สทนช.เตือน 10-12 ต.ค. เสี่ยงน้ำหลากหลายพื้นที่ จับตาใต้หนัก-7 เขื่อนใหญ่เกิน 80%
สทนช.ออกประกาศฉบับที่ 10/2569 เตือนช่วง 10-12 ตุลาคม เฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และน้ำล้นตลิ่ง ครอบคลุมหลายพื้นที่ตั้งแต่ภาคเหนือ กทม. ภาคตะวันออก ภาคตะวันตกถึงภาคใต้ พร้อมจับตา 7 อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำมากกว่า 80% ของความจุ ขณะที่ภาพรวมน้ำในอ่างทั่วประเทศอยู่ที่ 82% ส่วนเขื่อนเจ้าพระยาระบาย 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และอ่างหนองปลาไหลใน EEC มีน้ำ 106%
นายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า สทนช.ออกประกาศฉบับที่ 10/2569 เรื่องเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง หลังติดตามการคาดการณ์สภาพอากาศพบว่า ความกดอากาศสูงจากประเทศจีนแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทยตอนบน ประกอบกับร่องมรสุมพาดผ่านภาคใต้ตอนบน ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ยังปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย
สภาพดังกล่าวจะทำให้ประเทศไทยมีอากาศแปรปรวน มีฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ลูกเห็บตก และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดย สทนช.ประเมินพื้นที่เสี่ยงจากข้อมูลคาดการณ์ฝนของกรมอุตุนิยมวิทยา สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) รวมถึงข้อมูลพื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและดินโคลนถล่มจากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี
ช่วงวันที่ 10-12 ตุลาคม 2569 พื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมขัง น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ได้แก่ ภาคเหนือ จ.น่าน อ.ทุ่งช้าง
ภาคกลาง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เขตหนองแขม บางแค และบางบอน และ จ.สมุทรสาคร อ.กระทุ่มแบน
ภาคตะวันออก ได้แก่ จ.ระยอง ในพื้นที่ อ.เมืองระยอง และแกลง จ.จันทบุรี ในพื้นที่ อ.นายายอาม ท่าใหม่ ขลุง และมะขาม และ จ.ตราด ในพื้นที่ อ.เมืองตราด คลองใหญ่ เขาสมิง และบ่อไร่
ส่วนภาคตะวันตก ต้องเฝ้าระวัง จ.สมุทรสงคราม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ โดยครอบคลุมหลายอำเภอ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ชะอำ หัวหิน ปราณบุรี สามร้อยยอด และแก่งกระจาน
ขณะที่ภาคใต้เป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังหลายจังหวัด ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ยะลา และนราธิวาส ครอบคลุมพื้นที่จำนวนมาก โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงน้ำป่า น้ำหลาก และน้ำท่วมฉับพลัน
สทนช.ยังให้เฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 80% ของความจุเก็บกัก จำนวน 7 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำหนองปลาไหลและอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง อ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดา จ.ปราจีนบุรี อ่างเก็บน้ำวชิราลงกรณและอ่างเก็บน้ำศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี อ่างเก็บน้ำแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี และอ่างเก็บน้ำปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์
นอกจากนี้ ยังต้องเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็กที่มีน้ำมากกว่า 80% ในพื้นที่ จ.น่าน ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง สุราษฎร์ธานี กระบี่ และตรัง
สำหรับลำน้ำสายหลัก สทนช.ให้จับตาระดับน้ำเพิ่มขึ้นฉับพลัน น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณแม่น้ำปราจีนบุรี จ.ปราจีนบุรี แม่น้ำบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา คลองพระสะทึงและคลองพระปรง จ.สระแก้ว แม่น้ำจันทบุรี จ.จันทบุรี แม่น้ำตราด จ.ตราด แม่น้ำเพชรบุรี จ.เพชรบุรี แม่น้ำแควน้อยและแม่น้ำแควใหญ่ จ.กาญจนบุรี คลองบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ รวมถึงแม่น้ำสายบุรีและแม่น้ำโก-ลก จ.นราธิวาส
สทนช.ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตรภายใน 24 ชั่วโมง และพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมเป็นประจำ
พร้อมให้เร่งตรวจสอบและซ่อมแซมแนวคันริมแม่น้ำ กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปรับการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำ เขื่อนระบายน้ำ และประตูระบายน้ำให้สอดคล้องตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมถึงระดับน้ำทะเล โดยเร่งระบายและพร่องน้ำเพื่อรองรับฝนที่คาดว่าจะตกหนัก
ขณะเดียวกัน ให้เตรียมแผนรับน้ำหลาก บุคลากร เครื่องจักรและเครื่องมือ รวมถึงลอกท่อระบายน้ำ พร้อมประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า เพื่อให้สามารถอพยพได้ทันหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น
ด้านรายงานสถานการณ์น้ำภาพรวมของประเทศ ณ เวลา 07.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศอยู่ที่ 66,058 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 82% ของความจุเก็บกัก โดยมีน้ำใช้การ 41,937 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 74%
เมื่อแยกรายภาค พบว่าภาคตะวันตกมีสัดส่วนปริมาณน้ำสูงสุดที่ 96% หรือ 27,182 ล้านลูกบาศก์เมตร รองลงมาคือภาคตะวันออก 88% หรือ 2,787 ล้านลูกบาศก์เมตร ภาคกลาง 78% ภาคเหนือ 75% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้อยู่ที่ 70%
สำหรับสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ณ เวลา 06.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม สถานี C.2 อ.เมืองนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 2,009 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำต่ำกว่าตลิ่ง 2.94 เมตร ขณะที่เขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำอยู่ที่ 2,350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระดับน้ำเหนือเขื่อนอยู่ที่ +16.05 เมตร รทก. และท้ายเขื่อน +15.58 เมตร รทก.
ส่วนอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งในพื้นที่ EEC พบว่า อ่างบางพระมีน้ำ 84% หรือ 98 ล้านลูกบาศก์เมตร อ่างหนองปลาไหลมีน้ำ 106% หรือ 174 ล้านลูกบาศก์เมตร และอ่างประแสร์มีน้ำ 96% หรือ 283 ล้านลูกบาศก์เมตร
ทั้งนี้ สทนช.กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงในช่วงวันที่ 10-12 ตุลาคม พร้อมติดตามทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำในลำน้ำ และน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อเร่งระบายน้ำและแจ้งเตือนประชาชนได้ทันต่อสถานการณ์



