“Northern MICE Expo 2026″ ผนึก 3 เมือง ดันไมซ์ภาคเหนือพุ่ง 1.8 หมื่นล้าน
ทีเส็บ (TCEB) เปิดฉาก “Northern MICE Expo 2026” จังหวัดเชียงใหม่ ผนึกปฏิญญาไมซ์ซิตี้ 3 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่-เชียงราย-พิษณุโลก) ยกระดับภูมิภาคเป็นศูนย์กลางการจัดงานระดับนานาชาติ เผยภาพรวมอุตสาหกรรมไมซ์ภาคเหนือเติบโตพุ่ง 15.4% สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจพุ่งกว่า 18,500 ล้านบาท
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ (TCEB) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ทีเส็บมุ่งเน้นการสร้างงาน ดึงงาน ดึงดูดการลงทุน ประชาสัมพันธ์เมืองไมซ์ซิตี้ต่าง ๆ และพัฒนาระบบนิเวศ (Eco-system) ให้เติบโต
โดยการจัดงาน Northern MICE Expo 2026 ที่จังหวัดเชียงใหม่ในวันนี้ (30 กันยายน 2569) เป้าหมายสำคัญนอกจากเพื่อเฉลิมฉลองการก้าวสู่การเป็นเมืองไมซ์ซิตี้แห่งใหม่ของจังหวัดเชียงราย ร่วมกับเชียงใหม่และพิษณุโลก ซึ่งเป็นเมืองหลักในภูมิภาค ยังเป็นการสร้างปฏิญญาร่วมกันระหว่าง 3 เมืองไมซ์ซิตี้ในภาคเหนือสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดงานระดับนานาชาติ ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศ (Eco-system) ของอุตสาหกรรมไมซ์ โดยมีเชียงใหม่ ทำหน้าที่เป็นเมืองหลัก, พิษณุโลก เป็นศูนย์กลางภาคเหนือตอนล่าง และเชียงราย เป็นเมืองไมซ์ซิตี้แห่งใหม่ล่าสุด

ทั้งนี้ ความพร้อมของทั้ง 3 เมืองจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับงานระดับ Mega Event และการประชุมนานาชาติ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบริการหรืออุปกรณ์จากกรุงเทพฯ ทั้งหมด ช่วยลดต้นทุนแก่ผู้จัดงาน อีกทั้งยังช่วยสร้างเครือข่ายการเดินทางข้ามจังหวัด เพื่อกระจายรายได้และสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจไปสู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างทั่วถึง
สำหรับภายในงาน Northern MICE Expo 2026 นอกจากจะมีการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างผู้ให้บริการกับองค์กรธุรกิจต่างๆ แล้ว ยังมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือข้ามภูมิภาค โดยได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการทั้งจากภาคอีสาน ภาคใต้ และภาคกลาง เดินทางมาร่วมงาน เพื่อกระตุ้นและกระจายรายได้ทางเศรษฐกิจไปสู่ระดับภูมิภาคมากยิ่งขึ้น
ชู “MICE Impact” และความยั่งยืน
ดร.ศุภวรรณ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมไมซ์ในพื้นที่ภาคเหนือเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องถึง 15.4% และสร้างรายได้จากการเดินทางสูงถึงกว่า 18,500 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม แนวทางการขับเคลื่อนไมซ์ยุคใหม่จะไม่เน้นเพียงแค่มูลค่าเชิงตัวเลขหรือการจบงานเท่านั้น แต่ต้องสร้าง Impact (ผลกระทบเชิงบวก) และ Legacy (มรดกทางเศรษฐกิจและสังคม) ที่ยั่งยืนให้กับชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่นด้วย
“เทรนด์การจัดงานไมซ์ในปัจจุบัน เราให้ความสำคัญกับ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Digital & Data คือการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีช่วยในการตัดสินใจของผู้จัดงาน Sustainability เรื่องความยั่งยืนที่ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องจำเป็น และ Experience & Creative การสร้างประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ ผสานวัฒนธรรม อาหาร และ Wellness ให้แก่กลุ่มนักธุรกิจไมซ์” ดร.ศุภวรรณ กล่าว

ดึงเมกะอีเวนต์ปักหมุด
ดร.ศุภวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความโดดเด่นของเชียงใหม่ในฐานะ MICE Hub ทำให้ได้รับความไว้วางใจให้เป็นสถานที่จัดงานประชุมระดับนานาชาติอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ได้รับเลือกเป็นพื้นที่จัดงานประชุมระดับเอเชีย-แปซิฟิก ด้านเภสัชศาสตร์และสุขภาพ (Longevity & Wellness)
ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของเมืองที่มุ่งเน้นการต่อยอดอุตสาหกรรมเป้าหมาย ทั้งด้านสุขภาพและการแพทย์ โดยการนำไมซ์มาเป็นเครื่องมือสร้างมรดกทางเศรษฐกิจ (Legacy) และผลกระทบเชิงบวก (Impact) ที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนมากกว่าเพียงแค่ตัวเลขการท่องเที่ยวระยะสั้น
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เชียงใหม่มีความพร้อมสูงในการเป็นเมืองเจ้าภาพระดับโลก คือความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ครอบคลุม การเดินทางที่สะดวกสบาย และตัวเลือกโรงแรมที่พักหลากหลายระดับที่รองรับผู้เข้าร่วมงานได้ทุกกลุ่ม
ยิ่งไปกว่านั้น เชียงใหม่ยังเน้นย้ำเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย (Safety & Security) และระบบดิจิทัล เพื่อสร้างความไว้วางใจ (Trust) แก่นักเดินทางไมซ์จากทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 3-4 เท่า ให้เดินทางเข้ามาทำธุรกิจและสัมผัสประสบการณ์วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมั่นใจ
“ทั้งนี้ คาดว่าหลังจากการประเมินเมืองไมซ์ซิตี้แห่งใหม่อย่างเชียงรายในปี 2569 จะช่วยหนุนให้ภาพรวมอุตสาหกรรมไมซ์ในภาคเหนือในเติบโตเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 5% ในปีถัดไป” ดร.ศุภวรรณ กล่าว

