เจ้าพระยาขาขึ้น! ชป.เพิ่มระบาย 1,750 ลบ.ม./วินาที รับฝนเพิ่มถึง 27 ก.ย.
กรมชลประทานปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลผ่านสถานี C.2 นครสวรรค์ 1,777 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเพื่อช่วยชะลอน้ำและรับน้ำเข้าระบบชลประทานสองฝั่งเต็มศักยภาพ ขณะที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดภาคกลางมีฝนเพิ่มตั้งแต่วันที่ 24-27 กันยายน 2569 ทำให้ยังต้องจับตาระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและแนวทางบริหารจัดการน้ำ ณ เขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 ว่า กรมชลประทานได้ปรับการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 1,750 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนและฝนที่เพิ่มขึ้น พร้อมบริหารจัดการเชิงรุกเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อน
ล่าสุด เวลา 06.00 น. วันที่ 24 กันยายน 2569 สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านในอัตรา 1,777 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที หลังมีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่ตอนบนช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำไหลลงสู่ลุ่มเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง
กรมชลประทานได้บริหารน้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา ด้วยการทยอยยกระดับน้ำเหนือเขื่อนเพื่อช่วยชะลอปริมาณน้ำ และลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนที่อาจเกิดขึ้นเร็วเกินไป ควบคู่กับการรับน้ำเข้าระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเต็มศักยภาพ โดยไม่ให้เกิดผลกระทบในพื้นที่
ขณะเดียวกัน ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนไปยังจังหวัดด้านเหนือเขื่อนที่อาจได้รับผลกระทบ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ได้ทันเวลา
แม้ขณะนี้ปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง แต่กรมชลประทานยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ตั้งแต่วันที่ 24-27 กันยายน 2569 พื้นที่ภาคกลางจะมีฝนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้ปริมาณน้ำและระดับน้ำในลุ่มเจ้าพระยากลับมาเพิ่มสูงขึ้นได้
นายวิทยากำชับหน่วยงานชลประทานในพื้นที่ให้วางแผนบริหารจัดการน้ำโดยพิจารณาข้อมูลรอบด้าน วิเคราะห์และประเมินแนวโน้มสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การระบายน้ำและการบริหารจัดการเป็นไปอย่างเหมาะสมกับสถานการณ์
พร้อมเน้นย้ำให้คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและอาคารชลประทานเป็นหลัก รวมถึงเร่งสื่อสารและแจ้งเตือนข้อมูลสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมรับมือและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้มากที่สุด