.5 หมื่นล้าน พาร์ทเนอร์ที่ธุรกิจใหญ่ไว้ใจ
Tech เปลี่ยนสายฝนเป็นธุรกิจ ‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพ 3.5 หมื่นล้าน พาร์ทเนอร์ที่ธุรกิจใหญ่ไว้ใจ
ไปกันต่อ บาสหญิงไทย 3×3 เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย เจออิหร่าน
Sport ไปกันต่อ บาสหญิงไทย 3×3 เข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย เจออิหร่าน
กรุงเทพประกันชีวิต ลุยตลาด Care ส่งประกัน “ออมพ่วงสุขภาพ” รับสังคมอายุยืน
Finance กรุงเทพประกันชีวิต ลุยตลาด Care ส่งประกัน “ออมพ่วงสุขภาพ” รับสังคมอายุยืน
ดูทั้งหมด

เปลี่ยนสายฝนเป็นธุรกิจ ‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพ 3.5 หมื่นล้าน พาร์ทเนอร์ที่ธุรกิจใหญ่ไว้ใจ

24 ก.ย. 2569 | 14:12น.

‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท ผู้เปลี่ยนข้อมูลสายฝนเป็นธุรกิจ B2B SaaS พยากรณ์ฝนแม่นยำสูง ช่วยองค์กรวางแผนล่วงหน้าเพื่อลดความเสี่ยงและเซฟต้นทุนได้ปีละมหาศาล จนกลายเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญของธุรกิจยักษ์ใหญ่ระดับโลก ภาครัฐ ไปจนถึง NASA

เคยสงสัยไหมว่า “ทำไมแอปพยากรณ์อากาศในมือถือถึงบอกว่า กรุงเทพฯ ฝนจะตก 60% แต่ซอยบ้านเราแดดจ้า ในขณะที่พื้นที่ในเขตเดียวกันถัดไปไม่ไกลกลับฝนตกหนักจนน้ำท่วม?”

คำตอบ คือ พยากรณ์อากาศของประเทศแบบดั้งเดิมถูกออกแบบมาเพื่อระดับภูมิภาค แต่สำหรับธุรกิจยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยอัลกอริทึม ความละเอียดระดับนั้น “กว้างเกินไปและใช้งานไม่ได้จริง”

และนี่คือจุดกำเนิดของอุตสาหกรรม Deep Tech ที่เรียกว่า Micro-Climate Intelligence หรือซอฟต์แวร์วิเคราะห์สภาพอากาศระดับ “บล็อกต่อบล็อก (Hyper-Local Forecasting)” ที่เปลี่ยนตัวเลขสภาพอากาศให้กลายเป็นธุรกิจ B2B SaaS มูลค่าหมื่นล้าน

ระบบพยากรณ์อากาศแบบเดิมของหน่วยงานภาครัฐ เช่น NOAA ของสหรัฐฯ หรือ ECMWF ของยุโรป ใช้โมเดลคณิตศาสตร์แบ่งโลกเป็น ตารางขนาดใหญ่ (Grid Size) เช่น 3×3 กม. หรือ 10×10 กม. และอัปเดตข้อมูลทุกๆ 3–6 ชั่วโมง

แต่ฝนในเมืองหรือฝนเขตร้อนมักเกิดจากการก่อตัวเฉพาะจุด หรือ Convective Rain ที่เกิดขึ้นและดับไปภายในเวลาเพียง 30–60 นาที และครอบคลุมพื้นที่เพียงไม่กี่บล็อกถนน

  • พยากรณ์แบบเดิม ตาราง 10×10 กม. อัปเดตทุก 3 ชั่วโมง เช่น “กรุงเทพฯ ฝนตก 60%” ซึ่งนำไปทำอะไรต่อไม่ได้ในเชิงธุรกิจ
  • Micro-Climate ตาราง 500×500 ม. อัปเดตทุก 1–15 นาที เช่น “ซอยสุขุมวิท 21 ฝนจะเริ่มตกในอีก 8 นาที”

