‘ศุภจี’ ชี้โครงการเดิมไปต่อยาก เดินหน้าโมเดลใหม่ผลไม้ไทย รับฤดูกาลปี 2570
“ศุภจี” ตอบกระทู้ สว. ชี้โครงการมหานครผลไม้จันทบุรีรูปแบบเดิมติดข้อจำกัดทั้งงบประมาณ ทำเล และกฎหมาย PPP ปรับแนวทางใหม่ “ตลาดนำผลิต” สร้างตลาดล่วงหน้า เปิดตลาดใหม่ และเร่งแปรรูปผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน รองรับผลผลิตไม่ตรงสเปกตลาดสด หลังส่งออกผลไม้ 7 เดือนแรกปี 2569 แตะ 145,892 ล้านบาท สูงกว่าทั้งปี 2568 แล้ว พร้อมเตรียมวางแผนฤดูกาลผลิตปี 2570
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกระทู้ถามของนายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา สมาชิกวุฒิสภา เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึงความคืบหน้าการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี ว่า กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้าผลักดันการยกระดับการบริหารจัดการผลไม้ แต่จะปรับรูปแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อจำกัดทางกฎหมาย
แนวทางใหม่จะมุ่งใช้ “ตลาดนำผลิต” การสร้างตลาดล่วงหน้า การเปิดตลาดใหม่ และการเพิ่มการแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร แทนการกลับไปใช้รูปแบบโครงการเดิมซึ่งเคยติดข้อจำกัดหลายด้าน
นางศุภจีกล่าวว่า โครงการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการมหานครผลไม้ครบวงจร จังหวัดจันทบุรี มีการผลักดันมาตั้งแต่ปี 2548 เมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้จังหวัดจันทบุรีเป็นที่ตั้งตลาดกลางภาคตะวันออก และมีการสำรวจพื้นที่และออกแบบโครงการ
ต่อมาพบข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำเลที่ตั้ง รวมถึงข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เห็นว่าภาครัฐควรมีบทบาทสนับสนุนและอำนวยความสะดวก ขณะที่ภาคเอกชนควรเข้ามามีบทบาทด้านการลงทุนและบริหารจัดการ ทำให้โครงการถูกชะลอออกไป
ปี 2561 มีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้งและเสนอของบประมาณประมาณ 940 ล้านบาท แต่ยังติดข้อจำกัดด้านกฎหมายเกี่ยวกับการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน โดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เห็นว่าโครงการไม่เข้าข่ายโครงสร้างพื้นฐานหรือบริการสาธารณะตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 จึงไม่สามารถดำเนินการในรูปแบบดังกล่าวได้
“สถานการณ์ผลไม้ไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ทั้งปริมาณผลผลิต ผู้ประกอบการ และตลาด หากนำโครงการรูปแบบเดิมกลับมาเสนอ ก็อาจติดข้อจำกัดเดิม เราจึงต้องปรับวิธีการให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน” นางศุภจีกล่าว
ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดผลไม้ไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยปริมาณส่งออกผลไม้เพิ่มจากประมาณ 150,000 ตันในปี 2548 เป็นมากกว่า 1 ล้านตันในปี 2568 ส่วนมูลค่าการส่งออกเพิ่มจากประมาณ 2,700 ล้านบาท เป็น 143,000 ล้านบาท
ล่าสุด ช่วง 7 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกผลไม้มีมูลค่าประมาณ 145,892 ล้านบาท สูงกว่ามูลค่าการส่งออกทั้งปี 2568 แล้ว สะท้อนศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการไทยที่ปรับตัวได้มากขึ้น
นางศุภจีกล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงพาณิชย์ทำงานเชิงรุกตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ทั้งการดูแลคุณภาพและมาตรฐาน การทำตลาดล่วงหน้า และการอำนวยความสะดวกด้านการขนส่ง โดยประสานเส้นทางผ่านเวียดนามไปจีน และเปิดช่องทางพิเศษเพิ่มเติม 40 ช่องทาง เพื่อช่วยให้การส่งออกผลไม้ไม่ติดขัด
จากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะปรับแนวคิดจากการแก้ปัญหาหลังผลผลิตล้นตลาด มาเป็น “ตลาดนำผลิต” โดยมอบหมายกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและทูตพาณิชย์ ศึกษาความต้องการของตลาดแต่ละประเทศล่วงหน้า ทั้งสายพันธุ์ ขนาด คุณภาพ และรูปแบบผลิตภัณฑ์ เพื่อใช้วางแผนการผลิตและการตลาดสำหรับฤดูกาลถัดไป
พร้อมเร่งเปิดตลาดใหม่เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป โดยนำคณะทูตจากประเทศต่าง ๆ ลงพื้นที่แหล่งผลิตทั้งจังหวัดจันทบุรีและภาคใต้ เพื่อทำความรู้จักทุเรียนไทยหลากหลายสายพันธุ์ ทั้งทุเรียนพรีเมียมและทุเรียน GI โดยเน้นคุณภาพ รสชาติ และลักษณะเนื้อ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะขนาด
อีกด้านหนึ่ง กระทรวงพาณิชย์จะเร่งส่งเสริมการแปรรูปผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน ซึ่งปัจจุบันยังพึ่งพาการส่งออกผลสดเป็นหลัก เพื่อรองรับผลผลิตที่มีขนาดหรือคุณลักษณะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด และลดผลกระทบจากความผันผวนของฤดูกาลและอุปสงค์
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศและสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) จะเร่งเก็บข้อมูลความต้องการสินค้าแปรรูปของแต่ละตลาด และทำตลาดควบคู่กัน เพื่อเตรียมรองรับฤดูกาลผลิตปี 2570
สำหรับจังหวัดจันทบุรี กระทรวงพาณิชย์ได้หารือร่วมกับจังหวัด ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี เพื่อศึกษาแนวทางการแปรรูปให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทด้านการบริหารจัดการ ส่วนภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุนและอำนวยความสะดวก
นางศุภจีระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ทิ้งเป้าหมายในการยกระดับการบริหารจัดการผลไม้ครบวงจร และพร้อมรับข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภาไปหารือกับคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ในส่วนที่สามารถดำเนินการได้ทันที จะเร่งสร้างตลาดล่วงหน้า ศึกษาความต้องการของตลาด เปิดตลาดใหม่ และเพิ่มการแปรรูป เพื่อให้เกษตรกรมีตลาดรองรับชัดเจนก่อนเข้าสู่ฤดูกาลผลิต ลดความเสี่ยงจากผลผลิตกระจุกตัว และลดความผันผวนของราคา
“ถ้าสิ่งที่เคยทำติดข้อจำกัด เราต้องปรับวิธีการ ไม่ใช่ทำแบบเดิมแล้วติดปัญหาเดิม ดิฉันยืนยันว่าไม่ได้ทิ้งเรื่องนี้ และจะเดินหน้าต่อ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีกับเกษตรกร” นางศุภจีกล่าว