เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
Biz Movement เซอร์ไพรส์วงการเพลง THE TOYS แต่งงานกับแฟนสาว
พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
ข่าวในพระราชสำนัก พระราชินี ทรงเปิดเรือนจำแห่งที่ 29 โครงการกำลังใจในพระดำริ
‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
Business ‘สายการบิน’ เดือดโค้งท้าย อัดเพิ่มความถี่ไฟลต์บินชิงไฮซีซั่น
ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
Biz Movement ทุบสถิติใหม่ มหกรรมหนังสือฯ ยอดขายนิวไฮทะลุ 500 ล้านบาท
มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
Biz Movement มูลนิธิร่วมน้ำใจต้านภัยเอดส์ เตรียมจัดโบว์ลิ่งการกุศล ส่งต่อมื้ออาหารให้เด็ก
พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
Biz Movement พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’
ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
SD ทิศทางเงินบริจาค Next Step ศุภนิมิตฯงานเพื่อเด็กในสังคมเปราะบาง
Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
Business Makro ขยายลูกค้า HORECA ลุ้นปี’69 ยอดขายออนไลน์ทะลุแสนล้าน
SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
Business SOAR โอเชี่ยนคลับ หนุนท่องเที่ยวไทยสู่คุณภาพ
ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
News ตรวจหวยวันนี้ ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล งวด 1 พ.ย. 2569
ดูทั้งหมด

พลิกโฉม All for Education ‘โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน’

01 พ.ย. 2569 | 16:31น.
ประเสริฐ จันทรรวงทอง All for Education

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ “กองบรรณาธิการมติชน” จัดงานสัมมนาใหญ่ “Matichon forum 2026 Thailand Education Next for All: พลิกโฉมอนาคตการศึกษาไทย” โดยมี นายปราปต์ บุนปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) พร้อมคณะผู้บริหารในเครือ ร่วมรับฟัง เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมระดมข้อเสนอ กำหนดทิศทาง และยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคต ท่ามกลางบรรยากาศที่ทุกภาคส่วนให้ความสนใจ เนื่องจากร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติกำลังรอเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนการศึกษาไทยให้มีความทันสมัย ทันต่อโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้เกียรติปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นหนักถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ นั่นคือ “การพัฒนาคนและการศึกษา”

พร้อมตั้งคำถาม “ถ้ากฎหมายที่กำหนดทิศทางการศึกษาของลูกหลานเรา ถูกเขียนขึ้นก่อนที่โลกจะรู้จักสมาร์ทโฟน เราจะเตรียมความพร้อมให้เด็กไทยได้อย่างไร แบบไหน สำหรับโลกอนาคตในปี 2030”

โชว์โรดแมป-หนุน พ.ร.บ.ฉบับใหม่

รมว.ศธ.กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2542 แม้จะผ่านมาแล้ว 27 ปี แต่กฎหมายตัวนี้ยังเป็นฉบับเดิมอยู่ ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่การศึกษาไทยต้องเปลี่ยน และกฎหมายฉบับนี้ต้องเป็นธรรมนูญการศึกษาที่มีความต่อเนื่อง ไม่ขึ้นกับรัฐบาลหรือพรรคการเมืองใด

แต่ต้องเป็นของคนไทยทุกคน เด็กไทยต้องเดินอยู่บนเส้นทางเดียวกัน เพราะกระบวนการยกร่างกฎหมายฉบับนี้กระทรวงไม่ได้ทำโดยลำพัง ทุกคนเป็นเจ้าภาพร่วมกันตามหลัก “All for Education”

เนื้อหาของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ คือการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือกเรียนตามความถนัดหลากหลายรูปแบบได้ด้วยตนเอง

อีกเรื่องสำคัญที่เพิ่มมาในเนื้อหาคือ “เทคโนโลยีดิจิทัลและการบริหารข้อมูล” รวมถึงสัญญาณบวกของการแข่งขันระดับนานาชาติมีแนวโน้มที่ดี คะแนน PISA ปี 2025 ปรับตัวดีขึ้นทุกด้าน และอันดับการศึกษา IMD ขยับขึ้น 6 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 52

แต่ยังคงต้องพัฒนาให้ดีมากยิ่งขึ้น และมอบโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำของเด็กทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

