IMF-WB หนุน ‘Small AI’ โอกาสของประเทศกำลังพัฒนา
ประเด็นการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เหมาะสมกับประเทศกำลังพัฒนา ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อสำคัญ บนเวทีการประชุม 2026 IMF-World Bank Group Annual Meetings วันแรก ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นอีกครั้ง ในรอบ 35 ปี ผ่านวงเสวนา “World Bank Group Flagship : Small AI, More and Better Jobs”
IMF ชี้ AI ช่วยหนุนการเติบโต
โดย ดร.คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการ IMF กล่าวว่า AI เปรียบเสมือนคลื่นสึนามิที่เคลื่อนตัวช้า แต่ก็ยังเป็นสึนามิ ซึ่งในแง่ผลกระทบต่อการทำงาน คาดว่างานจะลดลงไป 40% ซึ่งเริ่มเห็นแล้ว และบางประเทศอาจกระทบถึง 60% อย่างไรก็ดี AI อาจก่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ถึง 3% โดยในประเทศพัฒนาแล้วในเอเชียสามารถโตได้ 0.5-1% ถือว่าสูงมาก หรือในประเทศตลาดเกิดใหม่ที่กำลังพัฒนาก็โตได้ 0.2-0.8%
นอกจากนี้ หลายประเทศที่กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การเติบโต 1% จาก AI จะช่วยชดเชยได้ หรืออาจจะเกินกว่านั้น
“ไม่ว่าคุณจะชอบมัน เกลียดมัน หรือกลัวมัน มันก็เกิดขึ้นแล้ว และเราก็เห็นคลื่นลูกแรกที่กระทบแล้ว ทั้งเรื่องความต้องการและการลงทุนที่สูงขึ้น แม้ในประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำ จากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ และสิ่งที่เกี่ยวกับ AI ซึ่งจะเห็นว่ามี 3 ประเทศ สหรัฐ จีน และอินเดีย รวมทั้งหลาย ๆ ประเทศก็ได้รับประโยชน์จากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานให้ AI รวมถึงไทยด้วย”
สิ่งสำคัญ คือ การปรับใช้ AI
ดร.กอร์เกียวากล่าวอีกว่า คลื่นต่อไปของ AI คือ การนำมาปรับใช้ที่ทุกคนมีส่วนร่วมได้ ซึ่งจะยิ่งทำให้ทุกคนเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยต้องมั่นใจว่าเกิดความเป็นธรรม ทั้งการเข้าถึงไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล รวมทั้งภาครัฐต้องให้การคุ้มครองความปลอดภัยแก่ประชาชนด้วย
สิ่งที่สำคัญ คือ 1.ต้องศึกษาอย่างระมัดระวังถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับตลาดแรงงาน ซึ่งแม้ว่าแท้จริงแล้วจะเป็นผลบวก แต่ยังยินดีกันไม่ได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นงานที่รายได้ต่ำ และจะพบว่าคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่ตลาดแรงงาน อาจไม่สามารถเข้ามาทำงานซ้ำ ๆ ง่าย ๆ แล้วค่อย ๆ ไต่ขึ้นสู่งานตำแหน่งสูงได้ ถ้างานซ้ำ ๆ เหล่านี้หายไป
2.รัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบในการให้การศึกษาที่เหมาะกับยุค AI และ 3.ต้องคำนึงถึงพื้นที่ทางการคลังด้วย เพราะรัฐบาลจัดเก็บรายได้จากภาษีเสียส่วนใหญ่ ซึ่งถ้า AI เปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงาน จะทำให้มีแรงงานน้อยกว่าทุน จึงเป็นคำถามว่า แล้วจะเก็บภาษีและจัดเก็บรายได้ได้อย่างไร
“เราจะช่วยสังคมปรับตัวเข้ากับ AI ได้อย่างไร สึนามิที่เคลื่อนตัวช้า วันนี้เราไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดในอีก 5 ปีได้ แต่เราสามารถประเมินอย่างระมัดระวังกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ในอนาคต เราควรนำ AI มาใช้ทำงานที่เราไม่อยากทำ เพื่อให้เรามีเวลาทำในสิ่งที่เรารักมากขึ้น”
