FTA ไทย-EU เข้าโค้งสุดท้าย เหลือเปิดตลาด-ประเด็นนโยบาย ลุ้นปิดดีลภายในปี’69
การเจรจา FTA ไทย-EU รอบที่ 10 คืบหน้าเข้าสู่ช่วงสุดท้าย หลังข้อบทต่าง ๆ ได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือการเจรจาเปิดตลาดและประเด็นเชิงนโยบายที่ยังต้องเคลียร์ต่อ ทั้งสินค้า บริการ การลงทุน และจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยไทยและ EU ยังยืนยันเป้าหมายสรุปผลให้ได้ภายในปี 2569 ขณะที่ EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย มูลค่าการค้าปี 2568 กว่า 45,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และไทยได้ดุลการค้าเกือบ 7,865 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การเจรจาความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) รอบที่ 10 ระหว่างวันที่ 28 กันยายน-6 ตุลาคม 2569 ที่จังหวัดภูเก็ต มีความคืบหน้าอย่างมาก โดยการเจรจาในส่วนข้อบทต่าง ๆ หรือ Text สามารถได้ข้อสรุปแล้วอย่างมีนัยสำคัญ เหลือประเด็นด้านการเปิดตลาดและประเด็นเชิงนโยบายที่ต้องเจรจากันต่อ
หลังจากนี้ การเจรจาจะเข้าสู่ช่วงสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงสำคัญในการหาข้อสรุปให้ได้ผลลัพธ์ที่สมดุลและเป็นที่ยอมรับร่วมกันของทั้งสองฝ่าย โดยไทยและ EU ยังคงตั้งเป้าสรุปผลการเจรจาภายในปี 2569
“การเจรจา FTA ไทย-EU รอบนี้ รัฐบาลของทั้งสองฝ่ายมุ่งมั่นให้การเจรจามีความคืบหน้ามากที่สุด โดยได้ให้คำแนะนำกับทีมเจรจาอย่างใกล้ชิด และด้วยการเจรจาอย่างเข้มข้น ทำให้สามารถขับเคลื่อนการเจรจาให้สรุปผลได้อย่างมีนัยสำคัญครอบคลุมทุกบท” นางศุภจีกล่าว
สำหรับข้อบทที่มีความคืบหน้าและได้ข้อสรุปในหลายส่วน อาทิ สุขอนามัยและสุขอนามัยพืช หรือ SPS บทบัญญัติเบื้องต้น พลังงานและวัตถุดิบ และกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า
ขณะที่การเจรจาเปิดตลาด ทั้งด้านการค้าสินค้า บริการและการลงทุน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ มีความคืบหน้าเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายหารือบนพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนข้อเสนอ และทำความเข้าใจข้อเรียกร้องในสินค้า สาขาบริการ และการลงทุนที่แต่ละฝ่ายให้ความสำคัญ
นางศุภจีกล่าวว่า เป้าหมายสำคัญคือการเปิดตลาดที่สามารถสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนให้เกิดประโยชน์กับทั้งสองฝ่ายอย่างเป็นรูปธรรม ขณะเดียวกันต้องคำนึงถึงสินค้าและสาขาธุรกิจที่มีความอ่อนไหวของแต่ละฝ่ายด้วย
“เป้าหมายไม่ใช่เพียงการผลักดันให้การเจรจาสำเร็จ แต่ต้องเป็นความตกลงที่สมดุลและเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม สามารถสร้างโอกาสทางการค้าและการลงทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และต้องพิจารณาความพร้อมกับผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะประเด็นที่มีความอ่อนไหว”
ทั้งนี้ FTA ไทย-EU ครอบคลุมประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าหลายมิติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับภารกิจและกฎหมายของหลายกระทรวงและหน่วยงาน การกำหนดท่าทีของไทยจึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนเดินหน้าหารือประเด็นคงค้างเพื่อหาข้อสรุปด้านการเปิดตลาดและประเด็นที่ยังเหลืออยู่
สำหรับความสัมพันธ์ทางการค้า ปี 2568 EU เป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของไทย รองจากจีน สหรัฐฯ และญี่ปุ่น โดยการค้าระหว่างกันมีมูลค่ารวม 45,033.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.44% จากปีก่อน
ไทยส่งออกไป EU มูลค่า 26,449.08 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9.27% สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง และหม้อแปลงไฟฟ้าและส่วนประกอบ
ขณะที่ไทยนำเข้าจาก EU มูลค่า 18,584.39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 3.86% สินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์เวชกรรมและเภสัชกรรม เคมีภัณฑ์ เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ และเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์
ทั้งนี้ ไทยได้เปรียบดุลการค้ากับ EU มูลค่า 7,864.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการเจรจาหลังจากนี้จะมุ่งเคลียร์ประเด็นเปิดตลาดและประเด็นเชิงนโยบายที่เหลือ เพื่อให้สามารถสรุปผลการเจรจาได้ตามเป้าหมายภายในปีนี้