เจ้าพระยาเริ่มคลี่คลาย กรมชลฯ ลดระบายเหลือ 2,350 ลบ.ม./วินาที รับฝนใหม่ 9-13 ต.ค.
กรมชลประทานเผยสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาเริ่มดีขึ้น หลังปริมาณน้ำจากตอนบนลดลง ทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,500 เหลือ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมลดระดับน้ำเหนือเขื่อนเพื่อเพิ่มพื้นที่รองรับฝนระลอกใหม่ ขณะที่พื้นที่น้ำท่วมขังยังเร่งสูบและระบายต่อเนื่อง เตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรรับฝนช่วง 9-13 ตุลาคม โดยเฉพาะภาคใต้ที่ยังต้องเฝ้าระวังใกล้ชิด
นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและวางแผนรับมือฝนในระยะต่อไป เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. ว่า สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น ปริมาณน้ำที่ไหลลงมาจากพื้นที่ตอนบนเริ่มลดลง กรมชลประทานจึงทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากเดิม 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ลงมาอยู่ที่ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที
การปรับลดจะดำเนินการแบบเป็นขั้นบันได เพื่อไม่ให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อนเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไป พร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกให้มีความสมดุล เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง
ขณะเดียวกัน กรมชลประทานจะลดระดับน้ำเหนือเขื่อน เพื่อเพิ่มพื้นที่ว่างรองรับน้ำจากฝนที่อาจตกเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป
“แม้สถานการณ์เจ้าพระยาจะเริ่มดีขึ้นและสามารถทยอยลดการระบายน้ำได้ แต่ยังไม่ประมาท เพราะยังมีฝนอีกระลอกที่ต้องเฝ้าระวัง” นายวิทยากล่าว
สำหรับพื้นที่ที่ยังมีน้ำสะสม กรมชลประทานยังเร่งระบายน้ำอย่างต่อเนื่อง ทั้งการบริหารเปิด-ปิดประตูระบายน้ำให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำแต่ละช่วง การเดินเครื่องสูบน้ำในพื้นที่น้ำท่วมขัง และเสริมกระสอบทรายในจุดเสี่ยงเพื่อป้องกันน้ำเข้าพื้นที่ชุมชน
พร้อมกันนี้ ยังติดตามมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบนและแม่น้ำนครนายกที่ยังทยอยไหลเข้าสู่ระบบ แม้หลายจุดเริ่มทรงตัวและระดับน้ำลดลงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ยังคงติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง และพร้อมปรับการระบายน้ำทันทีหากสถานการณ์เปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ช่วงวันที่ 9-13 ตุลาคม 2569 ยังเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง เนื่องจากคาดว่าหลายพื้นที่จะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง
ช่วงแรกต้องจับตาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ก่อนฝนจะเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ ซึ่งอาจทำให้มีปริมาณน้ำไหลลงลำน้ำและอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะภาคใต้ นายวิทยาได้กำชับหน่วยงานในพื้นที่ติดตามปริมาณฝน ระดับน้ำในอ่างเก็บน้ำ และระดับน้ำในแม่น้ำลำคลองอย่างใกล้ชิด พร้อมเตรียมเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ และเครื่องจักรไว้ในพื้นที่เสี่ยง รวมถึงจัดกำลังเจ้าหน้าที่ให้พร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือทันที หากเกิดฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน หรือน้ำป่าไหลหลาก
ขณะเดียวกัน ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต พ.ศ. 2569 ของกรมชลประทาน ได้ติดตามสถานการณ์ที่สำนักงานชลประทานที่ 11 อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เพื่อเตรียมกำลังคน เครื่องจักร และอุปกรณ์ให้พร้อมสนับสนุนพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
ศูนย์ดังกล่าวจะทำหน้าที่เป็นจุดกลางเชื่อมโยงข้อมูลและประสานความช่วยเหลือระหว่างส่วนกลางกับพื้นที่ หากจุดใดต้องการเครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร หรือเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม จะสามารถจัดกำลังเข้าไปสนับสนุนได้รวดเร็วและตรงกับความต้องการ
นายวิทยายังสั่งการให้ทุกพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และอุปกรณ์ต่าง ๆ หากพบการชำรุดให้เร่งซ่อมแซม พร้อมกำจัดผักตบชวา วัชพืช ขยะ และสิ่งกีดขวางบริเวณหน้าประตูระบายน้ำและทางน้ำสำคัญ เพื่อให้น้ำสามารถไหลผ่านได้สะดวก
รวมถึงให้ประสานงานกับจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่น และแจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำแก่ประชาชนล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมรับมือหากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง
ทั้งนี้ ประชาชนหรือหน่วยงานที่ประสบปัญหาเรื่องน้ำและต้องการความช่วยเหลือ สามารถแจ้งได้ที่ศูนย์ประสานงานการบริหารจัดการน้ำในภาวะวิกฤต พ.ศ. 2569 ผ่านสายด่วนกรมชลประทาน 1460 และช่องทางออนไลน์ของกรมชลประทาน