สทนช.เร่งพร่องน้ำรับฝน 4-7 ต.ค. ทุ่งเจ้าพระยารับน้ำแล้ว 69%
สทนช.ประชุมหน่วยงาน จังหวัด องค์กรผู้ใช้น้ำ และภาคประชาชน วางแผนรับฝนระลอกใหม่ช่วง 4-7 ตุลาคม เร่งลดระดับน้ำหน้าเขื่อนเจ้าพระยาและเพิ่มพื้นที่รองรับน้ำ ปัจจุบัน 10 ทุ่งลุ่มต่ำเจ้าพระยาตอนล่างรับน้ำแล้ว 553 ล้าน ลบ.ม. หรือ 69% ของแผน ขณะที่เขื่อนแม่กลองทยอยลดการระบายเหลือประมาณ 1,600 ลบ.ม./วินาที พร้อมเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่น้ำท่วมขังทั่วประเทศ โดยจับตาเขื่อนน้ำมากและพื้นที่เสี่ยงอย่างใกล้ชิด
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2569 ว่า สทนช.ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงาน จังหวัด องค์กรผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชน เพื่อหารือแนวทางระบายน้ำออกจากแต่ละพื้นที่ และเตรียมรับมวลน้ำจากฝนระลอกใหม่ในช่วงถัดไป
ปัจจุบัน กรมชลประทานระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อเร่งลดระดับน้ำหน้าเขื่อนและเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณฝนในระยะต่อไป เมื่อระดับน้ำหน้าเขื่อนลดลงแล้ว จะทยอยปรับลดการระบายจนเข้าสู่ภาวะปกติที่ประมาณ 700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะพิจารณาให้สอดคล้องกับปริมาณฝนในแต่ละช่วงเวลา
ขณะเดียวกัน ยังคงระบายน้ำออกทางฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเขื่อนรวม 605 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักและเพิ่มความสามารถในการรองรับน้ำ
สำหรับเขื่อนในพื้นที่ตอนบนยังคงปรับลดการระบายเพื่อช่วยลดปริมาณน้ำหลากเข้าสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยเขื่อนภูมิพลมีแผนงดการระบายน้ำอีกครั้งในวันที่ 3-4 ตุลาคม ขณะที่เขื่อนสิริกิติ์ยังคงระบายน้ำในอัตราต่ำสุดประมาณวันละ 7 ล้านลูกบาศก์เมตร
ด้านพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งเจ้าพระยาตอนล่าง ขณะนี้ทุ่งทั้ง 10 แห่งเก็บเกี่ยวแล้ว 97% และมีน้ำในทุ่งรวมประมาณ 553 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 69% ของแผนประชาคม แบ่งเป็นทุ่งฝั่งตะวันออก 276 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 99% ของแผน และทุ่งฝั่งตะวันตก 277 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 54% ของแผน
นายชยันต์กล่าวว่า ในส่วนของเขื่อนวชิราลงกรณ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 98.87% ของความจุเก็บกัก และจะคงอัตราการระบายน้ำไว้ที่วันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตรไปจนถึงวันที่ 15 ตุลาคม
ขณะที่เขื่อนแม่กลองได้ทยอยปรับลดการระบายน้ำลงเหลือประมาณ 1,600 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ
สำหรับจังหวัดสมุทรสงคราม โดยเฉพาะอำเภอบางคนทีและอำเภออัมพวา ซึ่งมีความกังวลต่อผลกระทบจากน้ำท่วมขังที่อาจสร้างความเสียหายต่อสวนส้มโอ ได้ประสานกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยสนับสนุนเรือผลักดันน้ำบริเวณปากคลอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกสู่ทะเลให้เร็วขึ้น
ส่วนเขื่อนศรีนครินทร์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 94% ของความจุเก็บกัก และยังมีพื้นที่รองรับน้ำประมาณ 900 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะติดตามเขื่อนที่มีน้ำมากทุกแห่งอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงที่ฝนจะกลับมาตกหนัก เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนควบคู่กับการลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ
สำหรับมวลน้ำหลากจากจังหวัดปราจีนบุรีที่ไหลเข้าสู่จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ใช้พื้นที่ทุ่งลุ่มต่ำช่วยหน่วงน้ำ เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและพื้นที่เศรษฐกิจ
การบริหารจัดการลุ่มน้ำบางปะกงจะมีการจัดทำข้อมูลปริมาณน้ำที่จะผันไปยังพื้นที่ฝั่งตะวันออก ปริมาณน้ำที่สามารถระบายลงทะเลได้ในแต่ละวัน รวมถึงพื้นที่และระดับผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เพื่อใช้ประกอบการวางแผนและแจ้งเตือนประชาชน
ขณะเดียวกัน พื้นที่ลุ่มต่ำในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงทุกจังหวัดที่ยังได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เจ้าหน้าที่ได้เร่งสูบและระบายน้ำออกจากพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อลดระดับน้ำและให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว
สำหรับสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ วันที่ 3 ตุลาคม 2569 เวลา 07.00 น. ปริมาณน้ำรวมในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 65,146 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 81% ของความจุเก็บกัก โดยมีปริมาณน้ำใช้การ 41,025 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 73%
เมื่อแยกรายภาค ภาคเหนือมีปริมาณน้ำ 20,320 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 74% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8,287 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 69% ภาคกลาง 1,477 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 78% ภาคตะวันออก 2,816 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 89% ภาคตะวันตก 26,897 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 95% และภาคใต้ 5,349 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 70%
สำหรับ 3 เขื่อนหลักในพื้นที่ EEC เขื่อนบางพระมีน้ำ 93 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 80% เขื่อนหนองปลาไหล 157 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 96% และเขื่อนประแสร์ 307 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 102%
ด้านสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เวลา 06.00 น. สถานี C.2 อำเภอเมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,245 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำ 23.33 เมตร รทก. ต่ำกว่าตลิ่ง 2.37 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +17.82 เมตร รทก. และระดับน้ำท้ายเขื่อน +15.93 เมตร รทก.
สทนช.ยังติดตามสภาพอากาศช่วงปลายฤดูฝน โดยคาดว่าในช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม ประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนักบางพื้นที่
วันที่ 4 ตุลาคม พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังคือภาคเหนือตอนบนและด้านตะวันออก รวมถึงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่วันที่ 5-6 ตุลาคม คาดว่าจะมีฝนในภาคเหนือ ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ตอนบน ส่วนวันที่ 7 ตุลาคม จะมีฝนบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้

