SC เร่งเกม ESG อสังหาฯดัน Green Mark รับมาตรฐานสากล
ในวันที่ภัยธรรมชาติทวีความรุนแรง ต้นทุนพลังงานขยับตัว และผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตมากขึ้น “ความยั่งยืน” กำลังกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคอสังหาฯ เลี่ยงไม่ได้ ไม่ใช่แค่การสร้างบ้านให้ขายได้ แต่ต้องตอบให้ได้ว่าที่อยู่อาศัยที่พัฒนาขึ้นนั้น “ดีต่อคน-ดีต่อโลก” ในระยะยาวอย่างไร
ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่มาตรฐาน ESG ระดับสากล “เอสซี แอสเสท” จึงเร่งวางหมากระยะยาว ผ่านการพัฒนา SC Green Mark มาตรฐานอาคารเขียวของตัวเอง ผนึกกำลังพันธมิตรกว่า 100 ราย ยกระดับการออกแบบและการก่อสร้างทุกกระบวนการให้ดีต่อคนและดีต่อโลกอย่างวัดผลได้ ทั้งบ้าน คอนโดฯ โรงแรม คลังสินค้า และออฟฟิศ
ทำธุรกิจไม่ได้วัดที่กำไร
“ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ร่วมมือกับสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) องค์กรอิสระที่มีความเชี่ยวชาญด้านอาคารเขียวของประเทศ ร่วมกันพัฒนาเกณฑ์การประเมินสำหรับที่พักอาศัยแนวราบและคอนโดฯ กว่า 2 ปี อ้างอิงจากมาตรฐานสากลทั้ง LEED, WELL และ TREES โดยตอบโจทย์ทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้อยู่อาศัย ตามประเภทของอาคาร และสอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศและบริบทของประเทศไทย เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำไปปฏิบัติและขยายผลได้จริง
“ตอนนี้ธุรกิจไม่ได้วัดที่กำไรต่อเนื่องแค่ไหน แต่เราในฐานะผู้ประกอบการจะรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรให้ถูกต้องและโปร่งใส ปีนี้เราต่างเผชิญภัยพิบัติกันทั่วโลก ทั้งน้ำแข็งละลาย น้ำท่วม โลกร้อน ระดับน้ำทะเลหนุนสูงขึ้น ฝนตกหนัก เราจึงเชื่อว่าการดำเนินธุรกิจบนแนวทาง ESG ในวันนี้กลายมาเป็นเส้นทางหลักในการทำธุรกิจที่ยั่งยืน และสร้างคุณค่าให้คนและโลกไปพร้อมกัน เพราะทุกมิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ล้วนเชื่อมโยงและส่งผลถึงกัน”
ESG ดีต่อคน-ดีต่อโลก
“ณัฐพงศ์” ระบุว่า บริษัทตั้งเป้าหมายไว้ 3 ด้าน ได้แก่ องค์กรมีมาตรฐาน ESG ในระดับสากล เช่น การได้รับการประเมินจาก FTSE Russell ได้คะแนน 4.0 ขึ้นไป, ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ในทุกขั้นตอนธุรกิจ รวม 100,000 ตันคาร์บอน ระหว่างปี 2025-2030 และอาคารมีมาตรฐาน ESG ผ่านการพัฒนามาตรฐานอาคารของบริษัทเอง
และครอบคลุมการประเมินใน 3 หมวด ผ่าน 2 ขั้นตอน คือ ส่วนออกแบบ และส่วนก่อสร้าง “ดีต่อคน” ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตและ Well-being ของผู้ใช้อาคาร ผ่านการออกแบบและองค์ประกอบที่ช่วยให้บ้านอยู่สบายและปลอดภัยมากขึ้น “ดีต่อโลก” ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตั้งแต่การก่อสร้างไปจนถึงการอยู่อาศัยจริง ทั้งการใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และ “ดีด้วยนวัตกรรม” นำเทคโนโลยีและโซลูชั่นใหม่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ เพื่อให้ความยั่งยืนเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน
ปักธง SC Green Mark
ทั้งนี้ SC ได้เริ่มนำ SC Green Mark มาใช้กับโครงการแรก คือ แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 และตั้งเป้าไว้ทั้งหมด 4,000 อาคาร โดยนับบ้าน 1 ยูนิตเป็น 1 อาคาร และคอนโดฯ 1 อาคาร เป็น 1 อาคาร จะเริ่มเดินหน้าขยายให้ครอบคลุมทั้งคอนโดฯ โรงแรม คลังสินค้า และอาคารสำนักงานในปี 2570
“การได้รับการประเมินจาก FTSE นอกจากอัตราดอกเบี้ยที่ดีขึ้นจากสถาบันการเงินแล้ว ต้องเน้นย้ำว่า ESG ในยุคนี้ไม่ควรถูกมองแค่เรื่องผลประโยชน์ แต่มันกำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติ ในอนาคตเราจะไม่มีการมาคุยกันว่าใครทำแล้วบ้าง แต่จะคุยกันว่าใครไม่ทำไม่ปกติ”
ยันราคาบ้านไม่ขึ้น
“ณัฐพงศ์” ยืนยันว่า การขยับสู่มาตรฐานใหม่ในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลต่อราคาบ้านอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนเพิ่มขึ้นน้อยมากไม่ถึง 1% ต่อหลัง หรือบางดีไซน์ก็ไม่ได้มีต้นทุนเพิ่มขึ้นเลย เนื่องจาก SC ใช้วัสดุหลัก อาทิ เหล็กรีไซเคิล 100% หรือสุขภัณฑ์ประหยัดน้ำอยู่แล้วเป็นปกติ ทำให้ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมาจากค่าการศึกษามากกว่าต้นทุนสำหรับงานก่อสร้าง
ข้อมูลอินไซต์จาก SCG หนึ่งในพาร์ตเนอร์ของเอสซียังระบุว่า กลุ่มลูกค้าที่รับได้กับราคาของบ้านที่อาจเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือราคาเพิ่มขึ้น 5% และรองลงมา 10% สะท้อนว่า เป็นสิ่งที่บริษัทต้องทำจริง ๆ เพื่อให้ตรงกับเป้าหมายการดำเนินธุรกิจให้ดีกับโลกและคนอย่างแท้จริง
“ณัฐพงศ์” ยังอัพเดตสถานการณ์อสังหาฯ และผลการดำเนินธุรกิจของบริษัท ภาพรวมผลงานยังดี ขณะที่โค้งสุดท้ายของปี 2569 ตลาดอสังหาฯ ท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจ ดอกเบี้ยสูง และการแข่งขันท่ามกลางซัพพลายจำนวนมาก แต่บริษัทยังกินส่วนแบ่งตลาดบ้านหรูเป็นอันดับ 1 และเป็นปีที่มียอดโอนจำนวนมาก จึงมั่นใจ 70-80% จะได้ยอดขายตรงตามเป้าที่ประกาศไว้เมื่อต้นปีที่ 27,000 ล้านบาท และยอดโอนที่ 23,000 ล้านบาท