SCG สร้างภูมิคุ้มกันน้ำ หนุนธุรกิจเติบโต-ยืดหยุ่น ในยุคโลกรวน
ESG Symposium 2026 โดย SCG จัดร่วมกับ World Business Council for Sustainable Development ชวนภาคธุรกิจและสังคมมองวิกฤตน้ำในมุมใหม่ จากสถานะผู้รับผลกระทบสู่การสร้าง “ภูมิคุ้มกันน้ำ” (Water Resilience) ด้วยการเตรียมความพร้อมเชิงรุกล่วงหน้า เพื่อให้เมื่อเกิดภัยพิบัติ ธุรกิจยังเดินหน้าต่อได้ ชุมชนไม่สูญเสียรายได้ และทุกคนกลับสู่ชีวิตปกติได้เร็วที่สุด
ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ ภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายแนวคิด “Water Economy” หรือการสร้างเศรษฐกิจจากการบริหารจัดการน้ำ โดยมองน้ำเป็นเหรียญสองด้าน
ด้านหนึ่ง น้ำเป็นทรัพยากรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้าง GDP และรายได้ให้ภาคเกษตรและอุตสาหกรรม หากจัดสรรได้ถูกที่ถูกเวลาจะสร้างมูลค่ามหาศาล แต่อีกด้าน น้ำคือตัวแปรที่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ทั้งจากน้ำท่วมและภัยแล้ง การบริหารจัดการน้ำจึงต้องดำเนินคู่ขนานกัน ทั้งการวางแผนใช้ประโยชน์จากน้ำ และการลดผลกระทบเมื่อน้ำมากหรือน้อยเกินไป
ภาคกลาง โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล เป็นพื้นที่ที่แบกรับความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงสุดเมื่อเกิดภัยพิบัติทางน้ำ และแผนบริหารจัดการน้ำต้องตอบโจทย์ 2 ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ การขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว ทำให้ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานกระจุกตัวหนาแน่น ชุมชนเมืองจึงเสี่ยงต่อน้ำท่วมขังมากขึ้น และ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ ที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อน
นอกจากนี้ ความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) และการบริหารความเสี่ยงด้านน้ำยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ หากทำได้ดี นักลงทุนจะมั่นใจที่จะลงทุนและขยายฐานการผลิตในไทย
ป้องกันความเสี่ยง-เติบโต
Bain & Company แนะนำให้องค์กรวางแผนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Adaptation) ควบคู่ไปกับการสร้างภูมิคุ้มกันน้ำ โดยไม่จำกัดมุมมองอยู่เพียงการรับมือภัยพิบัติ การประเมินมูลค่าความเสียหาย หรือผลกระทบทางเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติจริง ผลกระทบจะลามไปถึงระบบเศรษฐกิจ สุขภาพ และความเป็นอยู่ของสังคมโดยรวม
สำหรับภาคธุรกิจ Bain & Company ชี้ว่าต้องเริ่มดำเนินการทันที ทั้งการดูแลกิจการและทรัพย์สินที่มีอยู่ การซื้อประกันภัยเพื่อลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วมและแผ่นดินไหว และการวางกลยุทธ์การตลาดเพื่อมองหาโอกาสใหม่จากการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป
องค์กรที่ทำได้ครบถ้วนถือว่าสอดคล้องกับแนวคิด Resilient Growth หรือการเติบโตที่ยืดหยุ่น ซึ่งให้น้ำหนักกับการบริหารความเสี่ยงและการเติบโตเท่า ๆ กัน และการลงทุนป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้าเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดกว่าการรอให้เกิดความเสียหายก่อน

ประเมินความเสี่ยงเป็นเงิน
