‘แสนสิริ’ ชวนสหายกาแฟ ‘บริรักษ์ อภิขันติกุล’ ฟื้นป่าต้นน้ำ ลาน Learn
“แสนสิริ” เดินหน้าคิกออฟ “ลาน Learn” ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร ปักหมุดจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมจัดเวิร์กช็อปยกระดับ “องค์ความรู้เกษตรกรไทย” ณ ไร่แสนชัย (ต้นน้ำ) ควบคู่กับการบ่มเพาะและเปลี่ยนมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่สิริแคมปัส ในฐานะคนปลายน้ำ โดยมีหนุ่มวิศวกรการบินที่หักเหชีวิตมาเป็น “เซียนกาแฟ” ที่รักษ์โลกสุดหัวใจ เป็นสะพานเชื่อม
สร้างความสุข-ธุรกิจเชิงบวก
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้พบกับ “บิ๊ก-บริรักษ์ อภิขันติกุล” ที่ปรึกษาโครงการฯ และผู้เชี่ยวชาญสมาคมกาแฟพิเศษไทย ที่บูท “สหายกาแฟ” ในงาน Thailand Coffee Fest 2026 บูทที่ดูเรียบง่าย แต่หลายคนหยุดดูด้วยความสงสัย เพราะทุกคนนั่งล้อมชงกาแฟ พูดคุย หยอกล้ออย่างเป็นกันเอง บรรยากาศไม่ต่างจากมาบ้านเพื่อน โดยมีคติประจำกลุ่มว่า Sharing As Friends, Caring Like Brother.
ด้วยคำถามที่คนไม่ดื่มกาแฟอยากรู้ที่สุด คือ “แก้วแรกที่ดื่มเป็นอย่างไร”
สหายบิ๊กหัวเราะ ก่อนตอบว่า “แก้วแรกจริง ๆ ดื่มเพื่อให้ตื่นอ่านหนังสือเท่านั้น”

แต่แก้วที่เปลี่ยนชีวิตคือ กาแฟเอธิโอเปีย สายพันธุ์ Yirgacheffe (เยอร์กาเชฟ) ที่เคยได้ลอง หลังกลับมาไทย เขาจำได้ว่า ดื่มแล้วอุทานในใจ ทำไมกาแฟถึงมีรสบลูเบอร์รี่แยมได้ขนาดนี้ ทั้งที่ตอนเรียนที่เมลเบิร์นเคยเป็นบาริสต้าพาร์ตไทม์ ก็ไม่ได้สนใจกาแฟเลย “ยังต้องเอ๊ะ”
ส่วนตัวเขาแรกเริ่มเป็นเด็กผสมสลัด วันหนึ่งบาริสต้าขาดก็ถูกเรียกตัวไปชงกาแฟตามสูตร แล้วกาแฟแก้วนั้นก็นำพาเขาไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่ารสชาติ
นั่นคือ อยากหาคำตอบที่มาของ “ต้นน้ำ” เขาเปรียบความอร่อยเต็ม 10 มาจากธรรมชาติ ราว 6.5 เหมือนเนื้อสเต็กคุณภาพเยี่ยมที่ทำอะไรก็อร่อย แต่ถ้าวัตถุดิบเสียตั้งแต่ต้น ต่อให้เชฟระดับโลกก็ช่วยไม่ได้

