ด่วน ญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ 18 รัฐมนตรี ‘ศุภจี’ โดนด้วย
ฝ่ายค้านเปิดศึกซักฟอก! ยื่นเช็กบิล ‘ครม.อนุทิน’ ยกแผง 18 รัฐมนตรี ตั้งแต่ ‘นายกฯ-คลัง-พาณิชย์-ดีอี’
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยพรรคร่วมฝ่ายค้าน เข้าชื่อยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร
โดยนายณัฐพงษ์กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ต้องการอภิปรายต่อระบอบสีน้ำเงิน เพราะเป็นศัตรูและอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตยอย่างชัดเจน และกำลังกินรวบประเทศ ไม่เฉพาะในสภาผู้แทนราษฎร แต่ยังรวมถึงสมาชิกวุฒิสภาและกลไกถ่วงดุลตรวจสอบ เช่น องค์กรอิสระ
ดังนั้น เนื้อหาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการฮั้ว สว. การทุจริตสอบท้องถิ่น หรือวิกฤตของประชาชน เช่น การบริหารจัดการน้ำท่วม ล้วนอยู่ในกรอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ทั้งสิ้น ทั้งนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้าน 145 คน ร่วมลงชื่อญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล รวม 18 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151
สำหรับรายชื่อ ผู้ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้ง 18 คนประกอบด้วย
- นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
- นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
- นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี
- นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
- นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
- นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี
- พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
- นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
- นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
- นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
- นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- นายภราดร ปริศนานั้นทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
- นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม
- นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
- นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ส่วนเกณฑ์หลักในการพิจารณาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีนั้น หลักเกณฑ์สำคัญคือ ต้องมีหลักฐานที่ชัดเจน โดยการอภิปรายครั้งนี้มุ่งต่อระบอบสีน้ำเงิน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับความเป็นประชาธิปไตย เราจึงใช้หลักเกณฑ์ทั้งหมดพิจารณาความน่าเชื่อถือของข้อมูลและพยานหลักฐาน ก่อนตั้งข้อกล่าวหาต่อรัฐมนตรีทั้ง 18 คน
ซึ่งหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฝ่ายค้านจะดำเนินการทุกทางเพื่อเอาผิดรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามพยานหลักฐาน
“ส่วนผลการลงมติ ผมขอเรียกร้องให้สมาชิกทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลตระหนักว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกคนทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานที่เราเปิดเผยเกี่ยวกับรัฐมนตรีทั้ง 18 คนแล้ว ขอให้ทุกคนลงมติในสภาอย่างตรงไปตรงมา”
ส่วนสถานะของพรรคพรรคกล้าธรรมนั้น ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า หลายคนคงเห็นและเข้าใจเหตุผลที่พรรคกล้าธรรมยังไม่ได้ร่วมลงชื่อในญัตตินี้ ซึ่งพรรคกล้าธรรมควรชี้แจงด้วยตนเอง
ญัตติ อภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทิน
ทั้งนี้ สำหรับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นั้น ญัตติฝ่ายค้านระบุว่า
ไม่มีความชื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง มีพฤติกรรมทุจริตฉ้อฉล ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต บริหารประเทศผิดพลาดอย่างร้ายแรง ไม่เคารพและปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย จงใจหรือปฏิบัติหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไร้ความรับผิดชอบต่อระบบรัฐสภาไร้วุฒิภาวะไร้ภาวะผู้นำ บริหารงานบุคคลล้มเหลว แต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญต่างๆโดยมิได้คำนึงถึงความรู้ความสามารถและความชื่อสัตย์สุจริต ไม่รู้สำนึกผิดชอบชั่วดี ไร้จิตสำนึกในการเป็นผู้นำประเทศที่จะต้องละเว้นไม่ใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่ไปเพื่อผลประโยชน์ทับซ้อน กลับใช้อำนาจหรือตำแหน่งหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อตนเองบริวาร พวกพ้อง และผู้มีพระคุณ ไม่มีความคิดในการทำหน้าที่เพื่อผลประโยชน์ของชาติและส่วนรวม แต่ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายพรรคการเมืองของตนเอง
ระบอบ น.หนูกินรวบประเทศ
สร้างระบอบสีน้ำเงิน ระบอบ น.หนู กินรวบประเทศ ทั้งโกงการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา โกงการสอบข้าราชการ โกงงบประมาณแผ่นดินเพื่อความมั่นคงและความมั่งคั่งของตนเอง พวกพ้อง และผู้มีพระคุณ นายอนุทินและเครือข่ายพรรคพวกของตนได้สมคบคิดกันเพื่อเข้าไปทำลาย ควบคุม ครอบงำ หรือแทรกแชงกระบวนการยุติธรรม กลไกตรวจสอบด่วงดุลการใช้อำนาจ และองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเพื่อทำให้กระบวนการและกลไกเหล่านั้นกลายเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรง ข้าม แต่ละเว้น ช่วยฟอกขาว หรือช่วยเอื้อประโยชน์ให้แก่พรรคพวกของตน
ใช้อำนาจโกง สว.
การที่นายอนุทินใช้อำนาจ ตำแหน่งหน้าที่ เครือข่ายพรรคพวกบริวาร และพรรคการเมืองของตน ดำเนินการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอย่างเป็นขบวนการนั้น ยังถือเป็นการก่ออาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งใหญ่ของประเทศชาติ ทำลายสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำลายองค์กรอิสระและกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายนอกจากนี้นายอนุทินยังใช้อำนาจ อิทธิพล ตำแหน่งหน้าที่ และเครือข่ายของตนเอง เข้าไปแทรกแซงกลไกการตรวจสอบการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ส่งเสริมการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ สร้างสภาวะการลอยนวลพ้นผิดให้แก่ตนเองและพวกพ้อง
ทำให้องค์กรตรวจสอบปฏิบัติหน้าที่และจงใจละเลยการปฏิบัติหน้าที่เพื่อ ช่วยเหลือขบวนการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภา นายอนุทินและพรรคพวกยังสร้างความเสื่อมเสียให้แก่สถาบันหลักของชาติ จงใจใช้ความจงรักภักดีเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง สร้างความเสียหาย ต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การใช้อำนาจและการบริหารราชการแผ่นดินของนายอนุทินส่งผลให้เกิดการทุจริตคอร์รัปขันอย่างกว้างขวางเป็นระบบ กลายเป็นต้นตอของปัญหาอาชญากรรม
ละเว้นจัดการทุนเทา
มีพฤติการณ์จงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการกับขบวนการทุนเทาซึ่งส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาสังคม ตลอดจนปัญหาสิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน ปัญหาเหล่านี้ล้วนมีต้นตอมาจากการที่นายอนุทินเป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ ไร้สำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาชน ล้มเหลวในการปฏิบัติหน้าที่และการบริหารราชการแผ่นดิน ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนในทุกมิติ หนำ ซ้ำยังมีพฤติกรรมที่เลวร้ายจนประวัติศาสตร์ต้องจารึกด้วยความน่ารังเกียจถึงขนาดปล่อยให้บริวารและพวกพ้องฉวยโอกาสแสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงเวลาวิกฤตข้าวยากหมากแพงมุ่งใช้งบประมาณแผ่นดินที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยเพื่อความมั่งคั่งและผลประโยชน์ของเครือข่ายพวกพ้อง หาได้สนใจใยดีต่อความทุกข์ร้อนของประชาชนและปัญหาของประเทศ
เสแสร้งแกล้งรักชาติ
ยึดเอาผลประโยชน์ชาติมาเป็นผลประโยชน์ของของตนเอง เสแสร้งแกล้งรักชาติ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แต่กลับมีพฤติกรรมเนรคุณแผ่นดิน ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน สมรู้ร่วมคิดรู้เห็นเป็นใจให้มีกระบวนการทุจริตการสอบเข้า บรรจุ และแต่งตั้งข้าราชการรวมทั้งตัดตอนการตรวจสอบ ใช้อำนาจเพื่อให้ผู้กระทำผิดลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย แทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย ข้าราชการอันเป็นการทำลายระบบคุณธรรมในระบบราชการลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ระบบราชการสยบยอมต่ออำนาจทางการเมือง แต่งตั้งบุคคลที่เป็นพรรคพวกและบริวารให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ เพื่อเอื้อต่อการหาผลประโยชน์โดยมิชอบและการสร้างฐานอำนาจทางการเมือง กดดันบีบบังคับข้าราชการเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง พวกพ้องและผู้มีพระคุณของตน
คดโกงทุกรูปแบบ รวยไม่ไหวแล้ว แค่ลมปาก
นายอนุทินมีพฤติกรรมแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานเพื่อประโยชน์ทางการเมือง มีพฤติกรรม สับปลับ หลอกลวง ไร้คุณธรรมจริยธรรม ไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม ส่งผลให้สังคมไทยเป็นยุคสมัยที่คนชั่วได้ดีคนมีความสามารถมิอาจประสบความสำเร็จได้ มีการใช้เส้นสายและระบบอุปถัมภ์อันนำไปสู่การคดโกงทุกรูปแบบคำสัญญาที่บอกว่าจะทำให้ประชาชน “รวยไม่ไหวแล้ว” เป็นเพียงแค่ลมปากที่ไม่มีความหมายใดๆ เพราะมีแค่เพียงคนโกงและบริวารพวกพ้องเท่านั้นที่รวยไม่ไหวแล้ว ขณะที่ประชาชนทั่วไปกลับมีชีวิตความเป็นอยู่ย่ำแย่ลง
@ บกพร่องร้ายแรง
นายอนุทินยังมีพฤติกรรมที่บกพร่องอย่างร้ายแรงอีกหลายประการในการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่อย่างไร้ศักดิ์ศรีในเวทีระหว่างประเทศ ไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนการบริหารภายในประเทศก็ล้มเหลวในปกป้องประชาชนและผลประโยชน์ของสาธารณะไม่มีเจตจำนงและความสามารถที่จะปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มัวแต่อุ้มซูกลุ่มทุนและเครือข่ายผลประโยชน์ของตนเอง การบริหารและการใช้งบประมาณของประเทศไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง เศรษฐกิจได้รับความเสียหาย ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและศักยภาพของประเทศตกต่ำดิ่งเหว คนไทยไร้ความหวัง ไร้อนาคต ล้มเหลวในการดับไฟใต้ หลักนิติรัฐ กระบวนการยุติธรรม ความมั่นคงและสิทธิของประชาชนก็ถูกบั่นทอนทำลายทั้งระบบ
เป็นหุ่นเชิดการเมือง
ยิ่งไปกว่านั้น นายอนุทินในฐานะผู้นำของประเทศยังได้ปรากฏพฤติกรรมยอมตนอยู่ภายใต้บุคคลอื่นเป็นเพียงหุ่นเชิดทางการเมืองที่ถูกซักใยชี้นำในเรื่องสำคัญ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกลายเป็นเพียงเกราะคุ้มครอง บุคคลอื่นให้สามารถแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนโดยการฉ้อราษฎร์บังหลวงหรือเบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมต่อไปได้