ส่งออกสะดุด! คลังสุวรรณภูมิแน่น สายการบินบางรายงดรับสินค้า สรท.จี้รัฐแก้โครงสร้างด่วน
สรท.เตือนปัญหาคลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเริ่มกระทบการส่งออก หลังการบินไทยขอชะลอนำส่งสินค้าขาออกช่วง 29 ก.ย.-3 ต.ค. 2569 และสายการบินบางส่วนประกาศงดรับสินค้า ส่งผลให้ผู้ส่งออกเสี่ยงส่งมอบไม่ทัน ขณะที่ปัญหาความแออัดเกิดขึ้นต่อเนื่องจากปริมาณสินค้าที่เพิ่มและมาตรการตรวจความปลอดภัยเข้มขึ้น บางกรณีสินค้านำเข้าต้องใช้เวลานำออกจากพื้นที่ถึง 7 วัน สรท.เสนอรัฐเร่งเพิ่มพื้นที่คลัง ตั้ง Off-site Screening ขยาย KC-RA และเร่งระบบ NCCS แก้คอขวดระยะยาว
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 ว่า ปัญหาความแออัดของพื้นที่คลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกำลังกระทบต่อการส่งออกและห่วงโซ่การผลิต โดยล่าสุดมีสายการบินที่ให้บริการขนส่งสินค้าผ่านท่าอากาศยานสุวรรณภูมิบางส่วนประกาศงดรับบรรทุกสินค้าส่งออกชั่วคราว ส่งผลให้ผู้ส่งออกไม่สามารถส่งมอบสินค้าให้ผู้ซื้อในต่างประเทศได้ตามกำหนด
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังฝ่ายปฏิบัติการคลังสินค้า บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการคลังสินค้ารายใหญ่ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ออกประกาศเมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 เวลา 20.15 น. ขอความร่วมมือลูกค้าจำกัดและชะลอปริมาณการนำส่งสินค้าขาออกระหว่างวันที่ 29 กันยายน-3 ตุลาคม 2569 เพื่อลดปริมาณสินค้าคงค้างและให้การให้บริการกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
นายธนากรกล่าวว่า สาเหตุเฉพาะหน้าเกิดจากภัยพิบัติในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ส่งผลให้พนักงานไม่สามารถเดินทางเข้าปฏิบัติงานในพื้นที่คลังสินค้าได้ แต่ปัญหาความแออัดของคลังสินค้าสุวรรณภูมิไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นจากสถานการณ์ครั้งนี้
ข้อเท็จจริงคือปริมาณสินค้าที่ใช้บริการมีการเติบโตต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ขณะที่ช่วงปลายปี 2568 สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ CAAT ได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบสินค้าก่อนรับบรรทุกให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ หรือ ICAO ยิ่งทำให้เกิดความหนาแน่นในพื้นที่คลังสินค้าเพิ่มขึ้น
ผลกระทบที่เกิดขึ้นคือสินค้าขาออกมีความเสี่ยงตกเครื่อง ขณะที่บางกรณีสินค้าขาเข้า ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำหรับภาคการผลิต ต้องใช้เวลานำออกจากพื้นที่ไปยังโรงงานประมาณ 7 วันทำการ กระทบต่อความต่อเนื่องในการผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก
“ปัญหาความแออัดของพื้นที่คลังสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง แม้ต้องเร่งแก้ไขอย่างเร่งด่วน แต่ต้องไม่เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น”
นายธนากรกล่าวว่า รัฐบาล กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ระบบขนส่งสินค้าทางอากาศสามารถรองรับการเติบโตได้ในระยะยาว โดย สรท.มีข้อเสนอสำคัญ 4 ด้าน
