“ทูตเยฟกินี โทมิคิน” ชูจุดแข็งเทคโนโลยี SMR ของรัสเซีย
ตลอดเดือนกันยายนในปี 2026 ปรากฏความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับทางเลือกพลังงานในอนาคตของประเทศไทยที่น่าจับตา ซึ่งมีมิติภูมิรัฐศาสตร์มาเกี่ยวข้องด้วย เริ่มเมื่อ 14-17 กันยายน เวทีการประชุมระหว่างประเทศด้านพลังงานอย่าง Gastech Bangkok 2026 ในบริบทที่เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) กลายเป็นวาระเร่งด่วนเนื่องจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการตั้งศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ส่งผลให้ความต้องการไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาล โดยเฉพาะในหลายประเทศที่เศรษฐกิจมีส่วนร่วมอย่างมากในห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงไทย
ในการพบปะหารือกับผู้แทนสื่อมวลชนที่สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทยเมื่อ 30 กันยายน นายเยฟกินี โทมิคิน เอกอัครราชทูตรัสเซียชี้ให้เห็นถึงความได้เปรียบในเทคโนโลยี SMR ของรัสเซีย กล่าวว่า ประเทศไทยรวมถึงประเทศอื่นๆ เริ่มหารือเกี่ยวกับทางเลือกด้านพลังงานนิวเคลียร์กับนานาประเทศ รวมถึงรัสเซีย
ทูตอ้างถึงคำพูดของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียกล่าวกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูลว่า ปัจจุบันมีเพียงรัสเซียเท่านั้นที่มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ที่ใช้งานได้จริง โดยพื้นฐานของ SMR ในรัสเซียนั้นมาจากเครื่องยนต์ที่ผลิตขึ้นสำหรับเรือตัดน้ำแข็ง และนอกจากนี้รัสเซียเป็นเพียงประเทศเดียวที่มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบลอยน้ำหรือแบบเคลื่อนที่ได้ ซึ่งขณะนี้มีการสั่งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แบบลอยน้ำเพิ่มอีก 2-3 แห่งแล้ว
“ขอย้ำคำพูดของประธานาธิบดีปูตินอีกครั้งที่ว่า ปัจจุบันมีเพียงรัสเซียเท่านั้นที่มี SMR ที่ใช้งานได้จริง ดังนั้นหากถามตนเกี่ยวกับ (SMR) ของประเทศอื่น ตนก็คงต้องยกคำพูดของประธานาธิบดีปูตินมาตอบเช่นเดิม ซึ่งในเชิงตรรกะแล้ว คำตอบคือยังไม่มี แม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะนำเสนอเอกสารหรือข้อมูลต่างๆ แต่ในขั้นตอนนี้ก็ยังถือว่าเป็นเพียงการขายสิ่งที่จับต้องไม่ได้ หรือยังลอยอยู่ในอากาศเท่านั้น” ทูตรัสเซียกล่าว
“แน่นอนว่าเทคโนโลยีกำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว และในอนาคตประเทศอื่นๆ ก็คงจะมีเทคโนโลยีที่คล้ายคลึงกัน แต่หากพูดถึงการสร้างเสร็จในระยะสั้น ผมคิดว่าเราควรพิจารณาความร่วมมือกับรัสเซียเป็นอันดับต้นๆ” นายเยฟกินีกล่าว
ก่อนหน้านี้ โครงการส่วนใหญ่ของรัสเซียเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม (Classical grade) ซึ่ง Rosatom รัฐวิสากิจพลังงานของรัสเซียเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยปัจจุบันกำลังก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในจีน (จำนวน 2 แห่ง) อิหร่าน อินเดีย ตุรกี อียิปต์ เวียดนาม และลงนามข้อตกลงกับบังกลาเทศแล้ว จะเห็นได้ว่ามีหลายประเทศที่เกี่ยวข้อง
แต่สำหรับ SMR นั้นอาจถือเป็นเรื่องใหม่เนื่องจากวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี ในบางกรณี SMR อาจมีประโยชน์และน่าสนใจกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ เพราะโรงไฟฟ้าแบบดั้งเดิมต้องใช้เวลาก่อสร้างนานมาก อย่างน้อยราว 5-7 ปี
“ในขณะที่ SMR สามารถตอบโจทย์เฉพาะทางได้ดีกว่า เช่น หากต้องการจ่ายไฟให้ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ขนาดใหญ่ ก็อาจใช้ SMR เพียง 1 หรือ 2 เครื่องก็เพียงพอแล้ว ซึ่งสามารถติดตั้งได้รวดเร็วหรือแม้แต่ใช้รูปแบบโรงไฟฟ้าลอยน้ำ (Floating Nuclear Power Plant) ก็ได้” เยฟกินี โทมิคินกล่าว