บิ๊กเป็นคนขอนแก่น จบวิศวกรรมการบินจากออสเตรเลียเมื่อปี 2550 ทำงานในโรงงานชิ้นส่วนอากาศยานของบริษัทต่างชาติราว 7-8 ปี ก่อนผันตัวมาทำกาแฟเมื่อปี 2557 พร้อมเพื่อนรักสมัยเรียนอีก 3 คนที่โตมาด้วยกัน ตั้งแต่อนุบาลถึง ม.6
แรงผลักส่วนหนึ่งมาจากพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 เรื่องหน้าที่ของคนไทย ที่ทำให้เขาถามตัวเองว่า ได้ทำหน้าที่นั้นแล้วหรือยัง
ส่วนชื่อกลุ่ม “สหายกาแฟ” ไม่เกี่ยวกับการเมือง โดยปี 2559 กลุ่มเพื่อนเคยพยายามพาเกษตรกรเข้าระบบ Fair Trade แต่พบว่าค่าใช้จ่ายด้านการตรวจรับรองหนักเกินไปจนไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ จึงตั้งวงของตัวเองเป็น Friend Trade คือเพื่อนแลกองค์ความรู้เรื่องการปลูกและการแปรรูป ไม่ได้แลกด้วยเงิน
เมื่อเกษตรกรอยากได้ชื่อภาษาไทยไว้เรียกกลุ่มก็กลายเป็น “สหาย” ที่แปลว่า “เพื่อน”
ความสำเร็จในระดับหนึ่งจึงเกิดขึ้น เพราะความตั้งใจดีจะศึกษาเรื่องกาแฟอย่างจริงจังลึกซึ้ง ภายใต้ความพยายามที่จะสร้างธุรกิจเชิงบวก และสร้างความสุขให้กับทุก ๆ ชีวิตที่อยู่ในสายพานแห่งการผลิตกาแฟ ตั้งแต่เกษตรกร สิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ คนแปรรูป คนคั่ว คนชง และลูกค้า

ลาน Learn ที่กัลยาณิวัฒนา
บิ๊กเคยทำงานกับแสนสิริเรื่องแจกจ่ายสายพันธุ์กาแฟให้ชาวบ้านมาก่อนเมื่อ 2-3 ปี ก่อนที่แสนสิริจะเข้ามาสนับสนุนทรัพยากรและงบประมาณ จนเกิดเป็นโครงการ “ลาน Learn” ศูนย์การเรียนรู้กาแฟพิเศษครบวงจร บนพื้นที่กว่า 21 ไร่ ที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี “ไร่แสนชัย” เป็นต้นน้ำยกระดับความรู้เกษตรกร และ “สิริแคมปัส” เป็นปลายน้ำบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ เป้าหมายคือ สร้างระบบนิเวศวิสาหกิจเพื่อสังคมที่ฟื้นป่าต้นน้ำและเติบโตไปพร้อมเศรษฐกิจชุมชน
ที่เลือกกัลยาณิวัฒนาเพราะเป็นอำเภอใหม่ ตั้งชื่อตามสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อยู่ไกลจากตัวเมืองเชียงใหม่ ติดตะเข็บชายแดนแม่ฮ่องสอน หมู่บ้านอยู่สูงราว 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล
เป็นความสูงที่เหมาะกับการปลูกกาแฟคุณภาพ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นปกาเกอะญอ ซึ่งเขาเล่าว่า เป็นกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมเคารพธรรมชาติและบรรพบุรุษ จึงดูแลป่า น้ำ และต้นไม้ได้ดีอย่างน่าทึ่ง