ในปี 2030 เป็นต้นไป ประเทศไทยได้วางแผนการศึกษาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่มีความสมบูรณ์ ขับเคลื่อนหลักสูตรสมรรถนะ เน้นทักษะคิดวิเคราะห์ดิจิทัล และไม่ได้มองว่าการศึกษาคือค่าใช้จ่าย แต่คือการลงทุนในการพัฒนาที่มีความคุ้มค่าที่สุดของประเทศ

“เราจะเป็นกระทรวงที่ปลดล็อกและเปิดโอกาส ให้โรงเรียนมีความเป็นอิสระทั้งการบริหาร วิชาการ บุคคล และการเงิน มีงบประมาณยืดหยุ่นคล่องตัวสอดรับความต้องการของเด็กตามบริบทพื้นที่ พร้อมปลดล็อกลดภาระงานครูเพื่อคืนอนาคตให้กับเด็ก”

แล้วปี 2570 ประเทศไทยจะเตรียมจัดงานประชุม G7 of Education Meeting (GEM) ร่วมกับ UNESCO ณ กรุงเทพฯ พร้อมตั้งเป้าผลักดันวาระ ASEAN Zero Dropouts ในโอกาสที่ประเทศไทยจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียน โดยเป้าหมายคือ ประเทศไทยต้องเป็นผู้ร่วมกำหนดทิศทางการศึกษาในอนาคต

“โลกเปลี่ยน การศึกษาต้องเปลี่ยน เพื่อให้มนุษย์นำไปใช้แก้ไขปัญหาชีวิตและพัฒนาชาติ กระทรวงศึกษาธิการจะทำเพียงหน่วยงานเดียวไม่ได้ ทุกปัญหาแก้ไขได้ด้วยการศึกษาในทุกภาคส่วน เพราะการศึกษาจะเป็นพลังให้สมกับคำว่า All for Education”

ดังนั้น ทุกคนต้องร่วมสร้างอนาคตให้เด็กไทย “มีคุณภาพ ยืนอยู่ในโลกได้” อย่างสง่าผ่าเผย เพื่ออนาคตของประเทศชาติ

เร่งเชื่อมโลก – เรียนรู้การทำงาน

มาถึงช็อตที่ 2 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้บรรยายพิเศษ หัวข้อ “27 ปี สู่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่” เป็นการฉายภาพ “ร่างกฎหมายการศึกษาฉบับใหม่” ว่า การศึกษาไทยในปัจจุบันเปรียบเสมือน “ช้างที่กำลังป่วย” พร้อมทั้งวิเคราะห์ปัญหาเชิงระบบที่สำคัญ 3 ประการ ดังนี้

1.Manpower System (ระบบกำลังคน) การพัฒนาการศึกษาที่ยังถูกแยกส่วน ทำให้ขาดทิศทางเดียวกัน ขาดความยืดหยุ่น และไร้รอยต่อ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์

2.Financial System (ระบบงบประมาณ) แม้งบประมาณด้านการศึกษาที่ไทยจัดสรรจะอยู่ในระดับสูง แต่ปัญหาหลักคือ การใช้งบประมาณยังไม่มีประสิทธิภาพ และใช้ไม่ตรงจุด

และ 3.Accountability System เมื่อเกิดปัญหาเด็กหลุดระบบการศึกษา หรือเรียนจบมาแล้วไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ คำถามคือใครควรเป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งที่ผ่านมามักโยนความรับผิดชอบกันระหว่างโรงเรียน ผู้ปกครอง และสังคม ทำให้ขาดทิศทางไปสู่ผลลัพธ์การศึกษาที่แท้จริง

พร้อมย้ำว่า “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของ ศธ. ซึ่งมีมติให้มีการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…. ฉบับใหม่

เนื่องจากถึงเวลาที่เหมาะสมในการออกแบบสถาปัตยกรรมใหม่ของระบบการศึกษา เนื่องจากขณะนั้นนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศธ. ได้ลงนาม และได้ส่งร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวไปยังสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เรียบร้อยแล้ว เพื่อตรวจสอบรายละเอียด ก่อนบรรจุเข้าสู่วาระการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.)

