‘ทนายแจม’ สรุปดราม่า ‘สายไหม 43’ ชี้รัฐขาดการสื่อสารทำชาวบ้านป่วน ย้ำวิกฤตต้องแจงเร็ว-ไม่ผลาญงบ
“ทนายแจม-ศศินันท์” สส.กทม. พรรคประชาชน ลงพื้นที่ซอยสายไหม 43 ถอดบทเรียนดราม่าเทยางมะตอยปิดซอยทำคันกั้นน้ำ ชี้ต้นเหตุจาก “สำนักงานเขต-ส่วนกลาง” สื่อสารล้มเหลว ไร้การแจ้งเตือนจนชาวบ้านเข้าใจผิดปะทะอารมณ์ ย้ำบริหารงานภาวะวิกฤตต้องสื่อสารไว ฟังคนในพื้นที่ และป้องกันงบประมาณบานปลายจากการทำงานซ้ำซ้อน
จากกรณีดราม่าซอยสายไหม 43 เมื่อการแก้ปัญหาน้ำท่วมกลับสร้างความสับสนและปะทะทางอารมณ์ ล่าสุด ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ หรือ ทนายแจม สส.กทม.พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า
สรุปเหตุการณ์ซอยสายไหม 43 เมื่อคืนค่ะ
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณซอยสายไหม 43 เมื่อคืนวันพุธที่ 30 กันยาที่ผ่านมา สิ่งที่ดิฉันอยากชวนมองมากกว่าการหาว่า “ใครผิด” คือ ปัญหาการสื่อสารและการประสานงานของภาครัฐกับประชาชนในพื้นที่
เมื่อคืน ดิฉันลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์และพูดคุยกับประชาชนในพื้นที่ ซอยสายไหม 43 ทั้ง หมู่บ้านเรสสายไหม หมู่บ้านเฌอสายไหม รัชธานี 9 รวมถึงประชาชนในพื้นที่สายไหม 43 เพื่อรับฟังความกังวลและข้อสงสัยที่เกิดขึ้น  ทราบว่ามีเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตได้มาดำเนินการเทยางมะตอยเป็นเนินระดับสูงปิดหน้าซอยสายไหม 43 ตั้งแต่ประมาณตอน 6 โมงกว่าๆ จึงมีความกังวลว่าอาจจะทำให้น้ำมีระดับสูงมากขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งประชาชนในซอยนี้ต้องเผชิญหน้ากับน้ำท่วมสูงเข้าออกลำบากมามากกว่า 4-5 วันแล้ว ชาวบ้านจึงมีการรวมตัวกันเพื่อออกมาสอบถามถึงสาเหตุการดำเนินการเช่นนี้เพราะไม่มีการแจ้งใดใดมายังตัวแทนของประชาชนในซอยนี้แต่อย่างใด
ขณะเดียวกัน ดิฉันก็ได้รับฟังคำชี้แจงจากสำนักงานเขตสายไหม ซึ่งทางเขตเองก็ได้รับคำสั่งและแนวทางมาจากส่วนกลางอีกทอดหนึ่ง ว่าต้องการการปัญหาน้ำท่วมขังแต่อาจจะจะมีการสื่อสารผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งของการทำคันกั้นน้ำ
สิ่งที่เกิดขึ้นจึงสะท้อนให้เห็นว่า แม้ในภาวะวิกฤติ การตัดสินใจที่รวดเร็วก็ต้องมาพร้อมกับการสื่อสารที่ชัดเจนและการประสานงานที่เป็นระบบ
เพราะเมื่อประชาชนในพื้นที่ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น
ไม่รู้ว่าหน่วยงานกำลังจะดำเนินการอะไร
หรือไม่เข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจนั้น
ความกังวลก็อาจกลายเป็นความเข้าใจผิด และความเข้าใจผิดก็อาจพัฒนาไปเป็นความขัดแย้งหรือการปะทะทางอารมณ์ได้
การรับฟังประชาชนจึงไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เฉพาะเวลาปกติ แต่ยิ่งสำคัญในเวลาวิกฤติ
ก่อนจะตัดสินใจดำเนินการใด ๆ หากมีการสื่อสารกับประชาชน หรือตัวแทนประชาชนในพื้นที่ให้เข้าใจตรงกันอย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยให้ทุกฝ่ายเห็นภาพเดียวกัน และช่วยลดความขัดแย้งที่ไม่จำเป็นได้
อีกเรื่องที่อยากฝากไว้คือ
“งบประมาณของรัฐต้องถูกใช้ให้คุ้มค่า”
เหตุการณ์เมื่อคืนมีการดำเนินการบางอย่างไปแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมารอการดำเนินการต่อ ซึ่งนอกจากจะสร้างความสับสนให้ประชาชนแล้ว ยังอาจทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นจากการดำเนินการที่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หากมีการประสานงานและสื่อสารกันตั้งแต่ต้น
เรื่องนี้จึงไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นปัญหาของ “พื้นที่หนึ่ง” หรือ “หน่วยงานหนึ่ง”
แต่ควรเป็นบทเรียนว่า
เมื่อรัฐต้องตัดสินใจในภาวะวิกฤติ รัฐต้องสื่อสารให้เร็ว ชัด และรับฟังคนในพื้นที่ไปพร้อมกัน
เพราะการแก้ปัญหาที่ดี ไม่ใช่แค่ทำให้เรื่องจบเร็วที่สุด
แต่ต้องทำให้ ประชาชนเข้าใจตรงกัน ลดความขัดแย้ง และใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าที่สุดด้วย
หวังว่าเหตุการณ์เมื่อคืนจะเป็นบทเรียน และเราไม่ต้องเห็นเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นอีกค่ะ
ทนายแจม
สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน