Skip to content
ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (10 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
Economic ธปท.จับตา ‘เอสเอ็มอี-อสังหา-ครัวเรือน’ ฉุดเศรษฐกิจ
3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
World 3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า
“ธนกร จินตนาธัญชาติ” ปั้นเครือข่ายห้างท้องถิ่นทั่วไทย เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
Business “ธนกร จินตนาธัญชาติ” ปั้นเครือข่ายห้างท้องถิ่นทั่วไทย เพิ่มแต้มต่อธุรกิจ
สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารทะลุ 17 ล้านคน เร่งขยายเทอร์มินัลอินเตอร์ รองรับเพิ่มอีก 5.5 ล้านคน
เศรษฐกิจภูมิภาค สนามบินภูเก็ต ผู้โดยสารทะลุ 17 ล้านคน เร่งขยายเทอร์มินัลอินเตอร์ รองรับเพิ่มอีก 5.5 ล้านคน
​กางสถิติ Golden Week จีนเข้าเชียงใหม่พุ่ง 37% Gen Z ขึ้นแท่นดันท่องเที่ยวปลายปี
เศรษฐกิจภูมิภาค ​กางสถิติ Golden Week จีนเข้าเชียงใหม่พุ่ง 37% Gen Z ขึ้นแท่นดันท่องเที่ยวปลายปี
ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เนเน่ รอยัล และครอบครัว เฝ้าฯ
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เนเน่ รอยัล และครอบครัว เฝ้าฯ
ไทย-ติมอร์ฯ เร่งสรุป MOU ค้าข้าว “ศุภจี” เปิดทางเกษตร-อาหารแปรรูปขยายตลาด
Economic ไทย-ติมอร์ฯ เร่งสรุป MOU ค้าข้าว “ศุภจี” เปิดทางเกษตร-อาหารแปรรูปขยายตลาด
ปักหมุด 1 พ.ย. เปิด “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” เนรมิตหนองแด 1,030 ไร่ สู่เวทีระดับโลก
Economic ปักหมุด 1 พ.ย. เปิด “มหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี 2569” เนรมิตหนองแด 1,030 ไร่ สู่เวทีระดับโลก
พาณิชย์ผนึก 45 พันธมิตร จัดเจ 9 วัน ลดสูงสุด 50% กระจายสินค้า-กดค่าครองชีพ
Economic พาณิชย์ผนึก 45 พันธมิตร จัดเจ 9 วัน ลดสูงสุด 50% กระจายสินค้า-กดค่าครองชีพ
ดูทั้งหมด

3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก IMF เตือน AI โหมเชื้อไฟเหลื่อมลํ้า

10 ต.ค. 2569 | 07:05น.

ประเทศไทยเสนอ Bangkok Blueprint “พิมพ์เขียวการเงินดิจิทัลยุคใหม่” แนวทางปฏิบัติ 12 ประการ เป็นต้นแบบให้สถาบันการเงินทั่วโลกรับมือภัยการเงินออนไลน์ บนเวทีประชุมประจำปี IMF-Worldbank ระหว่าง 12-18 ต.ค.นี้ ดร.เอกนิติเผย Bangkok Dialogue สรุปผลการประชุมกำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ขณะที่ผู้นำ IMF กล่าวสุนทรพจน์อุ่นเครื่องที่สิงคโปร์เผย 3 โจทย์ใหญ่ชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก “AI-วิกฤตพลังงาน-หนี้สาธารณะ” พร้อมข้อเสนอแนะนโยบายทางเลือก-ทางรอดในโลกยุคผันผวนอย่างสูง จับตาเอเชียแหล่งรวมห่วงโซ่ AI

 นำเสนอ Bangkok Blueprint

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ในการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings 2026 )  หรือ AM2026 ในวันที่ 12-18 ต.ค. นี้ ประเทศไทยได้เตรียมนำเสนอ Bangkok Blueprint หรือพิมพ์เขียวการเงินดิจิทัลสมัยใหม่ ซึ่งจะนำมาช่วยให้คนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินมากขึ้น

“เราจะนำเสนอตัวอย่างการช่วยพ่อค้าแม่ค้าผ่านแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง ถุงเงิน และเอไอ นกกระซิบ มาแสดง อีกทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ร่วมมือกับ IMF แสดงให้เห็นการใช้ดิจิทัลทางการเงินอย่างปลอดภัย และจะเป็นพิมพ์เขียวให้ผู้นำทางการเงินทั่วโลกได้นำไปต่อยอด”