เครื่องวัดฝน เทคโนโลยี ‘Opportunistic Sensing’

ผู้นำในอุตสาหกรรมนี้อย่าง tomorrow.io จากประเทศสหรัฐอเมริกา ค้นพบวิธีรวบรวมข้อมูลสภาพอากาศแบบเรียลไทม์ โดยไม่ต้องทุ่มเงินหลายพันล้านไปสร้างสถานีอุตุฯ กระจายไปทั่ว ผ่านเทคโนโลยีที่เรียกว่า Opportunistic Sensing

เทคโนโลยีนี้รับข้อมูลมาแปลงเป็นปริมาณน้ำฝนยังไง?

เริ่มจาก Cellular Microwave Links (CMLs) เสาสัญญาณมือถือ 4G/5G ส่งคลื่นไมโครเวฟหากันตลอดเวลา เมื่อฝนตกลงมาระหว่างเสา หยดน้ำจะทำให้ความเข้มของสัญญาณลดลง (Signal Attenuation) ซอฟต์แวร์จะดึงข้อมูลนี้จากค่ายมือถือ มาคำนวณย้อนกลับเป็นปริมาณน้ำฝนตรงกลางระหว่าง 2 เสาได้ทันที

IoT & Vehicle Sensors คือการดึงข้อมูลอัตโนมัติจากการเปิดที่ปัดน้ำฝนของรถยนต์รุ่นใหม่ บารอมิเตอร์ในสมาร์ตโฟน และกล้อง CCTV

ในส่วนของ LEO Weather Satellites ทาง tomorrow.io ก็ทำการยิงดาวเทียมวงโคจรต่ำของตัวเองที่ติดตั้ง Ka-band Radar ขึ้นสู่อวกาศ เพื่อสแกนโครงสร้างเมฆฝนสามมิติทั่วโลก

ข้อมูลทั้งหมดจะถูกประมวลผลผ่าน Physics-informed AI ทำสิ่งที่เรียกว่า Nowcasting หรือการทำนายการเคลื่อนตัวของฝนในอีก 0–2 ชั่วโมงข้างหน้าแบบแม่นยำรายนาที

จาก ‘ข้อมูล’ สู่ ‘ธุรกิจหมื่นล้าน’

ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ “tomorrow.io” ไม่ได้ทำแอปฯ พยากรณ์อากาศให้คนทั่วไปดาวน์โหลดฟรี แต่เลือกที่จะทำธุรกิจแบบ B2B Enterprise SaaS & API Economy กับธุรกิจขนาดใหญ่และองค์กรภาครัฐบาลระดับโลก

จุดแข็งที่ทำให้พวกเขาสามารถคิดค่าบริการองค์กรได้ปีละหลายล้านบาทคือ การเปลี่ยนตัวเลขทางอุตุนิยมวิทยา ให้กลายเป็น ‘การแจ้งเตือนที่เหมาะสมต่อ Partnership ที่มีธุรกิจที่แตกต่างกันออกไป’

ซอฟต์แวร์ของ tomorrow.io ไม่ใช่แค่รายงานธุรกิจคู่ค้าของตัวเองว่า

“ฝนที่กำลังจะเกิดจะมีความชื้น 85% ปริมาณฝน 20 มม./ชม.”

