เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘จากภาษีสู่คลังดิจิทัล’ 4 ประเทศเชื่อมระบบภาษี-การคลัง เพิ่มประสิทธิภาพบริหารเงินรัฐ
Finance ‘จากภาษีสู่คลังดิจิทัล’ 4 ประเทศเชื่อมระบบภาษี-การคลัง เพิ่มประสิทธิภาพบริหารเงินรัฐ
ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,300 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 67,300 บาท
‘อนุทิน’ มั่นใจเพื่อไทยโหวตรัฐบาล ญัตติไม่ไว้วางใจดูแล้วไม่เข้าท่า
Politics ‘อนุทิน’ มั่นใจเพื่อไทยโหวตรัฐบาล ญัตติไม่ไว้วางใจดูแล้วไม่เข้าท่า
กทม. ดึง 17 ‘เขตบัดดี้’ เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม เอกสารครบอนุมัติใน 2 วัน
News กทม. ดึง 17 ‘เขตบัดดี้’ เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วม เอกสารครบอนุมัติใน 2 วัน
เครือข่ายภูมิอากาศอาเซียนเสนอ 10 ข้อ ต่อที่ประชุม IMF-World Bank
SD เครือข่ายภูมิอากาศอาเซียนเสนอ 10 ข้อ ต่อที่ประชุม IMF-World Bank
อนุทิน ปัดตอบปม ทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรม อ้างไม่ได้ยินเรื่องนี้
Politics อนุทิน ปัดตอบปม ทักษิณ ยื่นขอนิรโทษกรรม อ้างไม่ได้ยินเรื่องนี้
นายกฯ ตรวจความพร้อมเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำการเงินโลก ขอบคุณ ‘เนเน่’ ร้องเพลงต้อนรับ
Politics นายกฯ ตรวจความพร้อมเลี้ยงอาหารค่ำผู้นำการเงินโลก ขอบคุณ ‘เนเน่’ ร้องเพลงต้อนรับ
IMF ปรับขึ้นปีนี้ จีดีพีไทยโต 2.1 % ปรับลดปีหน้า-เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด
World IMF ปรับขึ้นปีนี้ จีดีพีไทยโต 2.1 % ปรับลดปีหน้า-เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด
เพจดังให้ความรู้ “เสื้อสูบโกคาร์ต” ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความแรงของเครื่องยนต์
Biz Movement เพจดังให้ความรู้ “เสื้อสูบโกคาร์ต” ชิ้นส่วนเล็ก ๆ ที่มีผลต่อความแรงของเครื่องยนต์
คำขอ IP ไทย 9 เดือนพุ่ง 6.1 หมื่นคำขอ โต 9.59% “จิตติมา” ชี้ธุรกิจใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างแต้มต่อ
Economic คำขอ IP ไทย 9 เดือนพุ่ง 6.1 หมื่นคำขอ โต 9.59% “จิตติมา” ชี้ธุรกิจใช้ทรัพย์สินทางปัญญาสร้างแต้มต่อ
ดูทั้งหมด

IMF ปรับขึ้นปีนี้ จีดีพีไทยโต 2.1 % ปรับลดปีหน้า-เตือนเศรษฐกิจโลกใกล้ชนขีดจำกัด

13 ต.ค. 2569 | 14:29น.

ที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) แถลงข่าวจากที่ประชุมประจำปี IMF- World Bank 2026 เปิดรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (World Economic Outlook: WEO) ประจำเดือนตุลาคม 2026

รายงานฉบับล่าสุดในเดือนตุลาคมนี้ปรับขึ้นคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้โต 2.1 % จาก 1.9 %  ซึ่งคาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม แต่ในปีหน้าปรับลงเหลือ 2.1 % จาก 2.2 %  เมื่อเทียบกับที่คาดการณ์เดือนกรกฎาคม

สำหรับอัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะสูงขึ้นแตะระดับ 2.1 % ในปี 2026 จากระดับ- 0.1 % ในปีก่อนหน้าและในปี 2027 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อไทยจะลดลงเหลือ 1.7%

แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันและพลังงานอย่างมาก แต่ก็รับมือได้เป็นอย่างดี โดยได้รับอานิสงส์จากกระแส AI ที่เติบโตอย่างแข็งแกร่งอย่างมากในฝั่งเอเชีย

“ประเทศไทยเผชิญภาวะเงินฝืดเมื่อปีที่แล้ว แต่ในปีนี้คาดว่าไทยจะหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดดังกล่าว โดยคาดว่าจะเติบโต 2.1% ทั้งในปีนี้และปีหน้า  และเป็นความบังเอิญที่คาดว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ก็อยู่ที่ตัวเลข 2.1% เช่นกัน จึงกลายเป็นตัวเลข 2.1% ในทุกมิติสำหรับปีนี้” นางสาวซิลวานา เทนเรย์โร (Silvana Tenreyro) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าว

ตามตารางข้อมูลของ IMF ระบุอีกว่า ดุลบัญชีเดินสะพัด ตัวเลขการค้าและบริการสุทธิของประเทศคาดว่าจะกลับมาติดลบ -1.2 % ของ GDP ในปี 2026 จากที่เคยเกินดุล 3.0 % ในปี 2025 ก่อนจะฟื้นกลับมาเกินดุล 1.4 % ในปี 2027

ปรับขึ้นประมาณการจีดีพีไทยแล้ว แต่ยังโตรั้งท้าย

ตามตารางภาคผนวก 1.12  ว่าด้วย 4 ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ GDP อัตราเงินเฟ้อ ดุลบัญชีเดินสะพัด และอัตราการว่างงาน ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก นั้น

แม้มีการปรับประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยจาก 1.9 เป็น 2.1 % ในปีนี้นั้น IMF ซึ่งจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย พบว่าปีนี้ เลขคาดการณ์เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำที่สุดของกลุ่ม ซึ่งมี 7 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม 7.5 % อินเดีย 7.0 %  ฟิลิปปินส์  5.1 %  อินโดนีเซีย 5.1 % จีน 4.5 % และ ไทย 2.1 % 

ขณะที่สิงคโปร์โต 5.0 % และเป็นเพียงประเทศเดียวในอาเซียนที่อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจก้าวหน้าของเอเชีย เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ฮ่องกง เป็นต้น

ส่วนเมียนมาโต 2.0 %  ลาว 4.5 % กัมพูชา 3.0% บรูไน 1.9 % ติมอร์เลสเต 4.0 % ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศอื่นๆที่กำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ของเอเชีย

จึงทำให้ในกลุ่มอาเซียน ตัวเลขประมาณการของไทยโตรั้งท้ายรองจากเมียนมาและบรูไน

AI Boom ดันจีดีพีเอเชีย-แปซิฟิก

ในภาพรวมของเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ปัจจัยขับเคลื่อนหลักระดับภูมิภาคมาจากเอไอ

เอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยปกป้องและบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากต้นทุนการนำเข้าพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การบูรณาการที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน AI ส่งผลให้มีการปรับเพิ่มการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญในหลายประเทศในเอเชีย

จีนและอินเดีย เป็นสองเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของภูมิภาคนี้ โดยตัวเลขการเติบโตของอินเดียได้รับการปรับทบทวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าอินเดียจะเติบโตที่ 7% ทั้งในปีนี้และปีหน้า ส่วนการเติบโตของจีนในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 4.5% และปีหน้าลงมาอยู่ที่ 4%

กลุ่มประเทศที่มีการเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นเข้ากับห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกลุ่มนี้ได้รับการปรับตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัด ได้แก่ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และรวมถึงไทยในระดับหนึ่ง เนื่องจากประเทศเหล่านี้มี AI เป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการออกมาแข็งแกร่ง และเป็นแรงหนุนหลักในการปรับเพิ่มตัวเลขประมาณการเติบโต

ปัจจัยคู่ตรงข้ามชี้ทิศเศรษฐกิจโลก

WEO ปรับขึ้นประมาณการตัวเลขเติบโตเศรษฐกิจโลกปีนี้จาก 3.0% ขึ้นเป็น 3.1 % และคาดจะโต 3.4% ในปี 2027

World Economic Outlook ประจำเดือนตุลาคม 2026 ในหัวข้อ Resilience Under Strain, Urgent Choices หรือ “ความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีภายใต้ความกดดัน :เปิดทางเลือกที่เร่งด่วน” 