ประการแรก ในระยะสั้น บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT ควรเร่งจัดหาช่องทางและพื้นที่รองรับสินค้าเพิ่มเติม เพื่อบรรเทาความแออัดของคลังสินค้า ขณะที่ CAAT ควรพิจารณาลดหย่อนขั้นตอนบางส่วนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการ โดยยังรักษามาตรฐานความปลอดภัยสากลไว้
ประการที่สอง ไทยยังจำเป็นต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยของ ICAO แต่ควรลงทุนเพิ่มในเครื่องมือตรวจสอบสินค้าที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ เช่น เครื่องตรวจจับร่องรอยสารระเบิด หรือ ETD และสุนัขตรวจค้นวัตถุระเบิด หรือ EDD ให้เพียงพอกับปริมาณสินค้า
พร้อมเสนอให้จัดหาพื้นที่คลังสินค้าแห่งใหม่ภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หรือจัดตั้งศูนย์ตรวจความปลอดภัยนอกท่าอากาศยาน หรือ Off-site Screening โดยสินค้าที่ผ่านการตรวจแล้วสามารถซีลและเข้าสู่ “Green Lane” ภายในสนามบินได้โดยไม่ต้องรอคิวตรวจสอบซ้ำ
แนวทางดังกล่าวจะช่วยลดกิจกรรมและการใช้พื้นที่ภายในคลังสินค้าสุวรรณภูมิ รวมถึงเพิ่มความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายสินค้า
ประการที่สาม ต้องเร่งผลักดันระบบรับรองมาตรฐาน Known Consignor หรือ KC สำหรับผู้ส่งออก และ Regulated Agent หรือ RA สำหรับผู้ให้บริการขนส่งทางอากาศและผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง ให้ครอบคลุมตลอดซัพพลายเชน
สรท.เสนอให้เร่งพัฒนาผู้ตรวจประเมินของรัฐให้เพียงพอกับจำนวนผู้ประกอบการที่ต้องการขอการรับรอง และให้ความสำคัญกับผู้ส่งออกที่มีปริมาณสินค้าทางอากาศสูงและมีมาตรฐานความปลอดภัยอื่นอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มจำนวน KC และ RA ให้เร็วที่สุด
นอกจากนี้ ควรเปิดให้มีผู้ตรวจประเมินภายนอกเพียงพอสำหรับการรับรองใหม่และการตรวจตามรอบ พร้อมสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการสำหรับการลงทุนเครื่องมือตรวจสอบสินค้าและอุปกรณ์ที่จำเป็น
โดยเฉพาะ SMEs ควรศึกษาแนวทางการรับรอง RA ที่ไม่จำเป็นต้องมีเครื่อง X-Ray ของตนเอง เพื่อลดต้นทุนการเข้าสู่ระบบ รวมทั้งกำหนดค่าบริการตรวจรับรองให้อยู่ในระดับเหมาะสมและไม่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการมากเกินไป
ประการที่สี่ ต้องเร่งพัฒนาระบบ National Cargo Community System หรือ NCCS ให้เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานทั้งหมด เพื่อให้สามารถเห็นสถานะสินค้าแบบ Real-time Visibility และบริหารจัดการพื้นที่ได้มีประสิทธิภาพขึ้น
ระบบดังกล่าวควรสามารถแจ้งสถานะสินค้าขาเข้าตั้งแต่เครื่องบินลงจอดจนถึงพร้อมรับออกจากพื้นที่ หรือ Ready for Collection เพื่อให้รถบรรทุกเข้ามารับสินค้าได้ตรงเวลา ลดการจอดรอในพื้นที่คลังสินค้า
ขณะเดียวกัน รถบรรทุกที่เข้ารับหรือส่งสินค้าควรต้องจองคิวออนไลน์ล่วงหน้า เพื่อกระจายความหนาแน่นในแต่ละช่วงเวลา ส่วนกรมศุลกากรควรสามารถเห็นปริมาณสินค้าที่ต้องตรวจปล่อยล่วงหน้า และจัดสรรเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอกับปริมาณนำเข้าและส่งออก
นายธนากรกล่าวว่า สรท.พร้อมทำงานร่วมกับภาครัฐ ผู้ให้บริการคลังสินค้า สายการบิน ผู้ประกอบการส่งออกและนำเข้า รวมถึงผู้ให้บริการโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับระบบขนส่งสินค้าทางอากาศของไทยให้มีประสิทธิภาพ และรองรับการเติบโตของการส่งออกในระยะยาว