ปี 2569 กรุงเทพฯ น้ำท่วม = ประเทศไทยน้ำท่วม
“ยุทธศักดิ์ สุภสร” อดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้ข้อมูลว่า สำหรับน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในปี 2569 นั้น ข้อมูล ณ 30 กันยายน 2569 ยังไม่เพียงพอที่จะคำนวณมูลค่าความเสียหายด้านการท่องเที่ยวได้ เพราะตัวเลขที่เผยแพร่อยู่เป็นความเสียหายรวมจากน้ำท่วม ไม่ใช่ความสูญเสียของภาคท่องเที่ยวโดยเฉพาะ
แต่หากประเมินผลกระทบน้ำท่วมต่อการท่องเที่ยวไทย (ณ 30 ก.ย. 2569) พบว่าน้ำท่วมครั้งนี้ กระทบสูงในระยะสั้น ยังไม่ใช่ Tourism Crisis ระดับประเทศ จุดเสี่ยงที่แท้จริงไม่ใช่การปิดแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ แต่คือความเชื่อมั่นในการเดินทางผ่านกรุงเทพฯ ความน่าเชื่อถือของระบบคมนาคม และภาพจำด้านความปลอดภัย ซึ่งมาตรงกับช่วง Golden Week ของจีนพอดี
กระทบแค่ “การเดินทาง”
และสิ่งที่ถูกกระทบคือ “ระบบการเดินทาง” ไม่ใช่ “ตัวแหล่งท่องเที่ยว” โดยฝนสะสมในกรุงเทพฯ ราว 300-320 มม. ในเวลาเพียง 3 วัน (24-27 ก.ย. 69) จนประกาศเป็นพื้นที่ประสบภัยทั้ง 50 เขต ลูกโซ่ผลกระทบเดินเป็นลำดับแบบนี้ น้ำท่วม รถติด เข้า-ออกสนามบินลำบาก เที่ยวบิน/สัมภาระป่วน ทริปไม่แน่นอน ยกเลิกหรือเลื่อน ใช้จ่ายลดลง
สังเกตว่า “สุวรรณภูมิ” และ “ดอนเมือง” ยังเปิดให้บริการปกติ แต่การเดินทางเข้า-ออกสนามบินคือปัญหา ขณะที่ “การบินไทย” ต้องลดเที่ยวบินชั่วคราวประมาณ 30% และมีสัมภาระค้างจำนวนมาก
น่ากังวลที่สุดคือจังหวะเวลา
ก่อนน้ำท่วมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คาดว่าในช่วง 25 กันยายน-7 ตุลาคม 2569 จะมีนักท่องเที่ยวจีนเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยราว 250,000 คน มีรายได้ประมาณ 11,500 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% และ 37% จากปีก่อน มียอดจองเดือนตุลาคมจากจีน +16% การค้นหาเที่ยวบิน +24% มีเที่ยวบินตรงจากจีนเพิ่มขึ้น
แต่น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้มาในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว (Low Season) แต่มาในช่วงที่ตลาดจีนกำลังมีโมเมนตัมสูงที่สุด
ล่าสุด ททท. ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนช่วงวันหยุดชาติจีน หรือ Golden Week อาจกระทบราว 5-10% จากเป้าเดิม
แต่ละพื้นที่ผลกระทบไม่เท่ากัน
“ยุทธศักดิ์” ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบสูง เพราะเป็นทั้งเดสติเนชั่น (Destination) และประตู หรือ Gateway ของประเทศ จึงโดน 2 ชั้น แม้โรงแรมและแหล่งท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังเปิด แต่คำถามในใจนักท่องเที่ยวคือ เขาจะเดินทางจากสนามบินถึงโรงแรมได้ปลอดภัยและตรงเวลาไหม
ซึ่งสำคัญกว่าคำถามว่า “พระบรมมหาราชวังเปิดหรือเปล่า”
“ภาคกลาง-ตะวันออก” เป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบในระดับปานกลางถึงสูง โดยระยอง สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ตราด กระทบหนักในกลุ่มเที่ยวด้วยรถยนต์ เที่ยวแบบครอบครัว และเที่ยววันหยุดสุดสัปดาห์
“ภาคเหนือ” ได้รับผลกระทบระดับปานกลาง โดยเชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน มีความเสี่ยงน้ำท่วม ดินถล่ม และการเข้าถึงเส้นทาง แต่ยังไม่ถึงขั้นทั้งภูมิภาคหยุดการท่องเที่ยว
ขณะที่ “ภาคใต้” ภูเก็ตค่อนข้างอ่อนไหวต่อสภาพอากาศ คลื่นสูง 1-2 เมตร และเกิน 2 เมตรช่วงพายุฝน ผลกระทบหลักอยู่ที่กิจกรรมทางทะเล เช่น ดำน้ำ เรือเร็ว เฟอร์รี่ ทัวร์เกาะ มากกว่าธุรกิจโรงแรม
เสียหายด้าน “ภาพลักษณ์”
สำหรับความเสียหายนั้น “ยุทธศักดิ์” มองว่า น้ำท่วมครั้งนี้กระทบและเกิดความเสียหายด้าน “ภาพลักษณ์” แรงกว่าความเสียหายจริง
เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติไม่ได้เห็นข้อมูลชุดเดียวกับที่หน่วยงานรัฐเห็น เขาเห็นแค่พาดหัว “Bangkok Floods” พร้อมภาพรถจมน้ำ ถนนเป็นคลอง และสัมภาระตกค้าง
