นักวิชาการชี้ไทยติดกับดัก “ตั้งรับ-เยียวยา” ถึงเวลาปฏิรูประบบจัดการน้ำ
ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่หลายพื้นที่ในประเทศไทย เผชิญมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ หลายจังหวัดยังเผชิญกับสถานการณ์น้ำ และอีกหลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะเสี่ยงที่เผชิญน้ำท่วมขัง จากทั้งฝนตก น้ำหนุน และน้ำที่ไหลมาจากส่วนอื่น ๆ เพื่อระบายลงสู่ทะเล
โจทย์ใหญ่ที่สำคัญในวันนี้ ไม่ใช่แค่การจัดการสถานการณ์ตรงหน้าและฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว แต่เป็นการตั้งโจทย์ แก้เกมใหม่ เพื่อรับมือและป้องกันสถานการณ์ในอนาคต ท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงสุดขั้ว
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวที ราชดำเนินเสวนา ในหัวข้อ “หยุดวงจร น้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทย สู่การบริหารน้ำระยะยาว” เชิญภาควิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำมาร่วมถอดบทเรียนวิกฤตภัยพิบัติน้ำที่สร้างผลกระทบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย พร้อมฉายภาพฉากทัศน์ความเสี่ยงในอนาคต และเสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปเพื่อหยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน
มองไทยเสี่ยงภัยพิบัติ 3 ระยะใหญ่
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ นำเสนอข้อมูลแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจาก IPCC และ WMO ซึ่งระบุว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติรุนแรงที่สุดในโลกเนื่องจากมีประชากรหนาแน่นและแนวชายฝั่งยาว
สถิติตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา หิมะและธารน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก ทวีปแอนตาร์กติกา กรีนแลนด์ และเทือกเขาสูง (หิมาลัย แอนดิส แอลป์) ละลายสะสมแล้วกว่า 12.5 ล้านล้านตัน ส่งผลให้น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นสะสมประมาณ 3.2 เซนติเมตร
การสูญเสียพื้นที่หิมะสีขาวทำให้อัตราการสะท้อนรังสีความร้อนลดลง พื้นดินและมหาสมุทรจึงดูดซับความร้อนแทน ยิ่งเร่งให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นและเกิดภาวะอากาศสุดขั้ว
สำหรับประเทศไทย ดร.สนธิ ได้ฉายฉากทัศน์ความเสี่ยงภัยพิบัติออกเป็น 3 ระยะ
ปี 2030 (พ.ศ. 2573) : อุณหภูมิโลกพุ่งแตะเพดาน 1.5 องศาเซลเซียส เกิดภัยแล้งสลับน้ำท่วมฉับพลัน กรุงเทพมหานครเสี่ยงน้ำท่วมสูงหรือมีพื้นที่จมน้ำถึง 40%–96% จาก 3 ปัจจัยลบ ได้แก่ แผ่นดินทรุดปีละ 1–2 ซม. จากชั้นดินอ่อนและการก่อสร้าง น้ำทะเลอ่าวไทยหนุนสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 4 มม. และมวลน้ำเหนือบ่าลงสู่เมืองที่เป็นแอ่งกระทะ ซึ่งต้องพึ่งพาการสูบน้ำออกเพียงอย่างเดียว
ปี 2050 (พ.ศ. 2593) : กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำถาวรเกิน 1 เมตร โดยพื้นที่ 1 ใน 3 ของ กทม. จะอยู่ใต้ระดับน้ำถาวร ประชากรกว่า 11–12 ล้านคนเสี่ยงต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน และน้ำเค็มจะรุกคืบเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาชั้นใน รบกวนระบบน้ำประปา
ปี 2100 (พ.ศ. 2643) : ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยอาจสูงขึ้นถึง 1.5–1.7 เมตร ชายฝั่ง 24 จังหวัดเสี่ยงน้ำหนุนท่วมถาวร เกิดน้ำท่วมใหญ่ทุก 2 สัปดาห์ และอุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะสูงขึ้นอีกถึง 5 องศาเซลเซียส

มองสถานการณ์ปัจจุบัน
รศ.ดร.เสรี สุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะปลอดภัยจากมวลน้ำเหนือหลากและพายุในสัปดาห์หน้า
อย่างไรก็ดี พื้นที่วิกฤตหนักที่สุดขณะนี้คือ ลุ่มน้ำบางปะกง (ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก) ซึ่งมีน้ำค้างทุ่งสะสมสูงถึงประมาณ 1,700 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นปริมาณเกือบ 2 เท่าของความจุเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) คาดว่าต้องใช้เวลาระบายลงสู่ทะเลไม่น้อยกว่า 30 วัน เนื่องจากภูมิประเทศปลายน้ำมีความสโลปต่ำมาก ลำน้ำแคบ และเจอปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง
นอกจากนี้ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีปริมาณน้ำเต็ม 102% หากมีฝนตกเติมเข้ามา มวลน้ำจะสปิลล์ออกโดยไม่สามารถควบคุมได้
รศ.ดร.เสรี เสนอลำดับความช่วยเหลือเร่งด่วน 3 ประการ คือ 1) การรักษาชีวิตคนและกลุ่มผู้ป่วยเปราะบาง 2) การจัดสรรเสบียงอาหาร และ 3) การเร่งระบายน้ำ

