เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปิดลิสต์รายชื่อ CEO บิ๊กเทคฯ ‘ทรัมป์’ หนีบร่วมโต๊ะดินเนอร์ ‘สี’
Tech เปิดลิสต์รายชื่อ CEO บิ๊กเทคฯ ‘ทรัมป์’ หนีบร่วมโต๊ะดินเนอร์ ‘สี’
BOI รับโจทย์หนุน 7 อุตฯ ดันเงินลงทุนเพิ่ม-ดีดจีดีพีโต 3%
Economic BOI รับโจทย์หนุน 7 อุตฯ ดันเงินลงทุนเพิ่ม-ดีดจีดีพีโต 3%
ทรู ดิจิทัล พาร์ค ส่งแคมเปญ “Hello, Connecting to New Possibilities” คว้าแชมป์ Best Property & Real Estate Influencer Campaign
Uncategorized ทรู ดิจิทัล พาร์ค ส่งแคมเปญ “Hello, Connecting to New Possibilities” คว้าแชมป์ Best Property & Real Estate Influencer Campaign
กทม. แจงยิบ! ทำไมงบ ‘รถขยะ EV’ ยังไม่มี TOR เปิดไทม์ไลน์-ชวนประชาชนร่วมตรวจสอบ
Politics กทม. แจงยิบ! ทำไมงบ ‘รถขยะ EV’ ยังไม่มี TOR เปิดไทม์ไลน์-ชวนประชาชนร่วมตรวจสอบ
ราคาทองวันนี้ (25 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณขายออก 68,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (25 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 150 บาท รูปพรรณขายออก 68,450 บาท
ออมสินชวนเปิด ‘เงินฝากเผื่อเรียก Digital Savings’ ยอด 1 หมื่นแรก ดอกเบี้ยสูง 2.50%
Finance ออมสินชวนเปิด ‘เงินฝากเผื่อเรียก Digital Savings’ ยอด 1 หมื่นแรก ดอกเบี้ยสูง 2.50%
อุ้มอุตฯ รถยนต์ เสาหลักเศรษฐกิจ
Columns อุ้มอุตฯ รถยนต์ เสาหลักเศรษฐกิจ
ปรีดี ฝากถึง สส. ห่วงอนาคตของชาติ
Columns ปรีดี ฝากถึง สส. ห่วงอนาคตของชาติ
‘ธรรศพลฐ์’ คอนเฟิร์ม ‘ไทยแอร์เอเชีย’ ไร้ปัญหาแคชโฟลว์ 
Business ‘ธรรศพลฐ์’ คอนเฟิร์ม ‘ไทยแอร์เอเชีย’ ไร้ปัญหาแคชโฟลว์ 
เมื่อรายจ่ายสุขภาพพุ่งไม่หยุด จับตาจุดเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทย
Finance เมื่อรายจ่ายสุขภาพพุ่งไม่หยุด จับตาจุดเปลี่ยนระบบสาธารณสุขไทย
ดูทั้งหมด

พชร แนะไทยเกาะกระแสโลก 4 แนวทาง กำกับ Ai

25 ก.ย. 2569 | 12:13น.

“พชร“ กระตุกความคิดไทยถึงเวลาต้องออกกฎหมายคุม AI แนะ 4 แนวทาง หลังเม็ดเงินลงทุนไหลเข้าจำนวนมาก

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) แสดงความเห็นถึงกระแสการถกเถียงเรื่องการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยตั้งคำถามว่า ประเทศไทยควรเริ่มวางกรอบกฎหมายเรื่องนี้แล้วหรือยัง

คำถามนี้มีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับไทยในจังหวะนี้ เพราะไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยหรือจริยธรรมของเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ไทยกำลังอยู่ในช่วงที่เม็ดเงินลงทุนด้าน AI และศูนย์ข้อมูล (data center) ไหลเข้าประเทศเป็นจำนวนมาก การมีหรือไม่มีกรอบกำกับดูแลที่ชัดเจนจึงส่งผลโดยตรงต่อว่าไทยจะได้ประโยชน์จากการลงทุนนี้มากน้อยเพียงใดด้วย โดยมองว่าการกำกับดูแล AI ทั่วโลกกำลังเจอโจทย์ยากอยู่สามเรื่องพร้อมกัน และเป็นโจทย์ที่ไทยก็หนีไม่พ้นเช่นกัน

เรื่องแรกคือเทคโนโลยีวิ่งเร็วกว่ากฎหมายมาก เทคโนโลยี AI เปลี่ยนแปลงกันเป็นรายเดือน ขณะที่กฎระเบียบที่ใช้กันอยู่ส่วนใหญ่ยังมีฐานคิดมาจากยุคการลงทุนอุตสาหกรรม เรื่องที่สองคือยังตอบไม่ได้ชัดว่าจะเอาอะไรมาเป็นเกณฑ์กำกับดูแล เพราะ AI ถูกใช้ในบริบทที่ต่างกันสุดขั้ว ตั้งแต่เรื่องเบาๆ อย่างเกม ไปจนถึงระบบที่เกี่ยวพันกับความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐานประเทศ จะเหมารวมใช้มาตรฐานเดียวกันหมดคงไม่ได้ ต้องแยกตามระดับความเสี่ยงเป็นหลัก

เรื่องที่สามคือยังไม่ชัดว่าใครควรเป็นเจ้าภาพกำกับดูแล และจะเลือกใช้เครื่องมือแบบไหน จะเข้มงวดแบบต้องขอใบอนุญาต หรือจะยืดหยุ่นแล้วปรับตามความเสี่ยงเป็นเคสไป

“ผมมองว่าบทเรียนที่สำคัญที่สุดคือ ห้ามเอาวิธีคิดแบบควบคุมยุคอุตสาหกรรมมาจับกับ AI เด็ดขาด เพราะรับรองว่าตามเทคโนโลยีไม่ทันแน่นอน สิ่งที่ต้องทำคือออกแบบกลไกที่ขยับตัวได้ไวพอๆ กับความเร็วที่เทคโนโลยีเปลี่ยนไป” นายพชรกล่าว

มีอีกประเด็นที่ท้าทายกว่านั้น คือการหานิยามทางกฎหมายของคำว่า “AI” เองที่ยังไม่มีความเห็นตรงกันในระดับสากล โดยยกตัวอย่างกรณีกฎหมาย AI Act ของสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นกฎหมายควบคุม AI ฉบับแรกของโลก แต่นักวิชาการด้านกฎหมายชี้ว่านิยามที่ใช้นั้นกว้างจนแทบครอบคลุมซอฟต์แวร์ทุกประเภท ทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายทั้งฝั่งผู้พัฒนาและผู้ใช้งาน

“ปัญหาคือถ้านิยามกว้างเกินไป ก็เสี่ยงกำกับดูแลเกินความจำเป็นในกรณีที่ความเสี่ยงต่ำ แต่ถ้าแคบเกินไป ก็อาจเปิดช่องให้ระบบที่มีความเสี่ยงสูงหลุดพ้นจากการกำกับดูแลได้ นี่คือโจทย์ที่ไทยต้องคิดให้รอบคอบก่อนลงมือร่างกฎหมาย ไม่ใช่แค่ลอกแบบจากประเทศอื่นมาทั้งดุ้น” นายพชรกล่าว

จากงานวิจัย AI-Related Disciplines ที่ตีพิมพ์ใน Journal of World Trade (2024) ชี้ให้เห็นว่าประเทศมหาอำนาจด้าน AI แต่ละแห่งเลือกแนวทางที่ต่างกันมาก สหรัฐฯ เน้นแนวทางที่ปล่อยให้กลไกตลาดขับเคลื่อน เปิดทางให้นวัตกรรมก่อน แล้วค่อยตามด้วยกฎเกณฑ์ สหภาพยุโรปเน้นแนวทางออกกฎหมายกำกับตั้งแต่ต้นแบบครอบคลุมทั้งวงจรของ AI

ขณะที่จีนใช้แนวทางผสมผสานระหว่างการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพตลาดขนาดใหญ่ควบคู่กับการควบคุมด้านความมั่นคงของข้อมูล ส่วนสิงคโปร์เน้นกรอบสมัครใจเป็นแนวปฏิบัติ ที่ให้คำแนะนำแก่องค์กรว่าควรออกแบบและใช้งาน AI อย่างไรให้มีความรับผิดชอบ พร้อมผลักดันผ่านข้อตกลงการค้าดิจิทัลเชิงรุก

“สิงคโปร์น่าจะเป็นโมเดลที่ใกล้เคียงกับบริบทไทยมากที่สุด เพราะเป็นประเทศขนาดไม่ใหญ่ที่เลือกใช้ความคล่องตัวและการมีมาตรฐานที่ปฏิบัติได้จริงเป็นจุดแข็ง แทนที่จะแข่งออกกฎหมายเข้มงวดแบบยุโรปซึ่งต้องใช้ทรัพยากรกำกับดูแลมหาศาล” นายพชรกล่าว

อีกมุมหนึ่งที่นายพชรย้ำคือ สถานะของไทยในสมการนี้ต้องมองให้ชัดว่าเราคือ technology-user เป็นหลัก ดังนั้นการวางกรอบกำกับดูแลจึงจำเป็นต้องเข้าใจปัญหาจากมุมมองของผู้ใช้บริการเป็นตัวตั้ง เพื่อปกป้องประชาชนให้ทันสถานการณ์ ต้องมองให้กว้างแต่ทำให้ตรงจุด โดยเฉพาะเมื่อ frontier AI และ agentic AI เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ที่ระบบเหล่านี้เริ่มตัดสินใจและลงมือทำแทนมนุษย์ได้เองในหลายขั้นตอน

สิ่งที่ต้องคิดให้รอบด้านคือผลกระทบที่จะตามมาในมิติสังคม เช่น ความเชื่อมั่นและการพึ่งพาเทคโนโลยีของประชาชน มิติกฎหมาย เช่น ใครต้องรับผิดเมื่อ AI ตัดสินใจผิดพลาด มิติอุตสาหกรรม เช่น การปรับตัวของแรงงานและธุรกิจในประเทศ และมิติเศรษฐกิจ เช่น การกระจายมูลค่าที่เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจไทย ก่อนที่จะไตร่ตรองว่าควรออกแบบกลไกอย่างไร โดยไม่จำเป็นต้องรีบร้อนจนขาดความรอบคอบ

นายพชรสรุปว่า แม้ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาควบคุมเข้มงวด แต่ในอนาคตก็ควรมองหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมองเรื่องนี้ให้ครบทุกมิติเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตนเสนอแนวทาง 4 ข้อ คือ

  1. ใช้แนวทางกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (risk-based) ไม่ใช่ควบคุมทุกกรณีเท่ากัน เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อธุรกิจขนาดเล็กและนวัตกรรมที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ขณะที่ AI ที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะหรือสิทธิพื้นฐานของประชาชนต้องมีมาตรฐานเข้มงวดกว่า
  2. ใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วจัดการกับปัญหาที่เกิดจาก AI ก่อน เช่น การหลอกลวงด้วยเสียงปลอมหรือการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน ซึ่งกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคและกฎหมายแรงงานที่มีอยู่แล้วสามารถนำมาปรับใช้ได้ทันที โดยไม่ต้องรอกฎหมายฉบับใหม่
  3. ผลักดันจุดยืนเรื่อง AI ในการเจรจาการค้าดิจิทัลระหว่างประเทศ เพื่อไม่ให้ไทยตกขบวนการกำหนดมาตรฐานสากล และรักษาผลประโยชน์ของภาคธุรกิจไทยในเวทีการค้าโลก
  4. สร้างกลไกกำกับดูแลที่ปรับตัวได้เร็ว ไม่ใช่ตั้งหน่วยงานแบบราชการเดิม แต่ควรมีกลไกทบทวนและปรับปรุงกฎเกณฑ์เป็นระยะ ร่วมกับภาคเอกชน นักวิชาการ และภาคประชาสังคม เพื่อให้ตามทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

นายพชรกล่าวเสริมว่า ยิ่งไปกว่ามิติความปลอดภัยและจริยธรรมแล้ว ขอเน้นย้ำว่ายังมีอีกมิติหนึ่งที่ต้องคิดควบคู่กันไปด้วย นั่นคือการรักษามูลค่าทางเศรษฐกิจจากการลงทุนด้าน AI ที่กำลังไหลเข้าประเทศ โดยมองว่ากลไกกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นตามข้อ 4 ไม่ควรจำกัดอยู่แค่มิติความปลอดภัยและจริยธรรม แต่ควรครอบคลุมเงื่อนไขการลงทุนที่ผูกโยงสิทธิประโยชน์กับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศด้วย เช่น การผูกสิทธิประโยชน์ BOI เข้ากับการสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ การฝึกอบรมทักษะแรงงานไทย และการเชื่อมโยงกับฐานอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์เดิมที่ไทยมีความเข้มแข็งอยู่แล้ว รวมถึงการวางกรอบด้านพลังงานและน้ำที่ใช้ในศูนย์ข้อมูลให้ชัดเจนตั้งแต่ต้น เพราะการแก้ไขภายหลังมีต้นทุนสูงกว่าการออกแบบเงื่อนไขไว้ล่วงหน้ามาก

“ผมมองว่าไทยยังไม่จำเป็นต้องรีบออกกฎหมายควบคุม AI แบบเข้มงวดเหมือนยุโรปในตอนนี้ แต่ก็ไม่ควรนิ่งเฉยแบบไม่มีทิศทางเลย จุดที่พอดีคือการเริ่มวางกรอบหลักการที่ยืดหยุ่น ใช้กฎหมายที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดก่อน พร้อมผูกเงื่อนไขการลงทุนให้สร้างมูลค่าในประเทศจริง… มองให้กว้าง ทำให้ตรงจุด แต่ไม่ต้องใจร้อนทำ” นายพชรกล่าวทิ้งท้าย