เปิดตัว “ไมซ์ซิตี้” ใหม่ 6 จังหวัด รับงานไมซ์ทุกภาคทั่วไทย
“ทีเส็บ” มุ่งปักหมุดประเทศไทยขึ้นศูนย์กลางไมซ์แห่งอาเซียน เผยปีนี้ประกาศรับรองพื้นที่ “กระบี่-เชียงราย-นครศรีฯ-ระยอง-อุบลฯ-หัวหิน/ชะอำ” เป็น “ไมซ์ซิตี้” ใหม่เพิ่มอีก 6 แห่ง ดันเมืองไมซ์ทั่วประเทศเพิ่มเป็น 16 แห่ง รองรับการจัดงานได้ครอบคลุมทุกภูมิภาคทั่วไทย
ดร.ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ เปิดเผยว่า การประเมินเมืองไมซ์ในปี 2569 ได้รับการดำเนินการผ่านการพิจารณาอย่างเข้มข้นจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ตามมาตรฐาน 8 ด้าน 32 ตัวชี้วัด ได้แก่ ความสะดวกในการเข้าสู่เมืองและสถานที่จัดงาน การสนับสนุนการจัดงาน กิจกรรมเพิ่มเติมนอกเหนือการประชุม ที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวก มาตรฐานสถานที่จัดงาน ภาพลักษณ์และชื่อเสียงของเมือง ความปลอดภัย และการบริหารจัดการความเสี่ยง
โดยปีนี้ทีเส็บและคณะกรรมการประกาศรับรองพื้นที่ใหม่เป็นเมืองไมซ์รวม 6 แห่ง ประกอบด้วย 1.กระบี่ (ไมซ์ชายทะเลอันดามัน) 2.เชียงราย (เมืองไมซ์สร้างสรรค์และวัฒนธรรม) 3.นครศรีธรรมราช (ศูนย์กลางไมซ์เชิงวัฒนธรรมและศาสนา) 4.ระยอง (ศูนย์กลางไมซ์ภาคอุตสาหกรรมต่อยอด Eastern Economic Corridor หรือ EEC) 5.อุบลราชธานี (ประตูไมซ์อีสานใต้สู่ลุ่มน้ำโขง)
และ 6.หัวหิน-ชะอำ (เมืองไมซ์ที่ผนึกจุดแข็งของรีสอร์ตชายทะเลและสถานที่จัดงานของสองพื้นที่เข้าด้วยกัน เพื่อรองรับการจัดงานบิ๊กอีเวนต์ขนาดใหญ่แบบไร้รอยต่อ) พร้อมกันนี้คณะกรรมการยังได้พิจารณาต่ออายุเมืองไมซ์ให้กับเมืองไมซ์เดิมจำนวน 3 เมือง ได้แก่ สุราษฎร์ธานี พิษณุโลก และอุดรธานี เนื่องจากมีอายุครบรอบการประเมิน
ดร.ศุภวรรณกล่าวว่า การยกระดับเป็นเมืองไมซ์ (MICE City) ไม่ใช่เพียงแค่การรับรองสถานะ แต่คือการนำอุตสาหกรรมไมซ์ไปขับเคลื่อนเศรษฐกิจของแต่ละเมืองตามจุดแข็งเฉพาะตัว หรือที่เรียกว่า “Destination DNA” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมือง โดยการรับรอง 6 พื้นที่ใหม่เป็นเมืองไมซ์ ส่งผลให้เมืองไมซ์ทั่วประเทศไทยมีจำนวนรวม 16 เมือง

โดย 10 เมืองไมซ์เดิม ประกอบด้วย 1.กรุงเทพมหานคร (ศูนย์กลางหลักของประเทศ) 2. เชียงใหม่ (ศูนย์กลางภาคเหนือ และเจ้าภาพจัดงาน MICE City Summit 2027) 3. ขอนแก่น (ศูนย์กลางหลักภาคอีสาน) 4. ภูเก็ต (ศูนย์กลางท่องเที่ยวและ Incentive ระดับโลกภาคใต้) 5.พัทยา (ชลบุรี) (เมืองไมซ์หลักในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก – EEC)
6.นครราชสีมา (เมืองไมซ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชื่อมต่อภาคอีสาน) 7. อุดรธานี (เมืองไมซ์เชื่อมโยงภูมิภาคอินโดจีน) 8.สงขลา (เมืองต้นแบบไมซ์ยั่งยืน) 9.สุราษฎร์ธานี (เมืองไมซ์เกาะท่องเที่ยวศักยภาพสูงที่เพิ่งผ่านการต่ออายุรับรอง) และ 10.พิษณุโลก (ศูนย์กลางไมซ์และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงภาคเหนือตอนล่าง)
ดร.ศุภวรรณกล่าวด้วยว่า ภายหลังการรับรองทั้ง 6 พื้นที่ทีเส็บได้เตรียมแผนพัฒนาเมืองร่วมกับแต่ละจังหวัดผ่าน 3 กลไกสำคัญ เพื่อผลักดันให้เป้าหมายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ประกอบด้วย การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure & Connectivity) ผลักดันผ่านต้นแบบที่เคยดำเนินการ คือ “EEC MICE Sandbox” และจัดทำ Area-based MICE Development Playbook เพื่อขยายผลสู่เมืองไมซ์ทั่วประเทศ
การชูอัตลักษณ์พื้นที่ (City-as-content & Destination DNA) ออกแบบงานไมซ์ให้สอดคล้องกับจุดแข็งเฉพาะตัวของแต่ละเมือง พร้อมส่งเสริมมาตรฐานการจัดงานอย่างยั่งยืน (Thailand Sustainable Event Management Standard : TSEMs)
และการพัฒนาบุคลากรและห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น (Local Ecosystem) สร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไมซ์ในพื้นที่ และเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์ภาษี หักลดหย่อนได้สูงสุด 200% (Tax Deduction) เพื่อจูงใจให้องค์กรต่าง ๆ เลือกจัดงานประชุมและสัมมนาในเมืองไมซ์มากขึ้น
ทั้งนี้ ในปี 2570 ทีเส็บมีแผนเตรียมประเมินเพื่อต่ออายุเมืองไมซ์ซิตี้หลักอีก 4 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ภูเก็ต และขอนแก่น ควบคู่กับการพัฒนาเกณฑ์การประเมินเมืองรูปแบบเฉพาะ (By Type) เพื่อรองรับความหลากหลายของแต่ละพื้นที่ และตอกย้ำความพร้อมของประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางไมซ์ของภูมิภาคอาเซียน (MICE Hub of ASAN) ต่อไป
ดร.ศุภวรรณกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า โครงการเมืองไมซ์ของทีเส็บเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2562 ภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 ของทีเส็บคือ การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไมซ์ ซึ่งเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ20 ปี ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2566-2570) ที่มุ่งให้ไทยเป็นจุดหมายท่องเที่ยวคุณภาพและยั่งยืน แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (2566-2570) ที่ให้ความสำคัญกับ Business Tourism เป้าหมายคือยกระดับเมืองศักยภาพให้เป็น Preferred MICE Destination