ทูตรัสเซียมองว่าเทคโนโลยีนี้รองรับการใช้งานลักษณะดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ซึ่งรัสเซียเองก็ได้นำเสนอทางเลือกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนี้ไว้แล้ว และแน่นอนว่าต้นทุนย่อมต่ำกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีความปลอดภัยสูงกว่าด้วย ส่วนรูปแบบโรงไฟฟ้าลอยน้ำก็น่าสนใจมากเพราะสามารถเคลื่อนย้ายไปยังจุดต่างๆ ได้ตามต้องการ ตนเคยได้ยินมาว่าแอฟริกาใต้เองสนใจจะซื้อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลอยน้ำเพื่อใช้งานเช่นกัน เพราะมีความยืดหยุ่นสูง หากมีความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ห่างไกล ก็สามารถส่งโรงไฟฟ้าไปที่แห่งนั้นได้ทันที หรือจะย้ายไปติดตั้งที่อื่นต่อก็ได้ จึงถือเป็นทางเลือกที่มีความยืดหยุ่นมาก ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้ในภูมิภาคนี้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของรัฐบาลไทยด้วย
ก่อนหน้านี้ องค์การการค้าและการพัฒนาของสหรัฐอเมริกา (USTDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อ 14 กันยายน 2026 ซึ่งตรงกับวันแรกของงาน Gastech Bangkok 2026 ระบุว่า สนับสนุนการนำเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์เพื่อการใช้งานโดยสันติของสหรัฐมาใช้ประกอบการพิจารณาของประเทศไทยในการสำรวจแนวทางการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของประเทศ
โดย USTDA ลงนามในข้อตกลงกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้น ซึ่งจะดำเนินการวิเคราะห์ด้านเทคนิคเกี่ยวกับเทคโนโลยี SMR ของสหรัฐที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 600 เมกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการจ่ายไฟฟ้าให้หลายแสนครัวเรือน ขณะที่เศรษฐกิจไทยเติบโต ความต้องการไฟฟ้าของประเทศก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย การมีแหล่งผลิตไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและเชื่อถือได้จึงมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจในวงกว้าง
ดร.นรินทร์ เผ่าวานิช ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่า การสนับสนุนครั้งนี้ของสหรัฐถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับประเทศไทยในการประเมินความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี SMR ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและสนับสนุนอนาคตด้านพลังงานที่สะอาดยิ่งขึ้น เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับโอกาสในการเรียนรู้จากนวัตกรรม ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ของสหรัฐพร้อมทั้งเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสองประเทศ
เมื่อ 3 กันยายน ที่ผ่านมา ที่โรงแรมสยาม เคมปินสกี้ งานสัมมนาประจำปีของประชาชาติธุรกิจ “Beyond ESG: Thailand Transition #เปลี่ยนอนาคตประเทศไทย” นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวเกี่ยวกับการใช้โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactors: SMRs) ว่า คือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ทำทุกอย่างเสร็จมาตั้งแต่โรงงาน และไม่ได้อยู่ไกลตัว ยกตัวอย่าง เรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีพลังงานนิวเคลียร์ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln) ที่กำลังจอดเทียบท่าแหลมฉบังในขณะนั้น ก็เป็น SMR และรวมถึงเรือตัดน้ำแข็งรัสเซียก็ใช้เทคโนโลยีนี้เช่นกัน
นายวฤตกล่าวว่า สำหรับโอกาสที่ประเทศไทยจะนำเทคโนโลยี SMR มาใช้นั้น ยืนยันว่าอยู่ในกรอบของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (IAEA) ทั้งด้านกฎหมาย หน่วยงานกำกับดูแล ความปลอดภัย การจัดการกากนิวเคลียร์ และการยอมรับของประชาชน
รองผู้ว่าฯกฟผ. กล่าวอีกว่า ทูตพาณิชย์หลายประเทศเข้ามาพบหารือกับตนในประเด็นนี้ ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาเลือกระหว่างเทคโนโลยีของชาติตะวันตกและตะวันออก ซึ่งต้องคำนึงปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ด้วย ทั้งนี้ ทางกฟผ.ต้องการตัดสินใจอย่างรอบคอบ เนื่องจากบางประเทศที่ยื่นข้อเสนอมานั้นมีเทคโนโลยี SMR ที่เป็นเพียงโมเดลหรือเอกสารบนกระดาษ
ปัจจุบัน ในโลกมีจีนและรัสเซียที่เดินเครื่อง SMR อยู่ หลังจากตะวันตกและพันธมิตรหยุดพัฒนาเนื่องจากเหตุการณ์ภัยพิบัติที่โรงไฟฟ้าฟูกูชิมะ ประเทศญี่ปุ่น แต่จีนและรัสเซียเดินหน้าพัฒนาต่อ
SMR ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในทางเลือกที่มีศักยภาพในการสร้างสมดุลระหว่าง พลังงานสะอาด ความมั่นคงของระบบ และต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว