เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สุทธิพงษ์ จี้ ‘อธิบดีปกครอง’ แสวงหาข้อเท็จจริง-ให้ความเป็นธรรม ‘นายอำเภอบ้านสร้าง’
Politics สุทธิพงษ์ จี้ ‘อธิบดีปกครอง’ แสวงหาข้อเท็จจริง-ให้ความเป็นธรรม ‘นายอำเภอบ้านสร้าง’
ฝ่ายค้าน ดีเดย์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จับตาปม ฮั้ว สว.- พรก.กู้เงิน – TH:AI Passport
Politics ฝ่ายค้าน ดีเดย์ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ จับตาปม ฮั้ว สว.- พรก.กู้เงิน – TH:AI Passport
กทม. เร่งเยียวยาน้ำท่วม ปลดล็อกเกณฑ์ 7 วัน เจรจา ปภ. อุ้มกลุ่ม ‘น้ำล้อมบ้าน’ ดีเดย์จ่ายเงินสัปดาห์นี้
News กทม. เร่งเยียวยาน้ำท่วม ปลดล็อกเกณฑ์ 7 วัน เจรจา ปภ. อุ้มกลุ่ม ‘น้ำล้อมบ้าน’ ดีเดย์จ่ายเงินสัปดาห์นี้
นักวิชาการชี้ไทยติดกับดัก “ตั้งรับ-เยียวยา” ถึงเวลาปฏิรูประบบจัดการน้ำ
News นักวิชาการชี้ไทยติดกับดัก “ตั้งรับ-เยียวยา” ถึงเวลาปฏิรูประบบจัดการน้ำ
สแกนสมรภูมิ ‘Solar EPC’ ไทย ตลาดแข่งเดือดรับเทรนด์ ESG—เปิดพอร์ต 5 ผู้เล่นในอุตสาหกรรม
Biz Movement สแกนสมรภูมิ ‘Solar EPC’ ไทย ตลาดแข่งเดือดรับเทรนด์ ESG—เปิดพอร์ต 5 ผู้เล่นในอุตสาหกรรม
สยามพารากอน จัดกิจกรรมรวมพลังคอมมูนิตี้ AI ชั้นนำ ฉลอง 3 ปี SCBX NEXT TECH
Tech สยามพารากอน จัดกิจกรรมรวมพลังคอมมูนิตี้ AI ชั้นนำ ฉลอง 3 ปี SCBX NEXT TECH
3 สวรรค์พนันออนไลน์ ‘กูราเซา-ยิบรอลตาร์-อ็องฌูอ็อง’ หมุดหมายทุนแสนล้าน
Business 3 สวรรค์พนันออนไลน์ ‘กูราเซา-ยิบรอลตาร์-อ็องฌูอ็อง’ หมุดหมายทุนแสนล้าน
หุ้นแบงก์ปันผลเด่น 6% TTB-KBANK ลุ้นจ่ายเพิ่ม จากเงินเหลือซื้อหุ้นคืน
Finance หุ้นแบงก์ปันผลเด่น 6% TTB-KBANK ลุ้นจ่ายเพิ่ม จากเงินเหลือซื้อหุ้นคืน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้น้ำท่วมปี’69 ข้าวนาปีเสียหาย 1.2 หมื่นล้าน
Finance ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้น้ำท่วมปี’69 ข้าวนาปีเสียหาย 1.2 หมื่นล้าน
ราคาทองวันนี้ (7 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ต.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,550 บาท
ดูทั้งหมด

นักวิชาการชี้ไทยติดกับดัก “ตั้งรับ-เยียวยา” ถึงเวลาปฏิรูประบบจัดการน้ำ

07 ต.ค. 2569 | 18:34น.

ท่ามกลางสถานการณ์น้ำท่วมที่หลายพื้นที่ในประเทศไทย เผชิญมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2569 ที่ผ่านมา จนถึงวันนี้ หลายจังหวัดยังเผชิญกับสถานการณ์น้ำ และอีกหลายพื้นที่เข้าสู่ภาวะเสี่ยงที่เผชิญน้ำท่วมขัง จากทั้งฝนตก น้ำหนุน และน้ำที่ไหลมาจากส่วนอื่น ๆ เพื่อระบายลงสู่ทะเล

โจทย์ใหญ่ที่สำคัญในวันนี้ ไม่ใช่แค่การจัดการสถานการณ์ตรงหน้าและฟื้นฟูให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว แต่เป็นการตั้งโจทย์ แก้เกมใหม่ เพื่อรับมือและป้องกันสถานการณ์ในอนาคต ท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงสุดขั้ว

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเวที ราชดำเนินเสวนา ในหัวข้อ “หยุดวงจร น้ำท่วมซ้ำซาก ทางออกประเทศไทย สู่การบริหารน้ำระยะยาว” เชิญภาควิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำมาร่วมถอดบทเรียนวิกฤตภัยพิบัติน้ำที่สร้างผลกระทบในหลายพื้นที่ของประเทศไทย พร้อมฉายภาพฉากทัศน์ความเสี่ยงในอนาคต และเสนอยุทธศาสตร์การปฏิรูปเพื่อหยุดวงจรน้ำท่วมซ้ำซากอย่างยั่งยืน

มองไทยเสี่ยงภัยพิบัติ 3 ระยะใหญ่

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ นำเสนอข้อมูลแบบจำลองการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจาก IPCC และ WMO ซึ่งระบุว่า เอเชียเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติรุนแรงที่สุดในโลกเนื่องจากมีประชากรหนาแน่นและแนวชายฝั่งยาว

สถิติตั้งแต่ปี 1970 เป็นต้นมา หิมะและธารน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก ทวีปแอนตาร์กติกา กรีนแลนด์ และเทือกเขาสูง (หิมาลัย แอนดิส แอลป์) ละลายสะสมแล้วกว่า 12.5 ล้านล้านตัน ส่งผลให้น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นสะสมประมาณ 3.2 เซนติเมตร

การสูญเสียพื้นที่หิมะสีขาวทำให้อัตราการสะท้อนรังสีความร้อนลดลง พื้นดินและมหาสมุทรจึงดูดซับความร้อนแทน ยิ่งเร่งให้อุณหภูมิโลกพุ่งสูงขึ้นและเกิดภาวะอากาศสุดขั้ว

สำหรับประเทศไทย ดร.สนธิ ได้ฉายฉากทัศน์ความเสี่ยงภัยพิบัติออกเป็น 3 ระยะ

ปี 2030 (พ.ศ. 2573) : อุณหภูมิโลกพุ่งแตะเพดาน 1.5 องศาเซลเซียส เกิดภัยแล้งสลับน้ำท่วมฉับพลัน กรุงเทพมหานครเสี่ยงน้ำท่วมสูงหรือมีพื้นที่จมน้ำถึง 40%–96% จาก 3 ปัจจัยลบ ได้แก่ แผ่นดินทรุดปีละ 1–2 ซม. จากชั้นดินอ่อนและการก่อสร้าง น้ำทะเลอ่าวไทยหนุนสูงขึ้นเฉลี่ยปีละ 4 มม. และมวลน้ำเหนือบ่าลงสู่เมืองที่เป็นแอ่งกระทะ ซึ่งต้องพึ่งพาการสูบน้ำออกเพียงอย่างเดียว

ปี 2050 (พ.ศ. 2593) : กรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำถาวรเกิน 1 เมตร โดยพื้นที่ 1 ใน 3 ของ กทม. จะอยู่ใต้ระดับน้ำถาวร ประชากรกว่า 11–12 ล้านคนเสี่ยงต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน และน้ำเค็มจะรุกคืบเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาชั้นใน รบกวนระบบน้ำประปา

ปี 2100 (พ.ศ. 2643) : ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทยอาจสูงขึ้นถึง 1.5–1.7 เมตร ชายฝั่ง 24 จังหวัดเสี่ยงน้ำหนุนท่วมถาวร เกิดน้ำท่วมใหญ่ทุก 2 สัปดาห์ และอุณหภูมิเฉลี่ยของไทยจะสูงขึ้นอีกถึง 5 องศาเซลเซียส