นอกจากนี้ยังมี Bangkok Dialogue หรือการสรุปผลการประชุมในวันสุดท้าย ให้เห็นว่าผลการประชุมทั้ง 7 วัน ประเทศต่าง ๆ จะนำไปขับเคลื่อนต่อได้อย่างไร โดยไทยในฐานะเจ้าภาพจะมีศักยภาพในการชี้นำเศรษฐกิจโลก “ผมเชื่อว่าจะไม่จบแค่ 7 วันนี้ แต่จะคงอยู่ต่อไปในเวทีการเงินและเศรษฐกิจโลกอีกหลายปีข้างหน้า”

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การจัดประชุม World Bank IMF Meeting โดยธีมของประเทศไทยที่รัฐบาลและกระทรวงการคลังจัดทำขึ้นใช้ว่า “Thailand: The New Horizon – Empowering People, Building Resilient” จุดหมายใหม่ในการพัฒนาประเทศโดยยึดคนเป็นศูนย์กลางในการสร้างความแข็งแกร่งและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจที่ดีในระยะยาว

ทั้งนี้ ธปท. ได้ทำงานร่วมมือกับ World Bank และ IMF ในการจัดทำรายงานนโยบายสำคัญภายใต้ชื่อ “Bangkok Blueprint” ซึ่งจัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติ 12 ประการหรือมาตรการ สำหรับสถาบันการเงินและประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ในการป้องกันและรับมือกับปัญหาภัยทางการเงินออนไลน์ (Financial Scam) อาชญากรรมทางไซเบอร์ (Cyber Fraud, Cyber threat) ที่ส่งผลกระทบหลายประเทศทั่วโลก 

สำหรับปัญหาภัยทางการเงินและสแกมออนไลน์เกิดขึ้นค่อนข้างมากในภูมิภาคเอเชีย ส่งผลให้ไทยและประเทศในแถบนี้มีประสบการณ์ตรงและบทบาทสำคัญในการรับมือ ประกอบกับประเทศไทยมีระบบการชำระเงินที่มีความก้าวหน้าสูงเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคหนึ่งในโลก จึงพร้อมนำประสบการณ์ดังกล่าวมาถ่ายทอด และร่วมกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยทางการเงินระดับสากลในการประชุมครั้งนี้

เงินหมุนเวียนทะลุ 2,000 ล้าน 

ดร.เอกนิติกล่าวว่า การประชุมครั้งนี้จะสร้างเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทยทันทีประมาณ 1,050 – 2,250 ล้านบาท จากผู้เข้าร่วมงานกว่า 15,000 คน จาก 191 ประเทศ ซึ่งมีระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 7-10 วัน  อัตราการใช้จ่ายเฉลี่ย 10,000-15,000 บาทต่อคนต่อวัน ผ่านการใช้จ่ายในภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร และสินค้าชุมชน รวมทั้งแสดงศักยภาพการเป็นศูนย์กลางการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคตในภูมิภาค นอกจากจะกระตุ้นเศรษฐกิจไทยแล้วยังนำเสนอภาพลักษณ์ของไทยสู่ระดับโลก 

3 ปัจจัยชี้ชะตาเศรษฐกิจโลก

นางคริสตาลินา จอร์จิวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวสุนทรพจน์ (7 ตุลาคม) เปิดม่านการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศ-ธนาคารโลก ประจำปี 2026 ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่วิทยาลัยนโยบายสาธารณะลีกวนยู ประเทศสิงคโปร์ ว่า ในสัปดาห์หน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางจากประเทศสมาชิก IMF ทั้ง 191 ประเทศ จะมารวมตัวเพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางภาวะที่มีความไม่แน่นอนสูงและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 

กรรมการผู้จัดการ IMF เน้นย้ำว่า หัวใจสำคัญของการหารือในการประชุมที่ประเทศไทย คือประเด็นความท้าทายสำคัญ 3 ประการที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก ได้แก่ การทะยานขึ้นของเทคโนโลยี  AI อย่างรวดเร็ว  วิกฤตราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และหนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์  ท่ามกลางบริบทของการประชุมที่เศรษฐกิจโลกกำลังถูกดึงไปในสองทิศทางที่ตรงกันข้ามกัน กล่าวคือ ผลกระทบเชิงลบจากภาวะชะงักงันด้านอุปทานพลังงาน และผลกระทบเชิงบวกจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากอันเนื่องมาจาก AI ซึ่งสร้างผลกระทบที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก

แม้เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างมาก   โดยประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือประเทศที่บอบช้ำจากสงคราม ไม่ว่าจะเป็นสงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 5 สงครามในอ่าวอาหรับที่ดำเนินมาเป็นเดือนที่ 8 และความขัดแย้งรุนแรงอื่น ๆ ซึ่งล้วนทำลายชีวิตผู้คนและสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลก   รวมทั้งกลุ่มประเทศเปราะบางอื่น ๆ ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานและขาดขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายที่เพียงพอเพื่อรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจ   แต่ขณะเดียวกันโลกเห็นการเติบโตที่สูงขึ้นในบางพื้นที่ จากคลื่นการลงทุน AI

 AI เร่งเชื้อไฟ ศก.เหลื่อมล้ำ 

“ไม่ว่าเราจะชอบ ชัง หรือหวาดกลัว AI แต่เทคโนโลยีนี้เข้ามามีบทบาทแล้ว และกำลังกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่กำหนดสถานะทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในเวทีโลกอย่างรวดเร็ว มูลค่าการลงทุนด้าน AI เมื่อเทียบกับ GDP ทั่วโลกจะพุ่งสูงขึ้นจนอาจแซงหน้าเม็ดเงินลงทุนที่เคยใช้ในการสร้างทางรถไฟ โครงข่ายไฟฟ้า หรือเครือข่ายโทรคมนาคม เราประเมินว่าปัจจุบันฮาร์ดแวร์ AI และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมีสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 10 ของการค้าสินค้าทั่วโลก และยังมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง” จอร์จิวากล่าว

การขยายตัวของการค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI สะท้อนให้เห็นถึงความคึกคักของการลงทุนในระบบเศรษฐกิจที่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่นี้   รวมถึงสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ในฐานะผู้นำเข้าสุทธิของฮาร์ดแวร์ AI เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการก้าวขึ้นเป็นผู้นำ AI   นอกจากนี้ 5 ใน 7 ของกลุ่มประเทศที่เหลือของ TOP10 ยังเป็นประเทศในเอเชีย  ซึ่งทำหน้าที่จัดหาสินค้าหลากหลาย ตั้งแต่ไมโครโปรเซสเซอร์ประสิทธิภาพสูง ชิปหน่วยความจำ เครื่องจักรสำหรับผลิตชิป ไปจนถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์  

ขณะที่เศรษฐกิจ AI กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าแต่ก็มีสัญญาณอันตรายว่า AI กำลังเป็นตัวเร่งทำให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้น

วิกฤตราคาพลังงานยืดเยื้อ

ผู้นำ IMF กล่าวว่า AI ยิ่งเพิ่มความต้องการพลังงาน ซึ่งนำไปสู่ประเด็นสำคัญอันดับสองในการประชุมประจำปีนี้  คือต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น  ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลต่อราคาปุ๋ย อาหาร และต้นทุนการผลิตที่สำคัญ ทำให้ความมั่นคงทางอาหารตกอยู่ในความเสี่ยงมากขึ้น  รวมถึงปรากฏการณ์เอลนีโญที่รุนแรงในปีนี้  เหล่านี้กดดันอัตราเงินเฟ้อให้สูงขึ้นและการเติบโตเศรษฐกิจ  แม้ว่าการฟื้นตัวของปริมาณน้ำมันที่ไหลออกจากอ่าวเม็กซิโกจะยังไม่มั่นคงนัก แต่ราคาน้ำมันยังคงอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงความเสี่ยง ต้นทุนการขนส่งที่สูง และปัจจัยอื่น ๆ

แม้ความขัดแย้งในภูมิภาคอ่าวจะยุติลงในเร็ววัน แต่ปัญหาเรื่องราคาพลังงานที่สูงก็มีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไปอีกระยะหนึ่ง ตัวอย่างเช่น สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบเบรนต์ล่วงหน้าบ่งชี้ว่าราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027

หนี้สาธารณะโลกน่ากังวล

ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่สูงขึ้นยังผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยนโยบาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น ล้วนพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2009 และ 1996 ตามลำดับ และยังมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง 

ประเด็นนี้นำมาสู่ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ได้แก่การขาดดุลงบประมาณที่สูงเกินควร หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และภาระต้นทุนในการชำระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง ขณะนี้หนี้สาธารณะทั่วโลกอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และมีแนวโน้มที่จะพุ่งทะลุ 100% ของ GDPโลกในเร็ว ๆ นี้

ผู้นำ IMF ระบุว่า กระแสการลงทุน AI เข้ามามีผลกระทบใน 2 ช่องทาง คือบริษัทเอกชนแข่งระดมทุนขายหุ้นกู้ระยะยาวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการแย่งชิงเงินออม และมุมมองการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคตจาก AI ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร  รวมทั้งการบูมของการลงทุน AI ก่อให้เกิดเงินเฟ้อ วิกฤตพลังงาน

อย่างไรก็ตาม การคาดหวังว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาทางการคลังได้นั้น อาจนำไปสู่ความชะล่าใจในการดำเนินนโยบาย ผู้กำหนดนโยบายเคยอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างผ่อนคลายตลอดช่วง 17 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอัตราการเติบโตของ GDP มาโดยตลอด

 หนุนนโยบายการเงินเข้มงวด

ผู้นำ IMF ระบุว่า ขณะนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการใช้นโยบายการเงินที่ค่อนข้างเข้มงวดแต่รอบคอบในหลายประเทศ และเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป และญี่ปุ่น ต่างปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย และแสดงท่าทีที่หนักแน่น ซึ่งแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายในอนาคตจะปรับเปลี่ยนไปตามนั้น

ขณะที่ความเข้มข้นทางเศรษฐกิจและการเงินในด้าน AI เพิ่มสูงขึ้น ช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างยุคเฟื่องฟูของการสร้าง AI ในปัจจุบันและประโยชน์ของ AI ในอนาคต คือช่วงเวลาที่จะเผชิญกับความเสี่ยงสูงสุด

เพราะผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเทคโนโลยีต่าง ๆ กำลังดันราคาหุ้นและความมั่งคั่ง แต่หากผลประกอบการลดลง การใช้ประโยชน์จากเงินทุนของบริษัทขนาดใหญ่และการถือครองหุ้นสหรัฐทั่วโลกจำนวนมากที่กำลังเติบโต อาจเปลี่ยนความผิดหวังให้กลายเป็นผลกระทบในวงกว้างได้

อย่างไรก็ดีนางจอร์จิวามองว่า มาตรการป้องกันด่านแรก คือ การควบคุมและกำกับดูแลในส่วนนโยบายการคลัง นับเป็นจุดที่แรงกดดันทุกอย่างมาบรรจบกัน คือ อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นทำให้ภาระดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่งบประมาณมีจำกัดและมีลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายที่แก่งแย่งกัน รวมถึงด้านการป้องกันประเทศ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนของหนี้

ในขณะที่ยังไม่เห็นการดำเนินการที่เด็ดขาดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่มีภาระหนี้สูง สิ่งที่จำเป็นในขณะนี้คือแผนการปรับลดงบประมาณระยะกลางที่น่าเชื่อถือ

IMF ส่งสารถึงผู้กำหนดนโยบาย

“ประเด็นหลักของ IMF ที่ต้องการส่งถึงผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจทั่วโลกคือ เราไม่สามารถเลื่อนการดำเนินการตามนโยบายที่จำเป็นต่อไปได้อีกแล้ว คุณมีเครื่องมือแล้ว ขอให้ใช้มันอย่างชาญฉลาด” จอร์จิวากล่าว และว่าIMF รู้ดีว่าการปรับลดการขาดดุลงบประมาณ หรือมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังจะเป็นงานหนัก หลังจากวิกฤตการณ์หลายครั้งที่นโยบายการคลังต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อบรรเทาผลกระทบ ประชาชนจึงคุ้นเคยกับการสนับสนุนจากรัฐ ทางเลือกทางการเมืองที่ยากลำบากหลายอย่างกำลังรออยู่

นางจอร์จิวาระบุถึงวิธีที่จะทำให้นโยบายการคลังประสบความสำเร็จว่า ประการแรก ผู้กำหนดนโยบายการคลังจำเป็นต้องอธิบายว่าทำไมการปรับลดการขาดดุลงบประมาณหรือมาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังจึงจำเป็น ประการที่สอง วางแผนที่จะควบคุมต้นทุนต่อการเติบโตในอนาคตให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยปกป้องกลุ่มที่เปราะบางที่สุด และประการที่สาม ดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างที่เสริมกัน

การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาการคลังได้ แต่การเติบโตช่วยได้อย่างแน่นอน เช่น โครงการปฏิรูปที่จะสนับสนุนความพยายามทางการคลัง โดยการพัฒนาทักษะแรงงานให้ดีขึ้น สร้างตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น อำนวยความสะดวกในการเข้าและออกจากตลาดของบริษัทต่าง ๆ มากขึ้น เข้าถึงเงินทุนความเสี่ยงระยะยาวได้ดีขึ้น และสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน

AI ไม่ใช่ยาวิเศษรักษาทุกโรค

ขณะที่บิสสิเนส ไทม์ สื่อด้านการเงินของสิงคโปร์ และเว็บไซต์ IMF รายงานว่า นายธาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีประเทศสิงคโปร์ และผู้นำ IMF ได้มีการสนทนาในประเด็นสำคัญ จากที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นในการควบคุมหนี้สิน เนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นทำให้มีขีดความสามารถจำกัดในการรับมือวิกฤตในอนาคต การเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI อาจไม่ใช่ทางออกของปัญหาหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่อยู่ในระดับสูง  

ประธานาธิบดีธาร์มานเตือนไม่ให้ประเมินศักยภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI ว่า จะสามารถบรรเทาแรงกดดันจากหนี้สาธารณะที่พอกพูนจนสูงเกินไป เนื่องจาก “การเติบโตในอนาคตอาจไม่ได้หมายถึงการเติบโตของรายได้รัฐบาลในอนาคต”

โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ทั่วโลกอาจส่งผลให้เกิดการกระจายรายได้เชิงโครงสร้างที่เอนเอียงไปทางทุนมากกว่าแรงงาน ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลที่พึ่งพาภาษีรายได้จากการจ้างงานเป็นหลัก อาจเห็นรายได้ของตนเติบโตช้ากว่า GDP ทำให้ความท้าทายทางด้านการคลังมีความซับซ้อนเชิงโครงสร้างมากกว่าการหวังเพียงว่าการเติบโตที่เร็วขึ้นจะช่วยลดอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีลงได้

ท่องเที่ยวมุ่งสร้างความเชื่อมั่น

ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เป็นเลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวว่า สำหรับการประชุม IMF ครั้งนี้ ATTA ได้จัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวรองรับ 50 เส้นทาง โฟกัสเส้นทางการท่องเที่ยวในจังหวัดหลักทั่วประเทศ ทั้งโปรแกรมก่อนวันประชุม ระหว่างประชุม และโปรแกรมหลังประชุม โดยเส้นทางที่ได้รับการตอบรับมากที่สุดคือ แพ็กเกจท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ 

“แพ็กเกจก่อนวันประชุมได้รับการตอบรับประมาน 40 แพ็กเกจ ถือว่าไม่มากแต่ก็ถือว่าดี เนื่องจากลูกค้าเป็นกลุ่มกำลังซื้อสูง อย่างไรก็ตามยังต้องรอดูว่าหลังงานอีกครั้ง เนื่องจากสมาคมไปเปิดเคาน์เตอร์ในสถานที่จัดงานด้วย”

ดร.อดิษฐ์กล่าวว่า การเข้าไปตั้งเคาน์เตอร์ภายในงานยังเป็นโอกาสที่ดีในการจุดพลุประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ภาคการท่องเที่ยวของไทย รวมถึงสื่อสารให้ทั่วโลกรับรู้ว่าประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงไฮซีซั่นนี้แล้ว หลังจากมีสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเชื่อมั่นว่ากลุ่มผู้เข้ามาร่วมประชุมส่วนใหญ่จะพำนักอยู่ต่อเพื่อการท่องเที่ยว และส่วนใหญ่มีการซื้อแพ็กเกจท่องเที่ยวในประเทศไทยมาล่วงหน้าแล้ว

ส.อ.ท.จี้ร่วมมือสู่การลงทุนจริง

นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า การประชุม IMF World Bank ครั้งนี้เป็นเวทีสำคัญที่ประเทศไทยจะนำเสนอศักยภาพทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมต่อประชาคมโลก เป็นโอกาสที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนต่างชาติ โดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จะผลักดันแนวทางยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็งจากฐานอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทาน ที่สั่งสมประสบการณ์มากว่า 60 ปี 

ประเด็นสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการผลักดัน คือ การดึงดูดลงทุนใหม่ให้เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทยและฐานการผลิตที่มีอยู่ ไม่ใช่เพียงการนำเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ต้องทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาซัพพลายเออร์ในประเทศยกระดับ Local Content และการสร้างงานทักษะสูง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเก็บเกี่ยวมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนได้มากขึ้น

สิ่งที่ภาคเอกชนต้องการเห็นไม่ใช่เพียงการนำเสนอภาพความพร้อมของประเทศไทยแต่ต้องนำไปสู่ความร่วมมือและการลงทุนที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และสามารถดำเนินการได้ในทางปฏิบัติ เพื่อให้การลงทุนระลอกใหม่สร้างประโยชน์กลับมาสู่เศรษฐกิจไทยในวงกว้าง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

IMF-World Bank 2026