แต่ซอฟต์แวร์จะส่งระบบแจ้งเตือนว่า

“หยุดการเทคอนกรีตที่ไซต์งานอาคาร B ทันที เพราะฝนจะตกในอีก 12 นาที และคอนกรีตจะเซ็ตตัวไม่ทัน”

กลุ่มลูกค้าของการพยากรณ์แบบ Micro-Climate Intelligence คือกลุ่มธุรกิจที่ “สภาพอากาศกระทบกับกำไรขาดทุนโดยตรง” ยกตัวอย่างที่นอกเหนือจากธุรกิจก่อสร้าง เช่น

กลุ่มธุรกิจ Ride-Hailing & Delivery ที่เป็นที่นิยมของเหล่าผู้ใช้ทั่วโลกอย่าง DoorDash, Uber, และ Grab หากฝนกำลังจะตกในอีก 15–20 นาทีที่เขตทองหล่อ อัลกอริทึมของแอปฯ จะเริ่มปรับราคา Surge Pricing ล่วงหน้าทันทีเพื่อดึงดูดไรเดอร์เข้าพื้นที่ ก่อนที่ฝนจะตกจริง

กลุ่มธุรกิจสายการบิน ทาง JetBlue กับ Delta ได้ตกลงสัญญาเป็นพาร์ทเนอร์ใช้ซอฟต์แวร์กับ tomorrow.io ลองนึกถึงกรณีที่เครื่องบินต้องบินวนรอฝนซาเหนือสนามบิน ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมหาศาล

สายการบิน JetBlue จึงนำซอฟต์แวร์มาบริหารศูนย์ปฏิบัติการบิน ณ สนามบิน Boston Logan International Airport (BOS) นำระบบของ tomorrow.io มาช่วยวางแผนฉีดสารละลายน้ำแข็ง (De-icing) และคำนวณเวลาลงจอด ช่วยประหยัดค่าน้ำมันและลดการดีเลย์ ซึ่งเป็นการเรียกคืนมูลค่าหลายร้อยล้านบาทที่อาจเสียไปต่อปีกลับคืนมาได้

ส่วนสายการบิน Delta นำระบบ Weather Intelligence เข้ามาใช้วางแผนเส้นทางบิน และวิเคราะห์เพื่อหลบพายุฉับพลัน

‘tomorrow.io’ สตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น 3.5 หมื่นล้าน

ปัจจุบัน tomorrow.io มีมูลค่าประเมินบริษัทมากกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3.5 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้บริษัทก้าวขึ้นสู่สถานะสตาร์ทอัพระดับ “ยูนิคอร์น (Unicorn)” ในกลุ่มเทคโนโลยีภูมิอากาศ (Climate Tech)

ปัจจัยหลักที่สร้างมูลค่าทางธุรกิจให้กับบริษัทมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ดังนี้

  1. เทคโนโลยีพยากรณ์อากาศแบบผสม เปลี่ยนจากการพยากรณ์อากาศแบบดั้งเดิมมาเป็นการประมวลผลข้อมูลระดับ Micro-weather แบบเรียลไทม์ โดยใช้ AI ร่วมกับเครือข่ายสัญญาณมือถือ (CMLs) และดาวเทียม
  2. กลุ่มดาวเทียมสำรวจสภาพอากาศของตัวเอง การส่งดาวเทียมวงโคจรต่ำที่ติดเรดาร์ย่าน Ka-band ขึ้นสู่อวกาศเอง ช่วยให้สามารถสแกนชั้นบรรยากาศและพายุฝนได้ละเอียดกว่าโมเดลสาธารณะของรัฐบาล
  3. ฐานลูกค้าระดับองค์กรใหญ่และหน่วยงานความมั่นคง นอกจากภาคธุรกิจเอกชนใหญ่ๆ จากหลายที่ทั่วโลกแล้ว ภาครัฐบาล tomorrow.io มีสัญญารับงานวิจัยและให้บริการข้อมูลสภาพอากาศแก่กองทัพอากาศสหรัฐฯ (U.S. Air Force) และให้ความร่วมมือกับ NASA ด้วย

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว “ข้อมูลสภาพอากาศ” ก็ได้ขยับมาสู่การเป็น สินทรัพย์ทางซอฟต์แวร์ (Data Intelligence) ที่ช่วยป้องกันความเสี่ยง และสร้างผลกำไรมหาศาลให้กับองค์กรระดับโลก