ดร.สนธิ คชวัฒน์ | นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

มองสถานการณ์ปัจจุบัน

รศ.ดร.เสรี สุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะปลอดภัยจากมวลน้ำเหนือหลากและพายุในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ดี พื้นที่วิกฤตหนักที่สุดขณะนี้คือ ลุ่มน้ำบางปะกง (ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก) ซึ่งมีน้ำค้างทุ่งสะสมสูงถึงประมาณ 1,700 ล้านลูกบาศก์เมตร (คิดเป็นปริมาณเกือบ 2 เท่าของความจุเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) คาดว่าต้องใช้เวลาระบายลงสู่ทะเลไม่น้อยกว่า 30 วัน เนื่องจากภูมิประเทศปลายน้ำมีความสโลปต่ำมาก ลำน้ำแคบ และเจอปัญหาน้ำทะเลหนุนสูง

นอกจากนี้ เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีปริมาณน้ำเต็ม 102% หากมีฝนตกเติมเข้ามา มวลน้ำจะสปิลล์ออกโดยไม่สามารถควบคุมได้

รศ.ดร.เสรี เสนอลำดับความช่วยเหลือเร่งด่วน 3 ประการ คือ 1) การรักษาชีวิตคนและกลุ่มผู้ป่วยเปราะบาง 2) การจัดสรรเสบียงอาหาร และ 3) การเร่งระบายน้ำ

รศ.ดร.เสรี สุภราทิตย์ | ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต

ขณะที่ รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิเคราะห์สาเหตุการบริหารน้ำเขื่อนเจ้าพระยา ที่ในปีนี้มีการปรับระบายน้ำผันผวนอย่างรวดเร็ว โดยมองว่า เกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ปริมาณน้ำทุ่งนอกลำน้ำสายหลักไหลลงสู่สถานี C2 นครสวรรค์เร็วมาก ทำให้กรมชลประทานมีเวลาเตรียมการจัดการที่เขื่อนเจ้าพระยาเพียง 1–2 วัน

ฝ่ายการเมืองสั่งให้หน่วงน้ำไว้หน้าเขื่อน ไม่ยินยอมให้อนุญาตปรับการระบายเกิน 2,000 ลบ.ม./วินาที ในช่วงแรก จนเกิดน้ำสะสมสูงถึง อ.เมือง นครสวรรค์ เมื่อได้รับอนุมัติจึงต้องเร่งปล่อยน้ำพุ่งพรวดไปที่ 2,200 และ 2,500 ลบ.ม./วินาที โดยไม่อาจปรับแบบขั้นบันไดได้ทัน

รศ.ดร.สิตางศุ์ ยังเตือนถึง Worst-Case Scenario ของ กทม. ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อ 3 น้ำบรรจบกัน คือ ฝนตกหนักสะสมเกิน 100–200 มม./วัน กระจายทั่ว 50 เขต มวลน้ำเหนือหลากข้ามคัน และน้ำทะเลหนุนสูง หากเกิดพร้อมกันต้องสั่งอพยพประชาชนทันที

เปิดแผลเชิงโครงสร้าง ระบบจัดการภัยพิบัติ

ในวงเสวนาดังกล่าว มี 3 ประเด็นใหญ่ที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ในมุมปัญหาของระบบบริหารจัดการภัยพิบัติของไทย

ความเข้าใจผิดเรื่อง Single Command

ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า สังคมไทยมักเข้าใจผิดว่า Single Command คือการแต่งตั้งตัวบุคคล (Single Commander) เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด หลังเกิดเหตุ แต่ในความเป็นจริง Single Commander ที่ถูกตั้งขึ้นกะทันหันไม่มีอำนาจสั่งการ (Authority) หรือขีดความสามารถ (Capability) จริง

ระบบการบัญชาการที่แท้จริงต้องเป็นสถาบันที่มีกฎหมายรองรับ มีหน่วยข่าวกรอง มีหน่วยปฏิบัติการ มีการฝึกซ้อมแผน และมีสายการบังคับบัญชาที่ชัดเจนล่วงหน้า

การบังคับใช้กฎหมาย

รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถือ พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 แต่ไม่เคยประกาศภาวะวิกฤตตาม “มาตรา 24” ส่งผลให้หน่วยงานปฏิบัติไม่สามารถข้ามขั้นตอนราชการเพื่อผันน้ำเข้าทุ่ง หรือจัดการเปิดทางน้ำได้ทันท่วงที เนื่องจากเกรงกลัวการถูกฟ้องร้อง

อีกทั้งการสั่งการภัยพิบัติ มักอิงระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และมอบหมายรองนายกรัฐมนตรีหลายท่าน จนเกิดความสับสน ขาดการบัญชาการภัยระดับ 4 ตาม พ.ร.บ.ปภ.

