หุ้นไทยวันนี้ลุ้นเด้ง! รับ IMF อัพ GDP โบรกฯ ชู 4 ธีมหุ้นน่าสะสม
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ คาด SET วันนี้ฟื้นตัวทดสอบ 1,590 จุด รับ IMF เพิ่มเป้า GDP ไทยเป็น 2.1% จับตางบแบงก์ Q3 แนะดักเก็บหุ้นกำไรเด่น-รับฟื้นฟูน้ำท่วม-ท่องเที่ยว
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (14 ต.ค. 2569) คาดดัชนีหุ้นไทย (SET Index) มีโอกาสฟื้นตัวในลักษณะแกว่งขึ้น (Sideways-up) โดยมีแนวรับที่ 1,560 และ 1,555 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,585 และ 1,590 จุด หลังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.1% จากเดิม 1.9%
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยอาจยังอยู่ในกรอบจำกัด เนื่องจากเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น หลังกลุ่มฮูตีโจมตีซาอุดีอาระเบีย ซึ่งอาจกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก ประกอบกับความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ตะวันออกกลาง หลังอิหร่านขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในอ่าวเปอร์เซีย หากสหรัฐเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ ขณะที่กระแสเงินทุนต่างชาติยังขาดแรงสนับสนุน
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ตลาดเริ่มกลับมาให้น้ำหนักกับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่จะทยอยรายงานผลประกอบการระหว่างวันที่ 14-21 ต.ค.นี้ เริ่มจากบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อทิศทางการลงทุนระยะสั้น
ขณะเดียวกัน IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.1% และคาดว่าจะขยายตัวในระดับเดียวกันในปี 2570 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการฟื้นตัวของห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก สอดคล้องกับมุมมองของผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโต 2.3% จากแรงขับเคลื่อนด้านการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชน
ปัจจัยดังกล่าวเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ DELTA, HANA และ KCE ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง
นอกจากนี้ ยังต้องติดตามทิศทางราคาน้ำมัน หลังกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ปรับเพิ่มคาดการณ์ความต้องการใช้น้ำมันโลกปี 2570 เป็น 108.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 2.25 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากความต้องการสะสมสต็อกน้ำมันสำรอง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับข้อจำกัดด้านอุปทานพลังงานโลก ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน ได้แก่ PTTEP, TOP และ SPRC
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีที่ปรับลดลงมาอยู่บริเวณ 5.2% ประกอบกับการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือน ต.ค. อาจช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนทางการเงิน โดยเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่มการเงิน ได้แก่ TIDLOR, SAWAD และ MTC รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า GULF, GPSC และ BGRIM
ทั้งนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ย.ของสหรัฐในวันที่ 14 ต.ค. หากเงินเฟ้อชะลอตัวลง อาจช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยและสนับสนุนบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นโลก
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลง (Buy on Dip) ผ่าน 4 ธีมลงทุนที่มีปัจจัยสนับสนุนเฉพาะตัว ธีมแรก หุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จะเติบโตแข็งแกร่ง โดยหุ้นที่คาดว่ากำไรเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ KKP, DELTA, PTTEP และ TRUE ส่วนหุ้นที่คาดว่ากำไรเติบโตจากไตรมาสก่อน ได้แก่ KTB, BBL และ TU
ธีมที่สอง หุ้นที่พึ่งพารายได้จากเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีแนวโน้มทนทานต่อความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ กลุ่มพาณิชย์ CPN และ CRC กลุ่มการแพทย์ BCH และ PR9 รวมถึงกลุ่มสื่อสาร TRUE
ธีมที่สาม หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการฟื้นฟูหลังสถานการณ์น้ำท่วม โดยคาดว่าความต้องการวัสดุก่อสร้างและอุปกรณ์ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจะเพิ่มขึ้นภายหลังระดับน้ำลดลง รวมถึงความชัดเจนของมาตรการเยียวยาจากภาครัฐ ได้แก่ HMPRO, GLOBAL และ DCC
และธีมสุดท้าย หุ้นท่องเที่ยวและค้าปลีกที่ได้รับประโยชน์จากการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวช่วงไตรมาส 4/2569 ประกอบกับการประชุม IMF-World Bank ระหว่างวันที่ 12-18 ต.ค. ซึ่งมีผู้เข้าร่วมงานจำนวนมาก โดยหุ้นที่ได้รับปัจจัยสนับสนุน ได้แก่ ERW, CENTEL, AOT, CPN และ CRC