ขณะที่ Swiss Re ระบุว่าความสูญเสียจากภัยธรรมชาติทั่วโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเอเชียได้รับผลกระทบหนักที่สุด ในปี 2026 ความเสียหายจากน้ำท่วมในภูมิภาคนี้เติบโตสูงถึง 12% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงสองเท่า
ปัจจัยที่ทำให้ความเสียหายรุนแรงขึ้นไม่ได้มาจากตัวภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก “Exposure Growth” หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ทำให้อาคาร ทรัพย์สิน และโครงสร้างพื้นฐานไปกระจุกตัวในพื้นที่เสี่ยงมากขึ้น ยิ่งกระจุกตัวมาก มูลค่าความสูญเสียยิ่งสูง การเลือกทำเล การวางโครงสร้างพื้นฐาน และการออกแบบอาคารจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบตั้งแต่เริ่มลงทุน
Swiss Re เสนอกรอบประเมินความเสี่ยง 3 มิติ ได้แก่ Hazard (ระดับภัยพิบัติ) ภัยพิบัติรุนแรงมากน้อยเพียงใด, Exposure (การเปิดรับความเสี่ยง) ทรัพย์สินหรือกิจกรรมเศรษฐกิจใดอยู่ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และ Vulnerability (ความเปราะบาง) ทรัพย์สินเหล่านั้นเปราะบางต่อความเสียหายเพียงใด
เมื่อแปลงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเป็นมูลค่าตัวเงิน ผู้บริหารจะเห็นภาพชัดว่าความเสี่ยงกระทบธุรกิจอย่างไร และควรลงทุนลดความเสี่ยงจุดใดก่อน ซึ่งชัดเจนกว่าการรู้เพียงว่าพื้นที่นั้นเสี่ยง โดยไม่เข้าใจผลกระทบทางการเงินที่แท้จริง
Swiss Re ยังเน้นว่า การปรับตัวทางกายภาพและการประกันภัย ทำหน้าที่เสริมกัน โดยการปรับตัวทางกายภาพช่วยลดความเสียหายต่อสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินโดยตรง ขณะที่ประกันภัยบริหารความเสี่ยงทางการเงินส่วนที่เหลืออยู่ ประกันภัยจึงไม่ได้มาแทนที่การเตรียมความพร้อมล่วงหน้า แต่ทำงานควบคู่กันเพื่อรักษาความยืดหยุ่นทางการเงินขององค์กรให้ธุรกิจเดินต่อได้อย่างยั่งยืน
ธุรกิจ-รัฐ-ชุมชน ไปด้วยกัน
งบดุลความยืดหยุ่น (Resilience Balance Sheet) ที่ Swiss Re แนะนำให้ภาคธุรกิจนำไปปรับใช้ คือแนวคิด Private & Public Value Alignment ที่มองการรับมือความเสี่ยงด้านน้ำและสภาพภูมิอากาศให้พ้นขอบเขตของแต่ละกิจการ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของ 3 ภาคส่วนไปพร้อมกัน
ภาคเอกชน ลดความเสียหายทางกายภาพจากภัยพิบัติ เพื่อให้กิจการกลับมาเปิดได้เร็วขึ้น ลดจำนวนวันหยุดงาน และรักษารายได้ ควบคู่กับการดูแลชุมชน ไม่ให้ประชาชนและแรงงานในพื้นที่สูญเสียแหล่งทำมาหากินหรืออาชีพจากน้ำท่วมและภัยแล้ง รวมถึงลดผลกระทบต่อกลุ่มเปราะบางให้มากที่สุด
ภาครัฐ หนุนเสริมด้วยการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและกิจกรรมเศรษฐกิจไม่ให้หยุดชะงัก พร้อมเปลี่ยนจากการจ่ายงบชดเชยความเสียหายเฉพาะหน้า มาเป็นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างภูมิคุ้มกันน้ำในระยะยาว
ชุมชน ได้รับความปลอดภัยและสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติมากที่สุดเมื่อเกิดภัยพิบัติ
การเปลี่ยนผ่านจากวิกฤตน้ำสู่ภูมิคุ้มกันน้ำคือการเปลี่ยนกรอบคิดจากการซ่อมแซมความเสียหายไปสู่การเติบโตที่ยืดหยุ่น (Resilient Growth) เพราะน้ำไม่ใช่จำเลยของภัยพิบัติเพียงอย่างเดียว หากบริหารจัดการได้ดี น้ำจะเป็นต้นทุนที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดึงดูดการลงทุน และสร้างรายได้ให้คนในประเทศอย่างยั่งยืน