ขณะที่ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิเคราะห์สาเหตุการบริหารน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ที่ในปีนี้มีการปรับระบายน้ำผันผวนอย่างรวดเร็ว โดยมองว่า เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ปริมาณน้ำทุ่งนอกลำน้ำสายหลักไหลลงสู่สถานี C2 นครสวรรค์เร็วมาก ทำให้กรมชลประทานมีเวลาเตรียมการจัดการที่เขื่อนเจ้าพระยาเพียง 1–2 วัน
ฝ่ายการเมืองสั่งให้หน่วงน้ำไว้หน้าเขื่อน ไม่ยินยอมให้อนุญาตปรับการระบายเกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที ในช่วงแรก จนเกิดน้ำสะสมสูงถึง อ.เมือง นครสวรรค์ เมื่อได้รับอนุมัติจึงต้องเร่งปล่อยน้ำพุ่งพรวดไปที่ 2,200 และ 2,500 ลบ.ม./วินาที โดยไม่อาจปรับแบบขั้นบันไดได้ทัน
รศ.ดร.สิตางศุ์ ยังเตือนถึง Worst-Case Scenario ของ กทม. ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อ 3 น้ำบรรจบกัน คือ ฝนตกหนักสะสมเกิน 100–200 มม./วัน กระจายทั่ว 50 เขต มวลน้ำเหนือหลากข้ามคัน และน้ำทะเลหนุนสูง หากเกิดพร้อมกันต้องสั่งอพยพประชาชนทันที
เปิดแผลเชิงโครงสร้าง ระบบจัดการภัยพิบัติ
ในวงเสวนาดังกล่าว มี 3 ประเด็นใหญ่ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ในมุมปัญหาของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของไทย
ความเข้าใจผิดเรื่อง Single Command
ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า สังคมไทยมักเข้าใจผิดว่า Single Command คือการแต่งตั้งตัวบุคคล (Single Commander) เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด หลังเกิดเหตุ แต่ในความเป็นจริง Single Commander ที่ถูกตั้งขึ้นกะทันหันไม่มีอำนาจสั่งการ (Authority) หรือขีดความสามารถ (Capability) จริง
ระบบการบัญชาการที่แท้จริงต้องเป็นสถาบันที่มีกฎหมายรองรับ มีหน่วยข่าวกรอง มีหน่วยปฏิบัติการ มีการฝึกซ้อมแผน และมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนล่วงหน้า
การบังคับใช้กฎหมาย
รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถือ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 แต่ไม่เคยประกาศภาวะวิกฤตตาม “มาตรา 24” ส่งผลให้หน่วยงานปฏิบัติไม่สามารถข้ามขั้นตอนราชการเพื่อผันน้ำเข้าทุ่ง หรือจัดการเปิดทางน้ำได้ทันท่วงที เนื่องจากเกรงกลัวการถูกฟ้องร้อง
อีกทั้งการสั่งการภัยพิบัติ มักอิงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีหลายท่าน จนเกิดความสับสน ขาดการบัญชาการภัยระดับ 4 ตาม พ.ร.บ.ปภ.
การจัดสรรงบประมาณ
รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า งบบูรณาการน้ำกว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนำไปกระจุกตัวอยู่ในแผนงานที่ 2 (การป้องกันน้ำท่วม) และแผนงานที่ 3 (การพัฒนาแหล่งน้ำ) ซึ่งเน้นเฉพาะการก่อสร้างสิ่งก่อสร้าง คอนกรีต พนัง และอ่างเก็บน้ำ แต่จัดสรรงบประมาณให้กับแผนงานที่ 5 (การบริหารจัดการ และการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล Decision Support System – DSS) น้อยมากจนแทบไม่มี

ไทยติดกับดัก ‘ตั้งรับ-เยียวยา’
ณัฐสิฏ สะท้อนมุมมองเพิ่มเติม ในด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะว่า โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยถูกออกแบบขึ้นบนฐานข้อมูลในอดีต จึงเกิดภาวะ Out of spec ไม่สามารถรองรับปริมาณในสภาพแวดล้อมใหม่ได้อีกต่อไป อีกทั้งระยะเวลาการเกิดภัยพิบัติลดสั้นลง จากเดิมที่เคยเกิดขึ้นทุก 10 ปี ขยับมาเป็นทุก 5 ปี หรือ 3 ปี ทำให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจไม่มีเวลาพอในการฟื้นตัว
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยติดกับดักโมเดลการตั้งรับและรอเยียวยา ที่เน้นการแจกถุงยังชีพและจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุ แต่ไม่เคยลงทุนสร้างความพร้อม หรือขีดความสามารถล่วงหน้าในช่วงเวลาปกติ ทั้งที่การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการป้องกัน มีมูลค่าถูกกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท
เปิดแนวทางรับมือน้ำระยะยาว
นักวิชาการได้เสนอแนวทางในการจัดการและรับมือน้ำในระยะยาว เพื่อตัดวงจรการเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ดังนี้
ทำงานเชิงรุก-ปฏิรูประบบทำงาน-นำแนวคิดปรับใช้