ธนาคารโลกดัน “Small AI”
ขณะที่ นายอาเจย์ แบงก้า ประธานกลุ่มธนาคารโลก กล่าวว่า ในประเทศพัฒนาแล้ว มักกังวล Large Language Models (LLM) หรือ AI ที่อาจเข้ามารบกวน หรือทดแทนการทำงาน แต่ในประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา การนำ “Small AI” หรือแอปพลิเคชั่น AI ขนาดเล็กมาใช้ ซึ่งใช้งานง่าย จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ให้แก่ ครู ระบบสาธารณสุข และเกษตรกรรายย่อยได้อย่างมหาศาล
ทั้งนี้ มีตัวอย่างการนำ AI ไปใช้ในชีวิตจริง สาธารณสุขในอินโดนีเซีย พยาบาลในคลินิกชุมชน สามารถใช้สมาร์ทโฟน
ระบบ 3G ถ่ายภาพผื่นผิวหนังของผู้ป่วย แล้วใช้เครื่องมือ AI ขนาดเล็กวิเคราะห์เบื้องต้น หากเป็นโรคทั่วไป AI จะแนะนำยารักษาให้พยาบาลจ่ายยาได้ทันที หรือหากสลับซับซ้อน AI จะช่วยนัดหมายแพทย์เฉพาะทางที่โรงพยาบาลประจำภูมิภาคให้อัตโนมัติ ซึ่งช่วยลดขั้นตอนที่ยุ่งยากในการนัดหมายแพทย์เฉพาะทางลงได้
ขณะที่เกษตรกรในอินเดีย ที่ธนาคารเลือกร่วมมือกับ Google ในการสร้างแพลตฟอร์มเชื่อมโยงเกษตรกรกับสหกรณ์ เกษตรกรหญิงที่ไม่รู้หนังสือสามารถใช้โทรศัพท์ 3G ถ่ายภาพใบพืชที่เป็นโรค ระบบ AI จะระบุชนิดของโรคและยากำจัดศัตรูพืชให้อัตโนมัติ จากนั้นเกษตรกรเพียงกดปุ่มชำระเงิน 25 รูปี ผ่านระบบบัญชีธนาคารดิจิทัลเพื่อสั่งซื้อยาจากสหกรณ์ได้ทันที
“เป้าหมายสำคัญที่สุดในอีก 5 ปีข้างหน้า ต้องการเห็น การนำ Small AI ไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในประเทศตลาดเกิดใหม่ให้ครอบคลุมมากที่สุด เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานให้แก่ประชากร”
โอกาสของประเทศกำลังพัฒนา
ขณะที่ นายทาร์มาน ชานมูการัตนัม ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ กล่าวว่า ในเรื่อง AI นี้ มีโอกาสและความท้าทายปะปนกันอยู่ โดยความท้าทาย 2 ประการ คือ
1.การเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานจาก AI ที่ภาครัฐและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด ควรเริ่มต้นด้วยการตระหนักรู้ว่า แม้ AI จะนำมาซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่การเติบโตจะไม่เพียงพอที่คนทั่วไปจะรักษาตำแหน่งงานไว้ได้
“หากคุณดูที่จีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขากำลังเติบโตได้ค่อนข้างดี แต่การสร้างงานกลับอ่อนแอ ดังนั้นจึงมีความแตกต่างเกิดขึ้นแล้วระหว่างการเติบโตและการสร้างงาน และสุดท้าย AI จะทำให้ความแตกต่างนั้นกว้างขึ้น หากเรานิ่งเฉยกับมันมากเกินไป ดังนั้นเราต้องทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อใช้ AI ในการสร้างงานที่ดีก่อน เพื่อสร้างงานที่มนุษย์สามารถทำได้ดี และช่วยให้พวกเขาสามารถไต่เต้าบันไดอาชีพได้”
2.AI กำลังเปลี่ยนแรงงานแบบ K-shaped ในกระแสของระบบอัตโนมัติที่เข้ามาทำให้คนตกงาน โดยการเปลี่ยนแปลง มี 2 ระลอก คือ ระลอกแรก กลุ่มแรงงานการผลิตระดับล่าง ที่หลุดร่วงไป และบางส่วนย้ายไปภาคบริการ กับระลอกที่สอง ที่กลุ่มที่น่ากังวล คือ แรงงานระดับกลาง ที่เป็นกลุ่มที่กว้างที่สุด และมีชุดทักษะที่หลากหลาย
ส่วนโอกาส ได้แก่ 1.แรงงานราคาถูกและกฎระเบียบที่เอื้ออำนวย โดยประเทศกำลังพัฒนา มีกำลังแรงงานจำนวนมหาศาล ซึ่งต้นทุนยังคงถูกกว่าจีนและถูกกว่าหุ่นยนต์