การจัดสรรงบประมาณ

รศ.ดร.สิตางศุ์ ระบุว่า งบบูรณาการน้ำกว่า 60,000 ล้านบาท ถูกนำไปกระจุกตัวอยู่ในแผนงานที่ 2 (การป้องกันน้ำท่วม) และแผนงานที่ 3 (การพัฒนาแหล่งน้ำ) ซึ่งเน้นเฉพาะการก่อสร้างสิ่งก่อสร้าง คอนกรีต พนัง และอ่างเก็บน้ำ แต่จัดสรรงบประมาณให้กับแผนงานที่ 5 (การบริหารจัดการ และการพัฒนาระบบวิเคราะห์ข้อมูล Decision Support System – DSS) น้อยมากจนแทบไม่มี

รศ.ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า | ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ไทยติดกับดัก ‘ตั้งรับ-เยียวยา’

ณัฐสิฏ สะท้อนมุมมองเพิ่มเติม ในด้านเศรษฐศาสตร์และนโยบายสาธารณะว่า โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยถูกออกแบบขึ้นบนฐานข้อมูลในอดีต จึงเกิดภาวะ Out of spec ไม่สามารถรองรับปริมาณในสภาพแวดล้อมใหม่ได้อีกต่อไป อีกทั้งระยะเวลาการเกิดภัยพิบัติลดสั้นลง จากเดิมที่เคยเกิดขึ้นทุก 10 ปี ขยับมาเป็นทุก 5 ปี หรือ 3 ปี ทำให้ประชาชน ภาคธุรกิจ และระบบเศรษฐกิจไม่มีเวลาพอในการฟื้นตัว

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยติดกับดักโมเดลการตั้งรับและรอเยียวยา ที่เน้นการแจกถุงยังชีพและจ่ายเงินชดเชยหลังเกิดเหตุ แต่ไม่เคยลงทุนสร้างความพร้อม หรือขีดความสามารถล่วงหน้าในช่วงเวลาปกติ ทั้งที่การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานและการป้องกัน มีมูลค่าถูกกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ที่มีมูลค่าความเสียหายสูงถึงระดับหมื่นล้านบาท

เปิดแนวทางรับมือน้ำระยะยาว

นักวิชาการได้เสนอแนวทางในการจัดการและรับมือน้ำในระยะยาว เพื่อตัดวงจรการเกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ดังนี้

ทำงานเชิงรุก-ปฏิรูประบบทำงาน-นำแนวคิดปรับใช้

ดร.สนธิ แนะนำให้ปรับเปลี่ยนการทำงานจากตั้งรับเป็นเชิงรุก เลิกเน้นเฉพาะการแจกถุงยังชีพและจ่ายเงินเยียวยาหลังเกิดเหตุ แต่ให้เปลี่ยนมาเน้นการป้องกัน และคาดการณ์ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ นำข้อมูลดาวเทียม, Big Data และปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ประมวลผลเพื่อพยากรณ์และเตือนภัยล่วงหน้าระดับพื้นที่อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งปฏิรูประบบการทำงานเป็น One Map, One Data, One Single Command โดยจัดตั้งศูนย์บัญชาการถาวรที่มีอำนาจสั่งการข้ามกระทรวงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหนังสือราชการตราครุฑ

รวมถึงนำเทคโนโลยีและแนวคิดที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศมาปรับใช้ เช่น แก้มลิงใต้ดินและอุโมงค์ยักษ์เก็บน้ำของญี่ปุ่น ระบบเตือนภัย J-Alert แนวคิดเมืองฟองน้ำ (Sponge City) และมาตรการทางภาษีของจีน รวมถึงระบบประตูและคันกั้นน้ำทะเล Delta Works ของเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ แนะนำให้ปลดล็อกงบประมาณให้ท้องถิ่น จัดทำแผนที่เสี่ยงภัยดิจิทัล (Risk Map) ระดับชุมชน และบรรจุวิชาการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติไว้ในหลักสูตรการศึกษาตั้งแต่ระดับอนุบาล พร้อมทั้งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวเพื่อป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งคุ้มค่ากว่าการทุ่มงบประมาณจ่ายค่าเยียวยาหลังเกิดความเสียหายซ้ำซาก

