เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
Business ‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
Biz Movement ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
Biz Movement มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
Biz Movement พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
SD ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
Business Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
Business SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
Biz Movement DKSH ชวนผู้หญิงใส่ใจสุขภาพ รู้ทัน 3 โรคใกล้ตัว ตรวจเร็ว ป้องกันได้ ลดภาระสาธารณสุข
ลดค่า GP ช่วยเซฟ 1.9 พันล้าน พาณิชย์ต่อลมหายใจ SMEs 1.2 ล้านราย
Economic ลดค่า GP ช่วยเซฟ 1.9 พันล้าน พาณิชย์ต่อลมหายใจ SMEs 1.2 ล้านราย
ดูทั้งหมด

เจ้าพระยาพ้นช่วงวิกฤต เร่งระบายน้ำออกทุ่ง จับตาฝนใหม่ 2-6 พ.ย. น้ำทะเลหนุนซ้ำ

01 พ.ย. 2569 | 09:45น.

สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยาเริ่มส่งสัญญาณคลี่คลาย หลังปริมาณน้ำตอนบนลดลงต่อเนื่อง กรมชลประทานทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จากระดับ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 30 ตุลาคม เปิดทางให้เร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่การเกษตร เพื่อดึงพื้นที่กลับเข้าสู่รอบการผลิตใหม่

แต่โจทย์บริหารน้ำยังไม่จบ เพราะพื้นที่เกษตรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยสะสมตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคมสูงถึง 1.831 ล้านไร่ ขณะที่พื้นที่ที่สำรวจยืนยันความเสียหายแล้วประมาณ 4.32 แสนไร่ ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว และในช่วงวันที่ 2-6 พฤศจิกายน ประเทศไทยยังมีโอกาสเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน ฝนหนักบางแห่ง ประกอบกับช่วง 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน มีความเสี่ยงน้ำทะเลหนุนสูงในแม่น้ำสายหลักหลายแห่ง ทำให้การเร่งระบาย “น้ำค้างทุ่ง” ต้องเดินควบคู่กับการรักษาสมดุลน้ำสำหรับฤดูเพาะปลูกใหม่และการป้องกันผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ

เจ้าพระยาลดระบายเหลือ 700 คิว

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีแนวโน้มดีขึ้น โดยกรมชลประทานได้ทยอยลดการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ล่าสุดจาก 800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ตั้งแต่เวลา 06.00 น. วันที่ 30 ตุลาคม 2569 และจะรักษาระดับดังกล่าวต่อเนื่อง

อัตราการระบาย 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นระดับที่กรมชลประทานประเมินว่าจะไม่ทำให้น้ำท้ายเขื่อนเอ่อล้นตลิ่งเข้าท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ ส่งผลให้ระดับน้ำในพื้นที่ทยอยลดกลับเข้าสู่ตลิ่ง และเปิดช่องให้สามารถสูบน้ำที่ยังท่วมขังในพื้นที่ลุ่มต่ำลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม เขื่อนเจ้าพระยายังระบายน้ำอยู่ที่ประมาณ 900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยกรมชลประทานคาดว่าจะลดเหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีได้ภายในต้นเดือนพฤศจิกายน แต่สถานการณ์น้ำตอนบนที่ลดลงทำให้สามารถปรับลดได้เร็วกว่ากำหนดเดิม

เร่งสูบน้ำออกทุ่ง-เตรียมนาปรัง

เมื่อภาระน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาลดลง เป้าหมายสำคัญจึงเปลี่ยนมาอยู่ที่การเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำและทุ่งรับน้ำ เพื่อให้ประชาชนกลับเข้าสู่ภาวะปกติและเกษตรกรเตรียมพื้นที่สำหรับฤดูผลิตถัดไป

กระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้กรมชลประทานระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องจักรกลเข้าสูบน้ำออกจากพื้นที่ที่ยังท่วมขัง โดยจะไม่ระบายออกทั้งหมด แต่บริหารให้มีน้ำค้างทุ่งในระดับที่เหมาะสม เพื่อให้เกษตรกรสามารถใช้เตรียมแปลงสำหรับการเพาะปลูกรอบใหม่ได้

ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ร่วมกับกรมชลประทานลงพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาและท่าจีนเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม โดยให้ลดปริมาณน้ำที่รับเข้าทุ่งบริเวณประตูระบายน้ำพลเทพ จังหวัดชัยนาท และประตูระบายน้ำโพธิ์พระยา จังหวัดสุพรรณบุรี ให้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เกษตรที่ยังมีน้ำท่วมขัง