“อย่าง 4-5 รัฐในอินเดียที่ตอนนี้กำลังเติบโตอย่างน่าทึ่งในด้านการผลิตเพื่อการส่งออก หากรัฐอื่น ๆ สามารถทำแบบเดียวกันได้ อินเดียก็จะถูกยกระดับขึ้น แม้จะเริ่มต้นช้าก็ตาม หรือแม้แต่เวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่ยังไม่ได้เริ่มเกมของระบบอัตโนมัติ แต่การดึงดูดการลงทุน การจัดหาที่ดินโดยปราศจากภาระผูกพัน การจัดการกฎระเบียบด้านแรงงาน เพื่อให้คนงานสามารถเข้าทำงานและไต่เต้าได้ เป็นสิ่งสำคัญ”
2.พลังงานสีเขียว นอกจากช่วยเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานที่ช่วยให้ประเทศมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ AI ได้แล้ว ยังเป็นตัวทวีคูณการจ้างงานด้วย เพราะพลังงานหมุนเวียนสร้างงานได้มากกว่าพลังงานฟอสซิลถึง 3 เท่า สำหรับเงินทุก ๆ 1 ล้านดอลลาร์ ที่ลงทุนไป
และ 3.งานใหม่ ๆ ที่พัฒนาให้ดีขึ้นได้ด้วย AI และมีโอกาสน้อยมากที่จะถูกแทนที่ อย่างการดูแลสุขภาพ ที่เป็นโอกาสสำคัญในประเทศกำลังพัฒนา
“อีกประเด็นหนึ่งที่ครอบคลุมในทุกส่วนของ AI นั่นคือ เส้นแบ่งระหว่างการเป็นพนักงาน กับการเป็นผู้ประกอบการ พร่ามัวลง การเพิ่มขึ้นของบริษัทที่มีคนเพียงคนเดียว หรือบริษัทที่เริ่มต้นด้วยคนคนเดียว เป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ เราต้องส่งเสริมเรื่องนี้ เพราะนั่นก็เป็นรูปแบบการจ้างงานแบบใหม่เช่นกัน แต่มันต่างออกไป คุณมีอำนาจในตัวเอง”
ประเทศไทยดึง AI ช่วยร้านค้าย่อย
ด้าน ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า เกี่ยวกับ AI ประเทศไทยกำลังโฟกัสใน 3 เรื่องหลัก ได้แก่ การใช้ AI เพื่อพัฒนางานให้ดีขึ้น, พัฒนาศักยภาพและสร้างงานรูปแบบใหม่ และเพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ เรียกว่า AI in All, All in AI และ AI for All
โดย AI in All คือ การทำให้งานและธุรกิจมีประสิทธิภาพขึ้น อย่าง “AI นกกระซิบ” ที่ต่อยอดจากโครงการช่วยเหลือประชาชนและพ่อค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งช่วยวิเคราะห์ยอดขายและบริหารวัตถุดิบให้ร้านค้า รวมทั้งสถาบันการเงินสามารถนำข้อมูลไปต่อยอด เพื่อช่วยให้พ่อค้ารายย่อยเข้าถึงสินเชื่อได้
ขณะที่ All in AI คือ การพัฒนาศักยภาพและสร้างงานรูปแบบใหม่ โดยประเทศไทยได้ดึงดูดการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ คลาวด์เซอร์วิส และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ทว่า ไม่ใช่แค่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน แต่ต้องมั่นใจว่าจะสร้างงานให้คนไทยได้จริง จึงเกิดโครงการ SkillBridge ขึ้น สุดท้าย AI for All คือ ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะไม่ใช่ทุกคนจะปรับตัวได้เร็วเท่ากัน
“แรงงานบางคนต้องการทักษะใหม่ บางธุรกิจต้องการเวลาและแรงผลักดัน รวมทั้งบางงานอาจต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ความรับผิดชอบของเรา คือ ช่วยให้พวกเขาเปลี่ยนผ่านได้ง่ายขึ้น และเชื่อว่า AI จะเข้ามาช่วยได้ ซึ่งตอนนี้เรากำลังเชื่อมข้อมูลจำนวนมากเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของข้อมูลดิจิทัล เพื่อเข้าใจประชาชนของเรามากขึ้น และช่วยเหลือได้อย่างเจาะจง พุ่งเป้าขึ้น” ดร.เอกนิติกล่าว