ทบทวนแผนให้ยืดหยุ่น สนับสนุนท้องถิ่นพร้อมรับมือ

รศ.ดร.เสรี แนะนำให้ปรับทบทวนแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนบริหารจัดการน้ำครั้งใหญ่ โดยเน้นความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับบทเรียนภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจริง นำแนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-Based Solutions) ที่เขียนไว้ในแผนมาปฏิบัติและขับเคลื่อนให้เกิดผลจริง

อีกทั้งรัฐบาลส่วนกลางต้องพัฒนาระบบ National Alert สำหรับภัยขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันต้องสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ เทคโนโลยี (เช่น Cell Broadcast) และงบประมาณ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งและสามารถประเมินเตือนภัยประชาชนในพื้นที่ตนเองได้อย่างทันท่วงที

เปลี่ยน Mindset ควบคู่ปฏิรูปวิธีบริหาร

รศ.ดร.สิตางศุ์ เสนอ 2 วิธีการหลัก คือ การปรับเปลี่ยน Mindset ของผู้นำประเทศและผู้บริหารระดับสูง เปลี่ยนวิธีคิดในการบริหารจัดการภัยพิบัติ ยอมรับจุดอ่อน และเปิดรับแนวทางใหม่ๆ เพื่อเป็นหัวขบวนในการปฏิรูป

และเสนอการปฎิรูปวิธีบริหารจัดการน้ำ ผ่านแนวทาง 6 ข้อ

S – Stop Pushing Old Projects : หยุดดันโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่แบบเดิมที่คิดไว้ตั้งแต่ 10–20 ปีก่อน (เช่น หลังปี 2554) แต่ให้เอาความเสี่ยงและสภาพแวดล้อมปัจจุบันเป็นตัวตั้ง

I – Investigate Ourselves : ทบทวนและตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานเดิม เพื่อประเมินจุดอ่อนจุดแข็งของแต่ละพื้นที่

T – Think Differently : เปลี่ยนวิธีคิด ปรับงบประมาณจากการสร้างสิ่งก่อสร้างคันคอนกรีต มาสร้างความเข้มแข็งและศักยภาพให้ท้องถิ่น

A – Artificial Intelligence Unit : ลงทุนสร้างระบบ AI และ Decision Support System (DSS) เป็น “สมอง” ในการประมวลผลและสนับสนุนการตัดสินใจด้านน้ำ

N – Nature-Based Solutions : นำทางออกอิงธรรมชาติมาปฏิบัติใช้อย่างจริงจังและขยายผล ไม่ใช่ทำเป็นเพียงพื้นที่ดูงาน

G – Gather Public-Private Participation : ดึงภาคเอกชน วิชาการ ประชาสังคม และต่างประเทศมาร่วมบริหารจัดการ

สร้างทีมถาวร-ดึงระบบมาร่วมตัดสินใจ

ณัฐสิฏ เสนอให้ปรับเปลี่ยน Operation Model จากเน้นการเยียวยาหลังเกิดเหตุ (Post-event response) ไปสู่การสร้างความพร้อม สร้างขีดความสามารถ (Capability) และ การป้องกัน (Prevention) ในช่วงเวลาปกติ จนถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ให้สามารถรองรับความเสี่ยงจากภาวะอากาศสุดขั้วและวิกฤตโลกร้อนในอนาคต แทนการอิงข้อมูลในอดีต

อีกทั้งแนะนำให้จัดตั้งสถาบันบัญชาการถาวร ที่มีอำนาจสั่งการข้ามหน่วยงาน มีขีดความสามารถ มีการซ้อมแผน และมีความรับผิดชอบในการวางแผนป้องกันและปฏิบัติการตลอดเวลา ไม่ใช่การแต่งตั้ง Single Commander เฉพาะกิจเมื่อเกิดเหตุขึ้นแล้ว และนำระบบสนับสนุนการตัดสินใจ (Decision Support System – DSS) เข้าไปผูกติดกับกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองและการบริหารราชการอย่างเป็นระบบ

ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์ | นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI)