กฟผ.ขีดเส้นปี’70 ตัดสินใจลุย SMR ดันโซลาร์ลอยน้ำรับดาต้าเซ็นเตอร์
กฟผ.กางแผนลงทุนรับมือดาต้า เซ็นเตอร์ เร่งขยายโซลาร์ลอยน้ำหมื่นเมกะวัตต์ พร้อมต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่า ชี้ปีหน้าสำรองไฟฟ้าลดเหลือ15-20% ชี้แผน PDP2026 ตั้งเป้าเพิ่มพลังงานหมุนเวียนมหึมา จำเป็นต้องขยายโครงข่ายไฟฟ้า เพิ่มสายส่ง พร้อมแบตเตอรี่เก็บพลังงาน ขีดเส้นปี ’70 ไทยต้องตัดสินใจวางกรอบกฎหมายลุย SMR
นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ซึ่งขณะนี้อยู่ในกระบวนการพิจารณาของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ว่า สิ่งสำคัญคือ แผนจะต้องตอบโจทย์ทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ต้นทุนการผลิต ความมั่นคงของระบบ และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน ซึ่งในส่วนของ กฟผ. ก็มีการเตรียมขยายโครงการโซลาร์ลอยน้ำในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน จากปัจจุบันที่มีอยู่ 2,700 เมกะวัตต์ เป็น 10,000 เมกะวัตต์
ดันโซลาร์ลอยน้ำหมื่นเมกะวัตต์
การพัฒนาโครงการจะใช้พื้นที่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนที่มีศักยภาพเดิมอยู่แล้ว เช่น เขื่อนสิรินธรและเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งยังมีพื้นที่ผิวน้ำเหลือสำหรับพัฒนาได้อีก โดยพิจารณาความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ ทั้งด้านทรัพยากรน้ำ ข้อจำกัดทางกายภาพ การเชื่อมต่อระบบส่ง และกรอบเวลาที่กำหนดไว้ในแผน อย่างไรก็ตาม จะต้องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับควบคู่ไปด้วย เพราะเมื่อกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้น ระบบส่งไฟฟ้าต้องสามารถรองรับและนำพลังงานที่ผลิตได้เข้าสู่ระบบให้มีประสิทธิภาพ
อีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ คือ ผลกระทบต่อระบบนิเวศในอ่างเก็บน้ำ โดย กฟผ.ได้มีการศึกษาร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และหน่วยงานวิชาการในพื้นที่ เพื่อประเมินผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ มีการออกแบบการติดตั้งและระยะห่างระหว่างแผงให้เหมาะสม เพื่อให้แสงแดดส่องผ่านลงสู่ผิวน้ำได้ โดยคำนึงถึงประโยชน์ด้านพลังงานควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำและการรักษาระบบนิเวศในระยะยาว
“การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบไฟฟ้าจำเป็นต้องมองภาพรวม มากกว่าการเพิ่มกำลังผลิตจากแหล่งพลังงานสะอาดเพียงอย่างเดียว เนื่องจากโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าได้ตามสภาพแสงแดด จึงต้องมีแหล่งผลิตและเทคโนโลยีอื่นเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เพื่อรักษาความต่อเนื่องและเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า
ข้อได้เปรียบของโซลาร์ลอยน้ำคือ สามารถพัฒนาควบคู่กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่มีอยู่เดิม ช่วยเพิ่มทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าในช่วงกลางวัน และสามารถบริหารจัดการร่วมกับพลังน้ำให้เหมาะสมกับความต้องการใช้ไฟฟ้า ขณะที่การนำระบบแบตเตอรี่เข้ามาเสริมจะช่วยกักเก็บพลังงานและจ่ายไฟในช่วงเวลาที่เหมาะสม ลดความผันผวนจากการผลิตไฟฟ้าของพลังงานหมุนเวียน”
นายวฤตกล่าวว่า ตามแผน PDP 2026 ที่ตั้งเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนไปสู่ระดับ 60-70% นั้น เป็นการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นทันทีในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า ทำให้ประเทศไทยยังมีเวลาวางแผนการลงทุนและเตรียมโครงข่ายไฟฟ้าให้พร้อมรองรับ
ตอนนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างจำลองสถานการณ์การผลิตและใช้ไฟฟ้าในแต่ละปี เพื่อประเมินว่าพื้นที่ใดจำเป็นต้องเพิ่มสายส่ง สถานีไฟฟ้า อุปกรณ์ควบคุมเสถียรภาพ หรือระบบกักเก็บพลังงาน โดยจะทยอยวางแผนลงทุนตามความจำเป็นแทนการขยายโครงข่ายขนาดใหญ่โดยไม่สอดคล้องกับความต้องการใช้งานจริง
ต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่า 6-7 ปี
อีกประเด็นที่ต้องเร่งพิจารณา คือ การรักษากำลังผลิตไฟฟ้าในช่วงที่โรงไฟฟ้าเดิมทยอยหมดอายุสัญญา โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซ เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าและช่วยรักษาความมั่นคงของระบบ ซึ่งขณะนี้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากธุรกิจ Data Center ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเร็วมาก ทำให้ความต้องการเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากังหันก๊าซในตลาดโลกสูงขึ้นตามไปด้วย ผู้ผลิตเครื่องจักรมีคำสั่งซื้อจำนวนมาก ระยะเวลารอรับมอบเครื่องจักรนานถึงประมาณ 5 ปี
อีกทั้งยังต้องใช้เวลาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมอีก 2 ปี กว่าจะมีโรงไฟฟ้าใหม่พร้อมจ่ายไฟเข้าสู่ระบบอาจต้องใช้เวลารวมประมาณ 7 ปี ดังนั้น จึงมีการเสนอให้พิจารณาต่ออายุโรงไฟฟ้าก๊าซที่จะหมดอายุไปอีก 6-7 ปี เพื่อรักษากำลังผลิตในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างรอโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าโรงไฟฟ้าก๊าซทุกแห่งจะได้รับการต่ออายุโดยอัตโนมัติ เพราะต้องพิจารณาทั้งต้นทุนการซ่อมบำรุง เงื่อนไขสัญญา ความพร้อมของโรงไฟฟ้า และความจำเป็นด้านกำลังผลิตของระบบไฟฟ้าในช่วงเวลานั้น
และข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้จำกัดเฉพาะโรงไฟฟ้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) แต่เป็นการพิจารณาในภาพรวม เนื่องจากความต้องการกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจาก Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงพื้นที่เดียว
จับตาปีหน้าเคาะทิศทาง SMR
นายวฤตกล่าวว่า สำหรับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (SMR) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน โดยปี 2570 จะเป็นช่วงสำคัญในการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยจะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งในเชิงนโยบายไม่จำเป็นต้องเลือกเทคโนโลยีของผู้ผลิตรายใดรายหนึ่งทันที เพราะยังต้องใช้เวลาศึกษาความพร้อมและประเมินความเสี่ยงของแต่ละเทคโนโลยี
โดยตอนนี้ กฟผ.มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อศึกษาความร่วมมือด้าน SMR กับหลายประเทศ รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการขยายขอบเขตความร่วมมือไปสู่การศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นเพิ่มเติม ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายและระบบกำกับดูแลก็เป็นเงื่อนไขสำคัญ เพราะหากประเทศไทยต้องการเดินหน้าโครงการ จำเป็นต้องมีกรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรองรับให้ชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาโครงการเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยและสามารถกำกับดูแลได้ตลอดอายุการดำเนินงาน
เร่งวางระบบส่งรับ Data Center
นอกเหนือจากการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าแล้ว การลงทุนระบบส่งเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสามารถของไทยในการรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่ โดยเฉพาะ Data Center ที่ต้องการไฟฟ้าปริมาณมากและต้องการความมั่นคงในการจ่ายไฟอย่างต่อเนื่อง กฟผ.มีการจำลองสถานการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ควบคู่กับการประเมินกำลังผลิตจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อวิเคราะห์ว่าพื้นที่ใดจำเป็นต้องลงทุนเพิ่มสายส่งหรือสถานีไฟฟ้า และพื้นที่ใดต้องมีอุปกรณ์หรือระบบกักเก็บพลังงานเพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ
ในกรณีที่มีการติดตั้งโซลาร์เซลล์จำนวนมากในบางพื้นที่ การใช้แบตเตอรี่เพื่อบริหารจัดการพลังงานอาจจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่าการขยายระบบส่งขนาดใหญ่เพื่อรองรับไฟฟ้าที่ผลิตได้เพียงบางช่วงเวลา แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับต้นทุนและข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่
นอกจากนี้ กฟผ.ยังศึกษาความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่ระบบไฟฟ้าในต่างประเทศเผชิญปัญหาด้านความมั่นคง เพื่อประเมินว่าประเทศไทยอาจได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ลักษณะใด และจำเป็นต้องเตรียมมาตรการป้องกันหรือรับมืออย่างไร
“ในปี 2570 กำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 15-20% หลังจากโรงไฟฟ้าราชบุรีทยอยปลดระวาง ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ได้รวมความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center ที่เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่กำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต ทำให้ กฟผ.ต้องเร่งขยายโซลาร์ลอยน้ำ และต่ออายุโรงไฟฟ้าเก่าเพื่อเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้ารองรับ”