ทรัมป์ กับ สี จิ้นผิง แนวทางปฏิบัติกับการเมือง
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
บุคลากรในแวดวงการทูตถือว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์ที่ใหญ่โตอย่างยิ่งในแง่กิจกรรมทางการทูต ด้านหนึ่งเป็นเพราะบรรดานักการทูตและผู้นำระดับสูงของชาติต่าง ๆ รวมแล้วหลายพันคน เดินทางเข้าร่วมการประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ พร้อมกันนั้นประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ก็เปิดประตูทำเนียบขาว ต้อนรับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน เพื่อหาโอกาสหารือในหลาย ๆ เรื่องที่เป็นปัญหาของโลกในเวลานี้
การพบหารือกันระหว่างผู้นำทั้งสองเกิดขึ้นในยามที่โลกเข้าสู่ภาวะยุ่งเหยิงสุดขีด ไม่เพียงเกิดการโจมตีโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ของรัสเซียไปไม่นานก่อนหน้านั้น การสู้รบในตะวันออกกลางยังหนักหน่วงมากขึ้น แถมยังเกิดกระแสลือหนาหูมากขึ้นทุกที เป็นทำนองเตือนว่ารัสเซียกำลังคิดจะขยายแนวรบเข้าสู่ดินแดนของกลุ่มพันธมิตรนาโต้
ไม่เพียงเท่านั้น ยังเกิดการตื่นตระหนกขึ้นขนานใหญ่เกี่ยวกับ “เอไอ” จนถึงกับมีเสียงเรียกร้องให้เกิดการร่วมมือกันรับมือในระดับนานาชาติ
ในทัศนะของผู้เชี่ยวชาญ หนึ่งสัปดาห์ที่ยิ่งใหญ่ในทางการทูตครั้งนี้จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่แต่ละฝ่ายจะใช้เพื่อหารือซึ่งกันและกัน ขจัดวิกฤตที่กำลังจะเกิดขึ้นไปให้ได้ก่อนที่จะบังเกิดเป็นรูปธรรม แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าไม่ว่าใครจะคาดหวังในสิ่งใด ผลการประชุมหรือการหารือกลับไม่ได้เป็นอย่างที่ใจคาดหวังไว้เท่าใดนัก
ทรัมป์ใช้เวทีสมัชชาสหประชาชาติเป็นเครื่องมือในการข่มขู่คุกคาม จะ “ถอนรากถอนโคน” อิหร่าน พร้อม ๆ กับตำหนิพวก “เอียงซ้าย” ในยูเอ็น แต่กลับไม่มีใครได้ยินในสิ่งที่พวกเขาอยากได้ยินจากปากทรัมป์ โดยเฉพาะในเรื่องความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนในแง่ของการพัฒนาเอไอ แถมยังไม่เอ่ยถึงสงครามยูเครนด้วยซ้ำ แค่ย้ำว่าอยากให้ยุติลงเท่านั้นเอง แต่กลับอ้างอิงถึงความร่วมมือในระยะยาวกับอิสราเอล ในขณะที่สารัตถะในเรื่องสำคัญ ๆ ทั้งหลายหายไปจนหมดสิ้น
บางทีเรื่องใหญ่ที่สุดที่เกิดขึ้นในนิวยอร์กในวาระดังกล่าว คือการประกาศการลงนามในความตกลงใหม่ ระหว่างสหรัฐอเมริกา, เดนมาร์ก และกรีนแลนด์ ที่ทำให้สหรัฐอเมริกาได้สิทธิในการสร้างฐานทัพขึ้นเหนือดินแดนเกาะแห่งนี้ตามความตกลงเดิมที่ทำกันไว้ในปี 1951 แถมยังให้สิทธิสหรัฐอเมริกาในการยับยั้งการตั้งฐานทัพหรือการลงทุนของมหาอำนาจอื่นใด โดยเฉพาะจีนและรัสเซียในกรีนแลนด์ได้อีกด้วย
นอกจากนั้นแล้วยังมีการประกาศโครงการมูลค่าสูงถึง 2,400 ล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนาพื้นที่ฉนวนกาซ่าในนาม “คณะกรรมการสันติภาพ” (The Board of Peace) ซึ่งหลายคนมองว่าการประกาศเรื่องนี้แม้จะสำคัญ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการแปรเปลี่ยนให้เป็นไปในทางปฏิบัติ ซึ่งดูเหมือนจะยากเข็ญกว่าหลายเท่าตัวนัก
ประเด็นเรื่องนี้นำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์สหประชาชาติ ในฐานะที่เป็นองค์กรที่สมควรยึดมั่นในหลักการเป็นกลางและคงเส้นคงวา แล้วกลายเป็นเรื่องของการแสวงหาเลขาธิการองค์การคนใหม่ แทนที่ “อันโตนิโอ กูแตร์เรส” ซึ่งจะดำรงตำแหน่งครบ 2 วาระตอนสิ้นปีนี้ และมีกระแสเล่าลือกันมากว่า สมาชิกส่วนใหญ่ต้องการเลขาฯ หน้าใหม่ เพื่อทำให้ยูเอ็นแข็งแกร่งขึ้น และให้ได้รับการสนับสนุนจากชาติสมาชิกใหญ่ ๆ มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
เนื่องจากบรรดาชาติสมาชิกต้องการเห็นยูเอ็นตกอยู่ภายใต้ผู้นำที่เข้มแข็งและเป็นอิสระ เหมือนอย่างที่อดีตเลขาธิการอย่าง “ดั๊ก ฮัมมาโชลด์” หรือ “โคฟี อันนัน” เคยเป็น เพราะเกรงว่าหากไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ท่ามกลางกระแสการแตกแยกและขัดแย้งกันอย่างมากในปัจจุบัน อาจทำให้สหประชาชาติก้าวไปสู่จุดสิ้นสุดขององค์กรก็เป็นได้
นักสังเกตการณ์ด้านการเมืองระหว่างประเทศให้ความเห็นว่า การหารือสุดยอดที่เกิดขึ้นคู่ขนานไปกับการประชุมครั้งนี้ ระหว่างทรัมป์ กับสี จิ้นผิง ดูเหมือนจะเป็นเรื่องของการอวด “พิธีการ” มากกว่าจะเป็นการแสวงหาสารัตถะใด ๆ สิ่งที่เป็นผลในทางบวกดูเหมือนจะเป็นการประกาศ “ระงับการขึ้นภาษีศุลกากร” ตอบโต้ซึ่งกันและกัน ที่เดิมกำหนดไว้เพียง 2 เดือน โดยจะให้คณะกรรมการด้านการค้า (Board of Trade) ของทั้งสองประเทศ เป็นผู้หารือเพิ่มเติมในรายละเอียดว่าจะดำเนินไปอีกนานแค่ไหน และแต่ละฝ่ายจะซื้อและขายอะไรได้บ้างภายใต้กรอบความตกลงนี้
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนฝ่ายจีนจะออกมายอมรับว่าไม่มีความคืบหน้าที่มีความหมายใด ๆ เกิดขึ้นจากการพบหารือครั้งนี้ โดยเฉพาะในแง่ของความพยายามที่จะให้จีนลดระดับการสนับสนุนอิหร่านและรัสเซีย แถมยังไม่มีอะไรใหม่ ๆ เกิดขึ้นเกี่ยวเนื่องกับปัญหาไต้หวันที่คาราคาซังมาเนิ่นนานเต็มทีแล้วอีกด้วย
เมื่อพิจารณาดูตามรายละเอียดดังกล่าวนี้ ดูเหมือนจะสะท้อนให้เห็นว่าทั้งทรัมป์และสี จิ้นผิง ต่างฝ่ายต่างพออกพอใจและสบาย ๆ กับสถานะที่เป็นอยู่ในตอนนี้ โดยเฉพาะในแง่ของปัญหาที่เกี่ยวกับเอไอ ที่เกิดกระแสเล่าลือเรื่องการหลุดออกจากการควบคุมและสร้างความเสียหายให้เกิดขึ้น
ทรัมป์แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการชะลอ หรือระงับขั้นตอนการพัฒนาเอไอออกมาอย่างชัดเจน โดยไม่ถือเรื่องนี้ว่าเป็นแนวรบหนึ่งระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนแต่อย่างใด แต่กลับระบุว่า “ใครชนะในเรื่องเอไอ เอไอก็ชนะอยู่ดี” (“Whoever Wins AI, WINS.”)
ในขณะที่จีนเองก็แสดงท่าทีไม่เต็มใจที่จะชะลอเรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นแม้การหยิบยกเรื่องเอไอขึ้นมาหารือระหว่างทั้งสองฝ่าย ถือเป็นก้าวย่างที่สร้างสรรค์อย่างน่าสนใจ แต่ก็อีกนั่นแหละ ทุกอย่างยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าขั้นตอนต่อไปจะเป็นไปอย่างไร ใช่กรอบแนวปฏิบัติสำหรับเอไอในระดับนานาชาติอย่างที่หลายคนต้องการหรือไม่
ดูเหมือนผู้นำของประเทศทั้งสองจะเล็งเห็นตรงกันว่าสัมพันธภาพระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนควรเป็นเรื่องที่บริหารจัดการได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องที่ต้องแก้ไขให้ลุล่วงชัดเจนไปแต่อย่างใด ทั้งสองผู้นำดูเหมือนจะย้ำเรื่องนี้ไว้ในคำปราศรัยต่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ ถึงคุณค่าและมิตรภาพของสองมหาอำนาจ ด้วยการพยายามเลี่ยงการเผชิญหน้าและความขัดแย้ง
เพราะนี่ถือเป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทั้งสองประเทศ แม้การพบหารือกันจะเป็นโอกาสอันดีที่จะแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไป แต่ก็ถูกกวาดเข้าไว้ใต้พรมอีกครั้ง เพื่อมิตรภาพและความสมานฉันท์ที่ต้องการ
แน่นอนสำหรับคนส่วนใหญ่แล้วสิ่งนี้ดูเหมือนจะไม่ดีเท่าใดนัก แต่ก็จัดว่าไม่ได้เลวร้ายเท่าใดนักไม่ใช่หรือ !