ดร.สนธิ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนการทำงานจากตั้งรับเป็นเชิงรุก เลิกเน้นเฉพาะการแจกถุงยังชีพและจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ให้เปลี่ยนมาเน้นการป้องกัน และคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ นำข้อมูลดาวเทียม, Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ประมวลผลเพื่อพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้าระดับพื้นที่อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งปฏิรูประบบการทำงานเป็น One Map, One Data, One Single Command โดยจัดตั้งศูนย์บัญชาการถาวรที่มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหนังสือราชการตราครุฑ
รวมถึงนำเทคโนโลยีและแนวคิดที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น แก้มลิงใต้ดินและอุโมงค์ยักษ์เก็บน้ำของญี่ปุ่น ระบบเตือนภัย J-Alert แนวคิดเมืองฟองน้ำ (Sponge City) และมาตรการทางภาษีของจีน รวมถึงระบบประตูและคันกั้นน้ำทะเล Delta Works ของเนเธอร์แลนด์
นอกจากนี้ แนะนำให้ปลดล็อกงบประมาณให้ท้องถิ่น จัดทำแผนที่เสี่ยงภัยดิจิทัล (Risk Map) ระดับชุมชน และบรรจุวิชาการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติไว้ในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล พร้อมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งคุ้มค่ากว่าการทุ่มงบประมาณจ่ายค่าเยียวยาหลังเกิดความเสียหายซ้ำซาก
ทบทวนแผนให้ยืดหยุ่น สนับสนุนท้องถิ่นพร้อมรับมือ
รศ.ดร.เสรี แนะนำให้ปรับทบทวนแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนบริหารจัดการน้ำครั้งใหญ่ โดยเน้นความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบทเรียนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริง นำแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-Based Solutions) ที่เขียนไว้ในแผนมาปฏิบัติและขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง
อีกทั้งรัฐบาลส่วนกลางต้องพัฒนาระบบ National Alert สำหรับภัยขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันต้องสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (เช่น Cell Broadcast) และงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและสามารถประเมินเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ตนเองได้อย่างทันท่วงที
เปลี่ยน Mindset ควบคู่ปฏิรูปวิธีบริหาร
รศ.ดร.สิตางศุ์ เสนอ 2 วิธีการหลัก คือ การปรับเปลี่ยน Mindset ของผู้นำประเทศและผู้บริหารระดับสูง เปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารจัดการภัยพิบัติ ยอมรับจุดอ่อน และเปิดรับแนวทางใหม่ๆ เพื่อเป็นหัวขบวนในการปฏิรูป
และเสนอการปฎิรูปวิธีบริหารจัดการน้ำ ผ่านแนวทาง 6 ข้อ
S – Stop Pushing Old Projects : หยุดดันโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่แบบเดิมที่คิดไว้ตั้งแต่ 10–20 ปีก่อน (เช่น หลังปี 2554) แต่ให้เอาความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมปัจจุบันเป็นตัวตั้ง
I – Investigate Ourselves : ทบทวนและตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานเดิม เพื่อประเมินจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละพื้นที่
T – Think Differently : เปลี่ยนวิธีคิด ปรับงบประมาณจากการสร้างสิ่งก่อสร้างคันคอนกรีต มาสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพให้ท้องถิ่น
A – Artificial Intelligence Unit : ลงทุนสร้างระบบ AI และ Decision Support System (DSS) เป็น “สมอง” ในการประมวลผลและสนับสนุนการตัดสินใจด้านน้ำ
N – Nature-Based Solutions : นำทางออกอิงธรรมชาติมาปฏิบัติใช้อย่างจริงจังและขยายผล ไม่ใช่ทำเป็นเพียงพื้นที่ดูงาน
G – Gather Public-Private Participation : ดึงภาคเอกชน วิชาการ ประชาสังคม และต่างประเทศมาร่วมบริหารจัดการ
สร้างทีมถาวร-ดึงระบบมาร่วมตัดสินใจ
ณัฐสิฏ เสนอให้ปรับเปลี่ยน Operation Model จากเน้นการเยียวยาหลังเกิดเหตุ (Post-event response) ไปสู่การสร้างความพร้อม สร้างขีดความสามารถ (Capability) และ การป้องกัน (Prevention) ในช่วงเวลาปกติ จนถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ให้สามารถรองรับความเสี่ยงจากภาวะอากาศสุดขั้วและวิกฤตโลกร้อนในอนาคต แทนการอิงข้อมูลในอดีต
อีกทั้งแนะนำให้จัดตั้งสถาบันบัญชาการถาวร ที่มีอำนาจสั่งการข้ามหน่วยงาน มีขีดความสามารถ มีการซ้อมแผน และมีความรับผิดชอบในการวางแผนป้องกันและปฏิบัติการตลอดเวลา ไม่ใช่การแต่งตั้ง Single Commander เฉพาะกิจเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว และนำระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System – DSS) เข้าไปผูกติดกับกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองและการบริหารราชการอย่างเป็นระบบ