ปัจจัยสำคัญสองประการที่กำลังกำหนดทิศทางของสถานการณ์ ดังนี้

ประการแรก คือการปรับตัวสูงขึ้นของราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากสงคราม ซึ่งเปรียบเสมือนภาวะช็อกด้านอุปทานในเชิงลบต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นและฉุดรั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

ประการที่สอง คือการขยายตัวอย่างรวดเร็วของภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งทำหน้าที่เป็นปัจจัยกระตุ้นด้านอุปสงค์ในเชิงบวก ส่งผลให้ทั้งระดับราคาและกิจกรรมทางเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการค้าและการลงทุน

“เพื่อให้เห็นภาพความสำคัญและขนาดของผลกระทบ จะเห็นได้ว่า AI มีบทบาทอย่างมากต่อการเติบโตของการค้าระหว่างประเทศ โดยในช่วงปี 2023 ถึง 2025 ภาพรวมของการค้าโลกมีการเติบโตสะสมอยู่ที่ 8.3% ในขณะที่การค้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ AI นั้นเติบโตสูงถึง 29% ซึ่งหากปราศจากการค้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI นี้ อัตราการเติบโตของการค้าโดยรวมคงจะอยู่ที่เพียง 4.6% เท่านั้น แทนที่จะเป็น 8.3% ตัวเลขการค้า AI นี้จึงถือเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง”

ปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานดังกล่าวส่งผลให้เกิดความเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม แต่ทั้งสองปัจจัยต่างก็สร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น โดยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของโลกจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 4.7% ในปีนี้ และอยู่ที่ระดับ 4.0–4.1% ในปี 2027 สำหรับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานนั้นอยู่ที่ระดับ 3.9% และ 3.7% ในปี 2026 และ 2027 ตามลำดับ

นอกจากนี้ ผลจากปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทานดังกล่าว ประกอบกับภาวะหนี้สินที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจก้าวหน้าหลายแห่งปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งสถานการณ์ที่หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูงควบคู่ไปกับต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นนี้ ได้ก่อให้เกิดความกังวลและความเสี่ยงด้านการคลังตามมา ทั้งนี้ แนวโน้มดังกล่าวมีความแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ โดยสะท้อนถึงความแตกต่างในด้านการได้รับผลกระทบจากราคาโภคภัณฑ์ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และต้นทุนการกู้ยืม

แม้เศรษฐกิจจะแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี แต่ความสามารถดังกล่าวก็กำลังจะถึงขีดจำกัด ภารกิจสำคัญในระยะต่อไปคือการเปลี่ยนผ่านจากการตั้งรับสถานการณ์ไปสู่การฟื้นฟู โดยมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจในฝั่งอุปทาน เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศในการเติบโตอย่างยั่งยืน

เศรษฐกิจโลกยืดหยุ่น แต่ใกล้ถึงขีดจำกัดเต็มที

ความเสี่ยงต่อแนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงเอียงไปในทางต่ำลง (Downside) หรือมีโอกาสแย่ลงกว่าที่คาด ซึ่งสะท้อนถึงขีดจำกัดหลัก 3 ประการต่อความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว

ประการแรก จากความตึงเครียดที่กลับมากรุ่นขึ้นในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันดิบ ก๊าซ และผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่น เช่น น้ำมันดีเซลและน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน ล้วนปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก การหยุดชะงักของการผลิตและการขนส่งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกว่าเดิม อาจส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ ปรับตัวสูงขึ้นยิ่งกว่านี้

จนถึงขณะนี้ ช่องทางการปรับตัวหลายประการในตลาดพลังงานได้ช่วยบรรเทาผลกระทบจากแรงกระแทกดังกล่าว ทั้งการเปลี่ยนเส้นทางการจัดหาพลังงาน การเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานในประเทศอื่น การดึงสต็อกสินค้าคงคลังมาใช้ การทดแทนด้วยแหล่งพลังงานอื่นรวมถึงพลังงานหมุนเวียน และประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่สูงขึ้น ทั้งหมดนี้ล้วนช่วยจำกัดผลกระทบจากแรงกระแทก

“หากปราศจากช่องทางการปรับตัวเหล่านี้ เราประเมินว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะต่ำลง 0.60% มาอยู่ที่ 2.5% จากเดิมที่ 3.1% อย่างไรก็ตาม ช่องทางการปรับตัวบางช่องทาง โดยเฉพาะสต็อกสินค้าคงคลังและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน กำลังเริ่มชนขีดจำกัด นอกจากนี้ เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วที่เกิดจากปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจก่อให้เกิดการหยุดชะงักเพิ่มเติมในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันด้านอุปทาน”

ประการที่สอง โครงสร้างของการเติบโต กระแสความนิยมที่เกี่ยวข้องกับ AI ผ่านการลงทุนและการค้าได้กลายเป็นปัยขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตของเศรษฐกิจโลก แต่ห่วงโซ่อุปทาน AI กลับกระจุกตัวอยู่แค่ไม่กี่ประเทศ ไม่กี่สาขา และไม่กี่บริษัท ซึ่งสร้างจุดคอขวดที่อาจเกิดขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้น การปรับมูลค่าลดลงของตลาด และภัยคุกคามทางไซเบอร์ต่อ AI อาจทำให้การเติบโตถดถอยและเพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

ประการที่สาม ความยืดหยุ่นทางด้านการคลัง ต้นทุนการกู้ยืมและภาระการจ่ายดอกเบี้ยที่สูงขึ้น อาจเข้าไปเบียดบังรายจ่ายที่จำเป็นในด้านอื่น และลดกันชนทางการคลัง (Fiscal buffers) สำหรับรองรับแรงกระแทกในอนาคต

ทางเลือกที่ต้องตัดสินใจเร่งด่วน

ความเสี่ยงเหล่านี้รวมกันทำให้ IMF เรียกร้องให้มีการดำเนินนโยบายอย่างเด็ดขาด

นโยบายการคลัง ต้องมีความเข้มงวดเพื่อควบคุมแรงกดดันด้านอุปสงค์ในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเงินเฟ้อสูง โดยประเทศที่มีหนี้สินและดุลการคลังขาดดุลสูง จำเป็นต้องเริ่มการปรับลดการขาดดุลทางการคลัง (Fiscal consolidation) อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจว่าการขาดดุลและหนี้สินสุทธิจะอยู่ในทิศทางที่ลดลง มาตรการช่วยเหลือใดๆ หากมีความจำเป็น ควรเป็นมาตรการชั่วคราวและตรงจุดเพื่อคุ้มครองกลุ่มที่เปราะบางที่สุด โดยยังคงรักษาบทบาทของการส่งสัญญาณราคาไว้ ซึ่งคือข้อมูลหรือการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้า บริการ หรือสินทรัพย์ ที่สื่อสารไปยังผู้ผลิตและผู้บริโภค

นโยบายการเงิน ควรมุ่งเน้นไปที่เสถียรภาพราคาอย่างมั่นคงตามพันธกิจของธนาคารกลาง จุดยืนของนโยบายการเงินควรมีความตึงตัวมากพอที่จะป้องกันผลกระทบรอบสอง (Second-round effects) และรับประกันว่าเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่เป้าหมายทันท่วงที ทั้งนี้ จุดยืนที่เหมาะสมจะแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ โดยระดับเงินเฟ้อ ความตึงตัวของตลาดแรงงาน และการเปิดรับต่อแรงกระแทกด้านเทคโนโลยีและสินค้าโภคภัณฑ์ ถือเป็นเข็มทิศสำคัญในการกำหนดนโยบาย ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางมีความสำคัญยิ่งต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ

เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะปานกลาง ประเทศต่างๆ จะต้องสร้างกันชนทางการคลังอย่างต่อเนื่อง ปกป้องเสถียรภาพทางการเงิน เพิ่มความกระฉับกระเฉงของภาคเอกชน และเสริมสร้างความยืดหยุ่นในฝั่งอุปทาน

“ขอสรุปด้วยใจความหลัก คือเศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นในการฟื้นตัว แต่ความยืดหยุ่นนั้นกำลังใกล้ถึงขีดจำกัด” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ไอเอ็มเอฟกล่าว

ภารกิจข้างหน้าคือการเปลี่ยนผ่านจากการ “รับมือ” ไปสู่การ “ฟื้นฟู” ทั้งการฟื้นคืนพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal space) และความยืดหยุ่นในฝั่งอุปทาน เพื่อเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการเติบโตอย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

IMF-World Bank 2026 World Economic Outlook