3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
ประเทศไทยเสนอ Bangkok Blueprint “พิมพ์เขียวการเงินดิจิทัลยุคใหม่” แนวทางปฏิบัติ 12 ประการ เป็นต้นแบบให้สถาบันการเงินทั่วโลกรับมือภัยการเงินออนไลน์ บนเวทีประชุมประจำปี IMF-Worldbank ระหว่าง 12-18 ต.ค.นี้ ดร.เอกนิติเผย Bangkok Dialogue สรุปผลการประชุมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผู้นำ IMF กล่าวสุนทรพจน์อุ่นเครื่องที่สิงคโปร์เผย 3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก “AI-วิกฤตพลังงาน-หนี้สาธารณะ” พร้อมข้อเสนอแนะนโยบายทางเลือก-ทางรอดในโลกยุคผันผวนอย่างสูง จับตาเอเชียแหล่งรวมห่วงโซ่ AI

นำเสนอ Bangkok Blueprint
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings 2026 ) หรือ AM2026 ในวันที่ 12-18 ต.ค. นี้ ประเทศไทยได้เตรียมนำเสนอ Bangkok Blueprint หรือพิมพ์เขียวการเงินดิจิทัลสมัยใหม่ ซึ่งจะนำมาช่วยให้คนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น
“เราจะนำเสนอตัวอย่างการช่วยพ่อค้าแม่ค้าผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ถุงเงิน และเอไอ นกกระซิบ มาแสดง อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมมือกับ IMF แสดงให้เห็นการใช้ดิจิทัลทางการเงินอย่างปลอดภัย และจะเป็นพิมพ์เขียวให้ผู้นำทางการเงินทั่วโลกได้นำไปต่อยอด”
นอกจากนี้ยังมี Bangkok Dialogue หรือการสรุปผลการประชุมในวันสุดท้าย ให้เห็นว่าผลการประชุมทั้ง 7 วัน ประเทศต่าง ๆ จะนำไปขับเคลื่อนต่อได้อย่างไร โดยไทยในฐานะเจ้าภาพจะมีศักยภาพในการชี้นำเศรษฐกิจโลก “ผมเชื่อว่าจะไม่จบแค่ 7 วันนี้ แต่จะคงอยู่ต่อไปในเวทีการเงินและเศรษฐกิจโลกอีกหลายปีข้างหน้า”
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การจัดประชุม World Bank IMF Meeting โดยธีมของประเทศไทยที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังจัดทำขึ้นใช้ว่า “Thailand: The New Horizon – Empowering People, Building Resilient” จุดหมายใหม่ในการพัฒนาประเทศโดยยึดคนเป็นศูนย์กลางในการสร้างความแข็งแกร่งและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ดีในระยะยาว
ทั้งนี้ ธปท. ได้ทำงานร่วมมือกับ World Bank และ IMF ในการจัดทำรายงานนโยบายสำคัญภายใต้ชื่อ “Bangkok Blueprint” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ 12 ประการหรือมาตรการ สำหรับสถาบันการเงินและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในการป้องกันและรับมือกับปัญหาภัยทางการเงินออนไลน์ (Financial Scam) อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Fraud, Cyber threat) ที่ส่งผลกระทบหลายประเทศทั่วโลก
สำหรับปัญหาภัยทางการเงินและสแกมออนไลน์เกิดขึ้นค่อนข้างมากในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ไทยและประเทศในแถบนี้มีประสบการณ์ตรงและบทบาทสำคัญในการรับมือ ประกอบกับประเทศไทยมีระบบการชำระเงินที่มีความก้าวหน้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคหนึ่งในโลก จึงพร้อมนำประสบการณ์ดังกล่าวมาถ่ายทอด และร่วมกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางการเงินระดับสากลในการประชุมครั้งนี้
เงินหมุนเวียนทะลุ 2,000 ล้าน
ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยทันทีประมาณ 1,050 – 2,250 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ซึ่งมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 7-10 วัน อัตราการใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อคนต่อวัน ผ่านการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าชุมชน รวมทั้งแสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในภูมิภาค นอกจากจะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยแล้วยังนำเสนอภาพลักษณ์ของไทยสู่ระดับโลก
3 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก
นางคริสตาลินา จอร์จิวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวสุนทรพจน์ (7 ตุลาคม) เปิดม่านการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ-ธนาคารโลก ประจำปี 2026 ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่วิทยาลัยนโยบายสาธารณะลีกวนยู ประเทศสิงคโปร์ ว่า ในสัปดาห์หน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก IMF ทั้ง 191 ประเทศ จะมารวมตัวเพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
