ยุทธศักดิ์ สุภสร : น้ำท่วม VS ท่องเที่ยวไทย บทเรียนจาก 3 มหาอุทกภัย
ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้วลำดับต้น ๆ ของโลก ทั้งความถี่และความรุนแรงของอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศทั้งสิ้น
“ยุทธศักดิ์ สุภสร” อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และประธานคณะกรรมการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ได้วิเคราะห์บทเรียนจาก “มหาอุทกภัย” หรือ “น้ำท่วมใหญ่” ในประเทศไทย พร้อมนำเสนอแนวคิดในการรับมือวิกฤต รวมถึงแนวทางการฟื้นฟูเชื่อมั่นท่องเที่ยว และเป็นภูมิคุ้มกันต่อภัยธรรมชาติ และผลกระทบทางภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
บทเรียนจาก 3 มหาอุทกภัย
“ยุทธศักดิ์” บอกว่า น้ำท่วมไม่ได้พัดไปแค่บ้านเรือน แต่พัดเอารายได้ท่องเที่ยวไปด้วย เพราะ “การท่องเที่ยว” เป็นเครื่องยนต์หลักของ GDP ไทย “ภัยพิบัติ” จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศโดยตรง
ในปี 2554 มหาอุทกภัยใหญ่ (ภาคกลาง กทม. อยุธยา) ความเสียหายระดับ “ล้านล้านบาท” ต้นเหตุเชิงโครงสร้างคือ การบริหารน้ำในเขื่อน และสิ่งก่อสร้างขวางทางน้ำ ส่งผลกระทบให้เที่ยวบินถูกยกเลิก รายได้หาย และโบราณสถานมรดกโลกเสียหายหนัก
ปี 2567 น้ำท่วมภาคเหนือ (เชียงราย เชียงใหม่ น่าน แพร่) ความเสียหายราว 30,000 ล้านบาท ต้นเหตุเชิงโครงสร้างคือ การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและป่าต้นน้ำที่ลดลง ส่งผลกระทบให้โคลนถล่มทับสถานประกอบการ แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติปิดตัว เฉพาะเชียงใหม่สูญเสียรายได้กว่า 2,200 ล้านบาท
ปี 2568 น้ำท่วมภาคใต้ (หาดใหญ่ ภูเก็ต นครศรีธรรมราช) ความเสียหาย
ราว 25,000 ล้านบาท ต้นเหตุเชิงโครงสร้างคือ ฝนตกเกินค่าเฉลี่ย 300 ปี ผังเมืองขวางทางน้ำ และระบบเตือนภัยล้มเหลว กระทบ High Season อย่างรุนแรง โลจิสติกส์การบินหยุดชะงัก โรงแรมขาดน้ำขาดไฟ
ทั้ง 3 เหตุการณ์เกิดในพื้นที่ต่างกัน กลไกต่างกัน แต่มีตัวร่วมที่เหมือนกัน คือ การพัฒนาเมืองที่ไปขวางทางน้ำ ระบบเตือนภัยที่ไม่ทันการณ์ และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่หายไปเร็วกว่าที่น้ำจะลด
ความเสียหายที่ไม่ปรากฏในข่าว
“ยุทธศักดิ์” ระบุว่า ทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตัวเลขความเสียหายที่เห็นในข่าวคือส่วนที่นับได้ แต่ผลกระทบจริงลามไปทั่วระบบนิเวศของอุตสาหกรรม เกิดความเสียหายที่มองไม่เห็น แต่แพงที่สุดใน 5 เรื่องหลัก ได้แก่