กาแฟใต้ร่มไม้
เขาเล่าว่า ระหว่างเดินทางขึ้นกัลยาณิวัฒนา เขาเห็นภูเขาหัวโล้นบางลูก ซึ่งเป็นผลจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องถางป่าเปิดแสงเต็มที่ เศษวัสดุเกษตรมักถูกเผาปลายฤดู กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาหมอกควันและไฟป่า แต่เขาย้ำว่า “พืชเชิงเดี่ยวไม่ใช่ผู้ร้าย ปัญหาอยู่ที่ระบบรอบตัวเกษตรกรมากกว่า”
ซึ่งกาแฟพิเศษปลูกใต้ร่มไม้ใหญ่ได้ เศษจากแปลงทำปุ๋ยหรือแปรรูปต่อได้โดยไม่ต้องเผา ผลผลิตต่อไร่อาจลดลงเพราะแสงน้อย แต่มูลค่าต่อหน่วยสูงขึ้น กาแฟเกรดพาณิชย์ราคากิโลกรัมละ 300 บาท ขณะที่ลอตชนะประกวดในงานเคยประมูลได้ระดับ 2 หมื่นกว่าบาท ผลพลอยได้คือ เกษตรกรทำงานใต้ร่มเงา ยกของหนักน้อยลง และมีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น
โครงการมีศูนย์เรียนรู้ราว 5 ไร่ และแปลงทดลองของ แสนชัย จูเปาะเกษตรกรกาแฟพิเศษต้นแบบอีก 16 ไร่ ที่ต้องขึ้นดอยต่ออีกประมาณ 40 นาที ทีมหวังให้เกิดแสนชัย 2 และแสนชัย 3 ในอำเภอเดียวกัน
โดยได้แจกกล้ากาแฟไปแล้ว 5,000 ต้นให้เกษตรกรกลุ่มแรก 30 กว่าคน จาก 20 กว่าครัวเรือน พร้อมจัดเวิร์กช็อปทุกไตรมาสที่บ้านแสนชัย แล้วลงเยี่ยมสวนแบบคลินิก เพื่อแก้ปัญหาหน้างาน

ที่ผ่านมาได้ทดลอง 5-6 สายพันธุ์ แต่ชาวบ้านปลูกจริงมี 2 สายพันธุ์ที่พิสูจน์แล้ว เพราะสภาพอากาศเปลี่ยนปลูกพันธุ์เดิมแล้วหวังผลแบบเดิมไม่ได้ ส่วนอาคารศูนย์อยู่ระหว่างก่อสร้าง และเริ่มแจกกล้าให้โรงเรียนสหมิตรที่รับเด็กด้อยโอกาส เพื่อให้เด็กหอพักเห็นคุณค่าของพื้นที่สูงที่ตนอยู่
แนวทางของทีมคือ “ยื่นเบ็ดแทนแจกปลา” มีการบ้านให้เกษตรกรทำต่อ เพราะเคยเห็นหลายพื้นที่แจกกล้าแล้วถูกทิ้งไว้ หรือต้องรื้อปลูกใหม่ทั้งชุดหลัง 3-4 ปี
โครงการวางแผนไว้ 5 ปี เพราะเขาไม่อยากให้ศูนย์จบลงเป็นตึกร้าง จึงตั้งเป้าให้ชุมชนดูแลกันเองได้ ผ่านรายได้ของผู้ดูแลสวน สินค้าชุมชน และคอร์สอบรมที่เปิดให้คนภายนอก ตัวชี้วัดหลักคือรายได้ชาวบ้านที่เพิ่มขึ้น ส่วนคาร์บอนเครดิตเป็นเป้าหมายรอง
งบประมาณเบื้องต้นอยู่ที่ 20 ล้านบาท ห้องแล็บตรวจสายพันธุ์ในอนาคตประมาณ 80 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างหารือกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสมาคมกาแฟพิเศษไทย
ช่วงเดือนตุลาคม 2569 จะยกกาแฟรักษ์โลกไปจัดเวทีชิมให้พนักงานแสนสิริที่กรุงเทพฯ แทนการพาขึ้นดอยที่อยู่ไกล เพื่อให้เห็นว่ากระบวนการผลิต ระดับคุณภาพ และสายพันธุ์ที่ต่างให้รสต่างกันอย่างไร
คนไม่ดื่มกาแฟอาจไม่ได้จำรสชาติอะไรกลับมา แต่จำได้ว่ากาแฟแก้วหนึ่งอาจเริ่มจากความประหลาดใจในรสบลูเบอร์รี่แยม แล้วเดินทางไกลไปถึงเด็กหอพักบนดอย ครอบครัวเกษตรกร คนทำงานในเมือง และผืนป่าที่รอวันกลับมาสมบูรณ์