กรรมการผู้จัดการ IMF เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการหารือในการประชุมที่ประเทศไทย คือประเด็นความท้าทายสำคัญ 3 ประการที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ได้แก่ การทะยานขึ้นของเทคโนโลยี AI อย่างรวดเร็ว วิกฤตราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางบริบทของการประชุมที่เศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงไปในสองทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน กล่าวคือ ผลกระทบเชิงลบจากภาวะชะงักงันด้านอุปทานพลังงาน และผลกระทบเชิงบวกจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากอันเนื่องมาจาก AI ซึ่งสร้างผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก
แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประเทศที่บอบช้ำจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 สงครามในอ่าวอาหรับที่ดำเนินมาเป็นเดือนที่ 8 และความขัดแย้งรุนแรงอื่น ๆ ซึ่งล้วนทำลายชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งกลุ่มประเทศเปราะบางอื่น ๆ ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและขาดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายที่เพียงพอเพื่อรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ แต่ขณะเดียวกันโลกเห็นการเติบโตที่สูงขึ้นในบางพื้นที่ จากคลื่นการลงทุน AI
AI เร่งเชื้อไฟ ศก.เหลื่อมล้ำ
“ไม่ว่าเราจะชอบ ชัง หรือหวาดกลัว AI แต่เทคโนโลยีนี้เข้ามามีบทบาทแล้ว และกำลังกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในเวทีโลกอย่างรวดเร็ว มูลค่าการลงทุนด้าน AI เมื่อเทียบกับ GDP ทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นจนอาจแซงหน้าเม็ดเงินลงทุนที่เคยใช้ในการสร้างทางรถไฟ โครงข่ายไฟฟ้า หรือเครือข่ายโทรคมนาคม เราประเมินว่าปัจจุบันฮาร์ดแวร์ AI และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 10 ของการค้าสินค้าทั่วโลก และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” จอร์จิวากล่าว
การขยายตัวของการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของการลงทุนในระบบเศรษฐกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นี้ รวมถึงสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ในฐานะผู้นำเข้าสุทธิของฮาร์ดแวร์ AI เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ AI นอกจากนี้ 5 ใน 7 ของกลุ่มประเทศที่เหลือของ TOP10 ยังเป็นประเทศในเอเชีย ซึ่งทำหน้าที่จัดหาสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ไมโครโปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูง ชิปหน่วยความจำ เครื่องจักรสำหรับผลิตชิป ไปจนถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์
ขณะที่เศรษฐกิจ AI กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าแต่ก็มีสัญญาณอันตรายว่า AI กำลังเป็นตัวเร่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้น
วิกฤตราคาพลังงานยืดเยื้อ
ผู้นำ IMF กล่าวว่า AI ยิ่งเพิ่มความต้องการพลังงาน ซึ่งนำไปสู่ประเด็นสำคัญอันดับสองในการประชุมประจำปีนี้ คือต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลต่อราคาปุ๋ย อาหาร และต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงในปีนี้ เหล่านี้กดดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและการเติบโตเศรษฐกิจ แม้ว่าการฟื้นตัวของปริมาณน้ำมันที่ไหลออกจากอ่าวเม็กซิโกจะยังไม่มั่นคงนัก แต่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงความเสี่ยง ต้นทุนการขนส่งที่สูง และปัจจัยอื่น ๆ
แม้ความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวจะยุติลงในเร็ววัน แต่ปัญหาเรื่องราคาพลังงานที่สูงก็มีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง ตัวอย่างเช่น สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนต์ล่วงหน้าบ่งชี้ว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027
หนี้สาธารณะโลกน่ากังวล
ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น ล้วนพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2009 และ 1996 ตามลำดับ และยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง
ประเด็นนี้นำมาสู่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่การขาดดุลงบประมาณที่สูงเกินควร หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และภาระต้นทุนในการชำระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ขณะนี้หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และมีแนวโน้มที่จะพุ่งทะลุ 100% ของ GDPโลกในเร็ว ๆ นี้
ผู้นำ IMF ระบุว่า กระแสการลงทุน AI เข้ามามีผลกระทบใน 2 ช่องทาง คือบริษัทเอกชนแข่งระดมทุนขายหุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการแย่งชิงเงินออม และมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจาก AI ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร รวมทั้งการบูมของการลงทุน AI ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ วิกฤตพลังงาน
อย่างไรก็ตาม การคาดหวังว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาทางการคลังได้นั้น อาจนำไปสู่ความชะล่าใจในการดำเนินนโยบาย ผู้กำหนดนโยบายเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างผ่อนคลายตลอดช่วง 17 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของ GDP มาโดยตลอด
หนุนนโยบายการเงินเข้มงวด
ผู้นำ IMF ระบุว่า ขณะนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการใช้นโยบายการเงินที่ค่อนข้างเข้มงวดแต่รอบคอบในหลายประเทศ และเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป และญี่ปุ่น ต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และแสดงท่าทีที่หนักแน่น ซึ่งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจะปรับเปลี่ยนไปตามนั้น
ขณะที่ความเข้มข้นทางเศรษฐกิจและการเงินในด้าน AI เพิ่มสูงขึ้น ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคเฟื่องฟูของการสร้าง AI ในปัจจุบันและประโยชน์ของ AI ในอนาคต คือช่วงเวลาที่จะเผชิญกับความเสี่ยงสูงสุด
เพราะผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ กำลังดันราคาหุ้นและความมั่งคั่ง แต่หากผลประกอบการลดลง การใช้ประโยชน์จากเงินทุนของบริษัทขนาดใหญ่และการถือครองหุ้นสหรัฐทั่วโลกจำนวนมากที่กำลังเติบโต อาจเปลี่ยนความผิดหวังให้กลายเป็นผลกระทบในวงกว้างได้
อย่างไรก็ดีนางจอร์จิวามองว่า มาตรการป้องกันด่านแรก คือ การควบคุมและกำกับดูแลในส่วนนโยบายการคลัง นับเป็นจุดที่แรงกดดันทุกอย่างมาบรรจบกัน คือ อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่งบประมาณมีจำกัดและมีลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายที่แก่งแย่งกัน รวมถึงด้านการป้องกันประเทศ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของหนี้
ในขณะที่ยังไม่เห็นการดำเนินการที่เด็ดขาดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่มีภาระหนี้สูง สิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือแผนการปรับลดงบประมาณระยะกลางที่น่าเชื่อถือ
IMF ส่งสารถึงผู้กำหนดนโยบาย
“ประเด็นหลักของ IMF ที่ต้องการส่งถึงผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลกคือ เราไม่สามารถเลื่อนการดำเนินการตามนโยบายที่จำเป็นต่อไปได้อีกแล้ว คุณมีเครื่องมือแล้ว ขอให้ใช้มันอย่างชาญฉลาด” จอร์จิวากล่าว และว่าIMF รู้ดีว่าการปรับลดการขาดดุลงบประมาณ หรือมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังจะเป็นงานหนัก หลังจากวิกฤตการณ์หลายครั้งที่นโยบายการคลังต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อบรรเทาผลกระทบ ประชาชนจึงคุ้นเคยกับการสนับสนุนจากรัฐ ทางเลือกทางการเมืองที่ยากลำบากหลายอย่างกำลังรออยู่
นางจอร์จิวาระบุถึงวิธีที่จะทำให้นโยบายการคลังประสบความสำเร็จว่า ประการแรก ผู้กำหนดนโยบายการคลังจำเป็นต้องอธิบายว่าทำไมการปรับลดการขาดดุลงบประมาณหรือมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังจึงจำเป็น ประการที่สอง วางแผนที่จะควบคุมต้นทุนต่อการเติบโตในอนาคตให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยปกป้องกลุ่มที่เปราะบางที่สุด และประการที่สาม ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างที่เสริมกัน
การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาการคลังได้ แต่การเติบโตช่วยได้อย่างแน่นอน เช่น โครงการปฏิรูปที่จะสนับสนุนความพยายามทางการคลัง โดยการพัฒนาทักษะแรงงานให้ดีขึ้น สร้างตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อำนวยความสะดวกในการเข้าและออกจากตลาดของบริษัทต่าง ๆ มากขึ้น เข้าถึงเงินทุนความเสี่ยงระยะยาวได้ดีขึ้น และสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน
AI ไม่ใช่ยาวิเศษรักษาทุกโรค
ขณะที่บิสสิเนส ไทม์ สื่อด้านการเงินของสิงคโปร์ และเว็บไซต์ IMF รายงานว่า นายธาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีประเทศสิงคโปร์ และผู้นำ IMF ได้มีการสนทนาในประเด็นสำคัญ จากที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการควบคุมหนี้สิน เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้มีขีดความสามารถจำกัดในการรับมือวิกฤตในอนาคต การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจไม่ใช่ทางออกของปัญหาหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่อยู่ในระดับสูง
ประธานาธิบดีธาร์มานเตือนไม่ให้ประเมินศักยภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ว่า จะสามารถบรรเทาแรงกดดันจากหนี้สาธารณะที่พอกพูนจนสูงเกินไป เนื่องจาก “การเติบโตในอนาคตอาจไม่ได้หมายถึงการเติบโตของรายได้รัฐบาลในอนาคต”
โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกอาจส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้เชิงโครงสร้างที่เอนเอียงไปทางทุนมากกว่าแรงงาน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลที่พึ่งพาภาษีรายได้จากการจ้างงานเป็นหลัก อาจเห็นรายได้ของตนเติบโตช้ากว่า GDP ทำให้ความท้าทายทางด้านการคลังมีความซับซ้อนเชิงโครงสร้างมากกว่าการหวังเพียงว่าการเติบโตที่เร็วขึ้นจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลงได้
ท่องเที่ยวมุ่งสร้างความเชื่อมั่น
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เป็นเลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า สำหรับการประชุม IMF ครั้งนี้ ATTA ได้จัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวรองรับ 50 เส้นทาง โฟกัสเส้นทางการท่องเที่ยวในจังหวัดหลักทั่วประเทศ ทั้งโปรแกรมก่อนวันประชุม ระหว่างประชุม และโปรแกรมหลังประชุม โดยเส้นทางที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดคือ แพ็กเกจท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ
“แพ็กเกจก่อนวันประชุมได้รับการตอบรับประมาน 40 แพ็กเกจ ถือว่าไม่มากแต่ก็ถือว่าดี เนื่องจากลูกค้าเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูว่าหลังงานอีกครั้ง เนื่องจากสมาคมไปเปิดเคาน์เตอร์ในสถานที่จัดงานด้วย”
ดร.อดิษฐ์กล่าวว่า การเข้าไปตั้งเคาน์เตอร์ภายในงานยังเป็นโอกาสที่ดีในการจุดพลุประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ภาคการท่องเที่ยวของไทย รวมถึงสื่อสารให้ทั่วโลกรับรู้ว่าประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นนี้แล้ว หลังจากมีสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเชื่อมั่นว่ากลุ่มผู้เข้ามาร่วมประชุมส่วนใหญ่จะพำนักอยู่ต่อเพื่อการท่องเที่ยว และส่วนใหญ่มีการซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวในประเทศไทยมาล่วงหน้าแล้ว
ส.อ.ท.จี้ร่วมมือสู่การลงทุนจริง
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุม IMF World Bank ครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่ประเทศไทยจะนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่อประชาคมโลก เป็นโอกาสที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะผลักดันแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 60 ปี
ประเด็นสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการผลักดัน คือ การดึงดูดลงทุนใหม่ให้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและฐานการผลิตที่มีอยู่ ไม่ใช่เพียงการนำเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ต้องทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศยกระดับ Local Content และการสร้างงานทักษะสูง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนได้มากขึ้น
สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการนำเสนอภาพความพร้อมของประเทศไทยแต่ต้องนำไปสู่ความร่วมมือและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และสามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ เพื่อให้การลงทุนระลอกใหม่สร้างประโยชน์กลับมาสู่เศรษฐกิจไทยในวงกว้าง