นี่คือ Availability Heuristic คือใช้ภาพไม่กี่ภาพตัดสินสถานการณ์ทั้งประเทศ และทำให้ Bangkok is Flooded กลายเป็น Thailand is Flooded แสดงว่าเรากำลังเผชิญ Perception Risk (การรับรู้ความเสี่ยง) มากกว่า Physical Risk (ความเสี่ยงเชิงกายภาพ)
ชง 3-Level Impact Model
พร้อมแนะนำให้เลิกมองแบบชั้นเดียว มาใช้ 3-Level Impact Model ได้แก่
Level 1 : Local Disruption (พื้นที่น้ำท่วม) รับมือด้วยการบริหารจัดการเชิงปฏิบัติการ
Level 2 : Destination Disruption (กรุงเทพฯ/ภาคกลาง) รับมือด้วยการกระจายปลายทางจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ สมุย พัทยา อีสาน
และ Level 3 : National Perception Risk โดยสำคัญที่สุดคือ รับมือด้วยการบริหารชื่อเสียงและความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ ไม่ควรติดตามแค่ตัวเลขนักท่องเที่ยว แต่ควรทำ Tourism Flood Impact Dashboard ที่ดู 4 ตัวชี้วัด คือ 1. อัตราการยกเลิก 2. พฤติกรรมการค้นหา (เช่น Is Thailand Safe ?) 3. อัตราแปลงการค้นหาเป็นการจอง และ 4. ความต่อเนื่องของระบบสนามบิน
วิเคราะห์ 3 ฉากทัศน์
อดีตผู้ว่าการ ททท. ยังวิเคราะห์ฉากทัศน์ข้างหน้าออกเป็น 3 ฉากทัศน์ ภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือไม่ให้พื้นที่ “สีเหลือง” กลายเป็น “สีแดง” ได้แก่ 1. Recovery (สีเขียว) น้ำลดเร็ว สนามบินกลับปกติ ไม่มีฝนระลอกใหญ่ ซึ่งกระทบแค่ปลายเดือนกันยายน-ต้นตุลาคม 2569
2. Prolonged Disruption (สีเหลือง) หรือผลกระทบยืดเยื้อ เดินทางในกรุงเทพฯ ยังลำบาก 1-2 สัปดาห์ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวในช่วง Golden Week ซึ่งการยกเลิกเพิ่มขึ้น
และ 3. Confidence Shock (สีแดง) หรือภาวะวิกฤตความเชื่อมั่น น้ำท่วมต่อเนื่อง สื่อต่างชาติขยายภาพ ซึ่งจะกระทบดีมานด์และยอดจองทั้งไตรมาส 4
4 แนวทางฟื้นฟูเชื่อมั่นท่องเที่ยว
“ยุทธศักดิ์” ยังนำเสนอแนวทางในการฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการท่องเที่ยว จาก Flood Response หรือการรับมือและช่วยเหลือ สู่ Tourism Confidence Recovery หรือการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว ไว้ 4 แนวทาง ประกอบด้วย
- 1. INFORM : พูดความจริง สื่อสารว่า Thailand Remains Open ประเทศไทยยังเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่ต้องไม่ใช่การปฏิเสธปัญหา ให้แยกชัดเจนว่าพื้นที่ไหนกระทบ พื้นที่ไหนปกติ และมีทางเลือกอะไร
- 2. ASSURE : คืนความมั่นใจ ทำ Real-Time Thailand Travel Status อัพเดตสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวในไทยแบบเรียลไทม์ เช่น สีเขียว หมายถึง เปิดปกติ สีเหลือง หมายถึง กระทบจากสภาพอากาศ สีแดง หมายถึง ปิดชั่วคราว โดยครอบคลุมสนามบิน ถนน ราง แหล่งท่องเที่ยว เกาะ และโรงแรม
- 3. REDIRECT : ย้ายดีมานด์ ไม่ใช่ปล่อยให้หาย โดยแทนที่จะบอกว่า “ไม่ต้องห่วงเรื่องกรุงเทพฯ” ให้เสนอทางเลือกทันที เช่น วัฒนธรรม (เชียงใหม่) ทะเล (ภูเก็ต กระบี่ สมุย) Wellness (เชียงใหม่ ภูเก็ต) เป็นต้น
- และ 4. REASSURE : หลังน้ำลด ทำแคมเปญแบบมีหลักฐาน ไม่ใช่โฆษณาเพียงอย่างเดียว แต่ใช้ Live Destination Proof ทั้งภาพสนามบินที่เดินได้ปกติ โรงแรมกลับมาเปิด และเสียงจริงจากนักท่องเที่ยวและครีเอเตอร์
พร้อมย้ำว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้เปิดจุดอ่อน คือ Gateway Concentration Risk เพราะนักท่องเที่ยวจำนวนมากต้องผ่านกรุงเทพฯ แม้ปลายทางจริงจะอยู่จังหวัดอื่น กรุงเทพฯ สะดุดครั้งเดียวทั้งประเทศจึงสะเทือนไปหมด
ระยะยาวอาจต้องเร่งเปลี่ยนจาก Bangkok-centric Tourism ไปสู่ Multi-Gateway Thailand กระจายประตูเข้าประเทศไปที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย อู่ตะเภา กระบี่ อุดรธานี เชื่อมด้วยเที่ยวบินตรงระหว่างประเทศ และการเดินทางในประเทศที่ไร้รอยต่อ
นี่คือ Tourism Resilience หรือความสามารถของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในการปรับตัว เตรียมพร้อมรับมือ และฟื้นคืนกลับสู่สภาพปกติที่แท้จริง และเป็นภูมิคุ้มกันต่อภัยธรรมชาติ และ Climate-related Disruption ที่จะเกิดถี่ขึ้นในอนาคต