จากนั้นจะส่งต่อให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา เพื่อเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของรัฐสภาต่อไป

ที่น่าสนใจ จุดเด่นของร่างฉบับนี้คือ “ได้รับการยอมรับและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนแล้วในสังคมถึง 90%”

เนื่องจากมีการเปิดกว้างให้พรรคการเมือง ภาคประชาสังคม ครู และนักเรียน เข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น

จากผลการศึกษาวิจัยและถอดบทเรียนระดับสากล ชี้ให้เห็นตรงกันว่า ประเทศที่มีประสิทธิภาพด้านการจัดการศึกษาสูงสุดทั่วโลกล้วนมีปัจจัยสำคัญร่วมกัน 4 ประการ ซึ่งได้ถูกนำมาเป็นหัวใจสำคัญในการยกร่าง เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่

จากการศึกษาและวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญระดับสากล รวมถึงถอดบทเรียนจากองค์กรระดับโลก พบว่า ปัจจัยสำคัญ 4 ประการ มีดังนี้

1.Back to School คำตอบและจุดเริ่มต้นของการศึกษาทั้งหมดต้องอยู่ที่โรงเรียน

2.เจาะลึกห้องเรียนสองมิติ ห้องเรียนคือสถานที่หล่อหลอมเด็ก ในยุคใหม่ห้องเรียนไม่ได้มีแค่ห้องสี่เหลี่ยมอีกต่อไป แต่แบ่งเป็น Physical Classroom และ Virtual Classroom ระบบการศึกษาจึงต้องออกแบบโลกทั้งสองใบนี้ควบคู่กัน เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาสมรรถนะ

3.ครูคือหัวใจแห่งความสำเร็จ สอดคล้องกับข้อเสนอของเซอร์ไมเคิล บาร์เบอร์ (Sir Michael Barber) ที่ระบุไว้ว่า “ไม่มีผลลัพธ์ใดของนักเรียนในประเทศใดที่จะสูงไปกว่าความสามารถของครูในประเทศนั้น”

สรุปว่า หากมีครูเก่ง ๆ เราก็จะได้ลูกศิษย์ที่มีคุณภาพตามมา ดังนั้น “โจทย์ใหญ่” จึงอยู่ที่การแก้ปัญหาเรื่อง Manpower System

และสุดท้ายข้อที่ 4.School as Learning Community ต้องทำให้โรงเรียนเป็น “จุดเริ่มต้น” ที่สำคัญในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ระหว่างเด็ก ครู และผู้ปกครอง

All for Education

สกร.นำทีม 50 เขต เปิดโลกการเรียนรู้

นอกจากนี้ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) พร้อมด้วยผู้บริหาร ครู และบุคลากร สกร. จาก 50 เขต สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นายชัชชัย จิตต์ชุ่ม น.ส.พรทิพย์ สกลกูล รักษาการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านฯ และนายรัชชสิทธิ์ มนตรี รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมงานสัมมนาในครั้งนี้ด้วย

เพื่อเปิดโลกทัศน์และรับฟังองค์ความรู้ด้านการศึกษาจากผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิระดับประเทศ สำหรับนำไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ เพื่อการตอบโจทย์ให้ตรงจุด

ขณะที่ ศ.วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “ลดช่องว่าง สร้างโอกาส ปั้นทุนมนุษย์” เปิดมุมมองด้านกฎหมาย การพัฒนาศักยภาพคน และการลดความเหลื่อมล้ำ

ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับภารกิจของ สกร. ในการส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง

ตามด้วยเวทีเสวนา “จากกฎหมายสู่ห้องเรียน ยกระดับการเรียนรู้” โดย ผศ.ดร.อดิศร จันทรสุข คณบดีคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายร่มเกล้า ช้างน้อย หรือ “ครูกั๊ก” ผู้ร่วมก่อตั้งเพจครูขอสอน และครูโรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ พร้อมด้วย นายณพงศธร ทรงสวัสดิ์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนดรุณสิกขาลัย ร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดการเชื่อมโยงนโยบายสู่การพัฒนาการเรียนรู้ในทางปฏิบัติ

ช่วงท้ายคือเวทีเสวนา “รวมพลังการเมือง ปลดล็อกการศึกษาไทย” โดย นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายพีรวิชญ์ ขันติศุข ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ร่วมสะท้อนมุมมองและแนวทางขับเคลื่อนการศึกษาไทย

ทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับฟัง “ข้อคิด” จากหลายภาคส่วน ทั้งเห็นโอกาสในการร่วมพัฒนาการศึกษาให้ตอบรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทิศทางเดียวกัน เท่ากับปลดล็อกปัญหาที่ค้างคามานานให้หมดสิ้นไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การศึกษา มติชน สัมมนา