1. สนามบินไม่ท่วม ก็หยุดชะงักได้ : แม้สนามบินสุวรรณภูมิหรือดอนเมืองจะไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ถ้าถนนที่เชื่อมเข้าสนามบินถูกตัดขาด นักท่องเที่ยวก็เข้าออกไม่ได้
ทำให้เกิดผู้โดยสารตกค้างและตกเที่ยวบินจำนวนมาก สายการบินต้องแบกต้นทุนการปรับตารางบินและจัดการข้อร้องเรียน ท่าอากาศยานต้องเปิดคลังสินค้าเป็นที่จอดรถฟรี และจัดพื้นที่รองรับผู้โดยสาร ปัญหาเฉพาะพื้นที่จึงกลายเป็นต้นทุนระดับชาติ
2. ครัวโรงแรมสะดุด เพราะไร่นาจม : เมื่อพื้นที่เกษตรและฟาร์มปศุสัตว์ถูกน้ำท่วม วัตถุดิบขาดแคลน เส้นทางขนส่งถูกตัด ค่าขนส่งพุ่ง เกิดเงินเฟ้อเฉพาะพื้นที่ ผู้ประกอบการจึงเจอสถานการณ์ที่เจ็บที่สุดคือ รายได้ลดฉับพลัน แต่ต้นทุนพุ่งขึ้นพร้อมกัน ทางออกคือ Supply Chain Resilience กระจายแหล่งจัดซื้อและใช้ดิจิทัลติดตามสถานะโลจิสติกส์
3. อิฐมรดกโลกไม่ทนน้ำขัง : อยุธยาถูกออกแบบมาให้จัดการน้ำด้วยโครงข่ายคูคลอง แต่การพัฒนายุคใหม่ที่เน้นสร้างถนนและถมคลองทำให้ระบบรับน้ำดั้งเดิมหายไป ปี 2554 โบราณสถานในและรอบเกาะเมืองกว่า 40 แห่ง ถูกน้ำท่วมขังเป็นเวลานาน นำมาสู่ความเสียหายเชิงโครงสร้าง อิฐเปื่อยยุ่ย และเชื้อรา สินทรัพย์ประเภทนี้เมื่อเสียหายแล้วซ่อมคืนได้ไม่เหมือนเดิม
4. ความเสี่ยงน้ำท่วมกลายเป็นตัวแปรของ FDI (Foreign Direct Investment) หรือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ : ภูเก็ต สมุย หัวหิน ถูกประเมินความเสี่ยงต่างกัน และนักลงทุนต่างชาติเริ่มนำเรื่องนี้เข้าสมการ บนเกาะที่พัฒนาหนาแน่น การกระจุกตัวของการก่อสร้างในพื้นที่ราบต่ำหรือขวางทางน้ำทำให้ท่วมขังบ่อย การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทำให้คุณภาพถิ่นอาศัยลดลงถึง 5.6% และอุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนเสน่ห์ของจุดหมายปลายทางในระยะยาว
และ 5. คนกลุ่มที่เจ็บหนักสุด คือคนที่ไม่มีใครชดเชย : ท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้คนสูง ผลกระทบจึงตกหนักที่แรงงานนอกระบบ ทั้งมัคคุเทศก์ท้องถิ่น คนขับรถตู้ พนักงานทำความสะอาด และพ่อค้าแม่ค้าตลาดกลางคืน
เปลี่ยนจากตั้งรับเป็น “ยืดหยุ่น”
“ยุทธศักดิ์” นำเสนอเชิงนโยบายว่า ให้เปลี่ยนจาก “ตั้งรับ” เป็น “ยืดหยุ่น” หรือที่เรียกว่า Resilient Tourism คือเลิกสู้กับ “น้ำ” แล้วเริ่มออกแบบให้อยู่กับน้ำ เพราะเราห้ามฝนไม่ให้ตกไม่ได้ แต่สามารถบริหารความเสี่ยงเพื่อลดความเสียหายได้ โดยประกอบด้วย 3 ข้อหลัก ๆ คือ
1.ปฏิรูประบบเตือนภัย และกระจายอำนาจการตัดสินใจ ลงทุนใน Big Data ที่ผสานข้อมูลอุตุนิยมวิทยากับสัณฐานวิทยา ทั้งนี้ เพื่อเตือนภัยล่วงหน้าแบบเจาะพื้นที่ผ่านสมาร์ทโฟน (Cell Broadcast) ข้อความต้องเข้าใจง่ายและมีหลายภาษาสำหรับนักท่องเที่ยว สำคัญไม่แพ้กันคือ ให้อำนาจและงบประมาณท้องถิ่นสั่งอพยพได้ทันที โดยไม่ต้องรอส่วนกลาง
2. ผังเมืองและโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว คุมการใช้ที่ดินอย่างเคร่งครัด ห้ามสร้างอาคารและเขตพาณิชย์ทับทางน้ำธรรมชาติ เปลี่ยนแนวคิดจากสร้างกำแพงกั้นน้ำมาเป็นเมืองฟองน้ำ (Sponge City) และใช้มาตรการภาษีจูงใจให้เจ้าของที่ดินใจกลางเมืองท่องเที่ยวเปลี่ยนที่รกร้างเป็นพื้นที่ซึมซับน้ำหรือแก้มลิง
และ 3. ยกระดับกลไกคุ้มครองทางสังคม ขยายประกันสังคมให้ครอบคลุมมัคคุเทศก์และผู้ประกอบอาชีพอิสระในภาคท่องเที่ยว พร้อมเร่งตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติแห่งชาติ ให้ SMEs เข้าถึงเงินฟื้นฟูได้เร็ว โดยไม่ต้องรอการกู้ยืม
ชง 4 แนวทางครองใจนักท่องเที่ยว
พร้อมเสนอ 4 แนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบการ ดังนี้ 1. Safety Audit & BCP ใส่ความเสี่ยงน้ำท่วมไว้ในแผนธุรกิจ ยกห้องควบคุมไฟฟ้าและเซิร์ฟเวอร์ขึ้นที่สูง ซ้อมแผนอพยพกับพนักงานสม่ำเสมอ
2.อาคารที่ยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ระบบกักเก็บน้ำฝน พลังงานสำรองหมุนเวียน วัสดุทนความชื้น ซึ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมไปด้วย
3. Agile Supply Chain กระจายแหล่งวัตถุดิบและเครือข่ายโลจิสติกส์ ใช้เทคโนโลยีหาเส้นทางขนส่งทางเลือกไว้ล่วงหน้า และ 4. Community Synergy เป็นที่พึ่งของชุมชนยามวิกฤต เปิดพื้นที่รองรับอาสาสมัคร สนับสนุนเสบียง เพราะพื้นที่ที่ช่วยกันจะฟื้นตัวและกลับมารับนักท่องเที่ยวได้เร็วกว่า
บทเรียนตั้งแต่ปี 2554, 2567 และ 2568 ชี้ชัดว่า ความสูญเสียส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวอาคารที่พัง แต่มาจากรายได้ที่หายไปเพราะนักท่องเที่ยวขาดความเชื่อมั่น และความล้มเหลวของการเตือนภัยที่ไม่บูรณาการเชิงพื้นที่
ถึงเวลาที่รัฐควรเปลี่ยนจากการทุ่มงบฯ กับโครงสร้างพื้นฐานคอนกรีตไปสู่การลงทุนในระบบนิเวศ ระบบข้อมูลที่แม่นยำ และการบังคับใช้ผังเมืองที่เป็นมิตรต่อทางน้ำ ขณะที่เอกชนต้องตื่นตัวเรื่องความต่อเนื่องทางธุรกิจ
ความยืดหยุ่น (Resilience) ไม่ใช่แค่เครื่องมือเอาตัวรอดจากภัยพิบัติ แต่คือมาตรฐานใหม่ของการแข่งขัน ในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนกลายเป็น New Normal
เพราะมีเพียงจุดหมายปลายทางที่การันตีความปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว และรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมเท่านั้นที่จะครองใจนักท่องเที่ยวได้อย่างยั่งยืน