ส่วนการระบายน้ำออกจากทุ่ง มีทั้งการระบายลงแม่น้ำท่าจีนผ่านประตูระบายน้ำบางสามและสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือ จังหวัดสุพรรณบุรี และการระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านสถานีสูบน้ำสิงหนาท 2 อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

แผนบริหารน้ำจะลดปริมาณน้ำที่ระบายลงท่าจีน หรือปรับจังหวะการระบายให้สัมพันธ์กับระดับน้ำทะเล พร้อมเพิ่มการระบายลงแม่น้ำเจ้าพระยาให้มากที่สุด แต่ต้องไม่สร้างผลกระทบต่อประชาชนท้ายน้ำ

น้ำท่วมกระทบเกษตร 1.83 ล้านไร่

แม้ระดับน้ำเริ่มคลี่คลาย แต่ความเสียหายของภาคเกษตรยังเป็นอีกโจทย์ใหญ่

นายกฤษ อุตตมะเวทิน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยช่วงวันที่ 1 กันยายน-18 ตุลาคม 2569 มีพื้นที่ได้รับผลกระทบรวม 56 จังหวัด เกษตรกรประมาณ 1.7 แสนราย พื้นที่เกษตรได้รับผลกระทบประมาณ 1.831 ล้านไร่

ขณะนี้มีการสำรวจแล้ว 50 จังหวัด คิดเป็น 39.1% พบเกษตรกรได้รับความเสียหาย 51,689 ราย พื้นที่เสียหายประมาณ 431,872.36 ไร่

ในจำนวนดังกล่าว “นาข้าว” ได้รับความเสียหายมากที่สุดประมาณ 333,785.49 ไร่ ตามด้วยพืชไร่และพืชผักประมาณ 73,552.36 ไร่ และไม้ผลไม้ยืนต้นประมาณ 24,224.9 ไร่ โดยคาดว่าจะสำรวจและดำเนินการช่วยเหลือแล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

เปิด 3 ขั้นตอนขอเยียวยา

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหาย จะต้องดำเนินการ 3 ขั้นตอนสำคัญ

ขั้นแรก ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรว่าพืชที่ได้รับความเสียหายได้ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงข้อมูลกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัยหรือไม่

ขั้นที่สอง ยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ กษ 01 ผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ พร้อมผ่านการตรวจสอบและรับรองความเสียหายจากหน่วยงานในพื้นที่

และขั้นที่สาม เข้าร่วมประชาคมและติดตามรายชื่อผู้ผ่านการตรวจสอบ หากได้รับสิทธิ ธ.ก.ส.จะทยอยโอนเงินช่วยเหลือเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรง ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน พ.ศ. 2568

น้ำต้นทุนยังอยู่ระดับสูง

ด้านสถานการณ์น้ำต้นทุน ภาพรวมวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ประเทศไทยมีน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมประมาณ 66,493 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 82% ของความจุเก็บกักรวม และมีน้ำใช้การประมาณ 42,367 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 75%

เมื่อแยกรายภาค ภาคตะวันตกมีสัดส่วนน้ำในอ่างสูงที่สุด 97% ของความจุ รองลงมาภาคตะวันออก 89% ภาคเหนือ 76% ภาคกลาง 73% ภาคใต้ 70% และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 69%

ส่วนเขื่อนหลักภาคใต้ เขื่อนรัชชประภามีน้ำ 4,273 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 76% ของความจุ และเขื่อนบางลางมีน้ำ 770 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53%

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้โจทย์บริหารน้ำช่วงปลายฤดูฝนเปลี่ยนจากการสร้างพื้นที่รองรับน้ำหลาก มาสู่การหาจังหวะระบายน้ำส่วนเกินออกจากพื้นที่เกษตร ควบคู่กับการเก็บน้ำต้นทุนไว้รองรับฤดูแล้งและการเพาะปลูกครั้งใหม่

ภาคใต้คลี่คลาย แต่ยังไม่พ้นเสี่ยง

อีกด้านหนึ่ง ภาคใต้ซึ่งถูกจับตาเรื่องฝนหนักในช่วงปลายเดือนตุลาคม เริ่มมีสัญญาณคลี่คลาย หลังหย่อมความกดอากาศต่ำเคลื่อนลงสู่ทะเลอันดามันแล้ว

อย่างไรก็ตาม วันที่ 30 ตุลาคม ยังตรวจพบฝนสะสม 24 ชั่วโมงสูงสุดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 143 มิลลิเมตร บริเวณสถานีบ้านไทรคู่ อำเภอบางสะพาน และจังหวัดภูเก็ต 124 มิลลิเมตร ที่สถานีสะพานดำรง อำเภอเมืองภูเก็ต

กรมอุตุนิยมวิทยาประเมินว่า ฝนหนักมีแนวโน้มลดลงในระยะสั้น แต่ช่วงวันที่ 5-6 พฤศจิกายน มีโอกาสที่ฝนจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ทำให้หน่วยงานด้านน้ำยังต้องเฝ้าระวังต่อเนื่องจนกว่าจะพ้นฤดูฝน

2-6 พ.ย. ฝนใหม่จ่อเข้า

ข้อมูลสถานการณ์น้ำ ณ เวลา 07.00 น. วันที่ 1 พฤศจิกายน ยังระบุว่า ช่วงวันที่ 2-6 พฤศจิกายน ประเทศไทยจะเผชิญสภาพอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางแห่ง

เท่ากับว่า แม้แนวโน้มลุ่มเจ้าพระยาจะดีขึ้นและกำลังเร่งระบายน้ำออกจากทุ่ง แต่ยังต้องเผื่อพื้นที่สำหรับรับปริมาณฝนใหม่ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ที่เพิ่งผ่านภาวะน้ำท่วมซึ่งระบบระบายน้ำยังไม่กลับเข้าสู่สภาวะปกติทั้งหมด

ซ้ำด้วย “น้ำทะเลหนุน” 31 ต.ค.-4 พ.ย.

ความเสี่ยงอีกตัวคือ “น้ำทะเลหนุนสูง” ซึ่ง สทนช.ประกาศเฝ้าระวังระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2569

ปัจจัยมาจากความกดอากาศสูงจากประเทศจีนที่แผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมฝ่ายตะวันออกและคลื่นลมมีกำลังแรง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และดันระดับน้ำบริเวณปากแม่น้ำที่เชื่อมต่อทะเลเพิ่มตาม

พื้นที่เฝ้าระวังครอบคลุมริมแม่น้ำบางปะกง แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง โดยเฉพาะชุมชนนอกแนวคันกั้นน้ำ พื้นที่ไม่มีแนวป้องกันน้ำถาวร ตลอดจนเส้นทางสุขุมวิท สุขสวัสดิ์ และพระราม 2

จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม และสมุทรสงคราม

จาก “รับน้ำ” สู่ “คืนพื้นที่เกษตร”

ทิศทางการบริหารน้ำช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนจึงเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ จากช่วงก่อนหน้าที่ต้องควบคุมมวลน้ำตอนบนและใช้พื้นที่ลุ่มเป็นพื้นที่รองรับน้ำ มาเป็นการเร่งส่งน้ำออกจากทุ่งคืนพื้นที่ให้ประชาชนและภาคเกษตร

การลดระบายเขื่อนเจ้าพระยาเหลือ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีทำให้มีพื้นที่ในแม่น้ำรองรับน้ำที่สูบออกจากทุ่งมากขึ้น และเปิดโอกาสให้เกษตรกรเริ่มเตรียมพื้นที่สำหรับรอบการผลิตใหม่

แต่ภารกิจยังต้องเดินบนสมดุลที่ละเอียดกว่าเดิม เพราะต้องทำพร้อมกัน 3 ด้าน คือ เร่งระบายพื้นที่ที่ยังท่วมขัง เก็บน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อฤดูเพาะปลูก และสำรองพื้นที่รับฝนระลอกใหม่

ยิ่งเมื่อยังมีทั้งความเสี่ยงฝนช่วงวันที่ 2-6 พฤศจิกายน และน้ำทะเลหนุนสูงในช่วงต้นเดือน การ “รีบนำน้ำออก” จึงไม่สามารถทำแบบเร่งระบายเต็มกำลังโดยไม่มองปลายน้ำ แต่ต้องอาศัยจังหวะระดับแม่น้ำ ระดับทะเล และศักยภาพของแต่ละพื้นที่ประกอบกัน

โจทย์ถัดจากนี้จึงไม่ใช่เพียงทำให้น้ำลด แต่คือทำอย่างไรให้พื้นที่เกษตรกว่า 4.3 แสนไร่ที่ยืนยันความเสียหายแล้วกลับเข้าสู่การผลิตได้เร็วที่สุด ขณะเดียวกันต้องไม่เปิดความเสี่ยงรอบใหม่จากฝนและน้ำทะเลหนุนที่ยังรออยู่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำทะเล ฝน เจ้าพระยา