IMF ชี้ลดภาษีไม่พอดึง FDI ประเทศรายได้น้อย ชูวินัยการคลัง-สถาบันเข้มแข็ง เพิ่มโอกาสลงทุน 18%
ผลวิจัย IMF ชี้ วินัยการคลัง-สถาบันการคลังที่มีประสิทธิภาพสัมพันธ์กับ FDI ที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 18% พร้อมเตือนมาตรการลดภาษีและการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอาจไม่สร้างผลลัพธ์ยั่งยืน หากประเทศขาดความน่าเชื่อถือทางการคลัง
การดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของประเทศรายที่มีได้น้อยต้องการยกระดับเศรษฐกิจ เพิ่มผลิตภาพ และสร้างงาน อย่างไรก็ตาม การแข่งขันด้วยสิทธิประโยชน์ทางภาษีอาจไม่ใช่คำตอบที่เพียงพอ
เมื่อปัจจัยที่นักลงทุนให้ความสำคัญอาจอยู่ที่ความน่าเชื่อถือของนโยบายการคลังและประสิทธิภาพของสถาบันภาครัฐ
อิซาเบลลา ดูอาร์เต (Isabella Duarte) นักเศรษฐศาสตร์แผนกกิจการการคลัง (Fiscal Affairs Department) จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) นำเสนอข้อค้นพบเกี่ยวกับปัจจัยทางการคลังที่มีผลต่อการดึงดูด FDI ในประเทศรายได้น้อย ภายใต้หัวข้อ “Analytic Corner: Fiscal Drivers of FDI in Low-Income Countries” ในการประชุมประจำปี IMF-World Bank 2026 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 เวลา 14.30-14.55 น. ณ ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
งานศึกษาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Macroeconomic Developments and Prospects in Low-Income Countries-2026 ซึ่ง IMF เผยแพร่เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2026 โดยวิเคราะห์บทบาทของนโยบายการคลังและคุณภาพของสถาบันภาครัฐต่อการไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และความท้าทายด้านเงินทุนของประเทศที่มีรายได้น้อย
ดูอาร์เตระบุว่า การตั้งคำถามเรื่องการดึงดูดเงินลงทุนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่นักลงทุน แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ประเทศจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างไร
“จะเกิดอะไรขึ้น หากนักลงทุนให้คุณค่ากับสิ่งอื่นมากกว่าแรงจูงใจทางภาษีที่เอื้อประโยชน์มากขึ้น?
เส้นทางสู่การดึงดูด FDI ในประเทศรายได้น้อยอาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางการคลัง แต่อยู่ที่การสร้างสถาบันการคลังให้เข้มแข็งขึ้นและทำให้การคลังภาครัฐมีความยั่งยืนมากขึ้น”
4 ข้อค้นพบ วินัยการคลัง-สถาบันรัฐกำหนดทิศทางเงินลงทุน
รายงาน IMF วิเคราะห์ข้อมูลการลงทุนตลอด 20 ปี ครอบคลุมประเทศรายได้น้อยสูงสุด 70 ประเทศ โดยใช้ข้อมูลการลงทุนระหว่างประเทศ หลักฐานระดับโครงการ และประสบการณ์จากการปฏิรูปนโยบาย เพื่อศึกษาว่าปัจจัยทางการคลังส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของ FDI อย่างไร
ข้อค้นพบแรก คือ วินัยการคลังที่เข้มแข็งและสถาบันการคลังที่มีประสิทธิภาพสัมพันธ์กับการดึงดูด FDI ที่เพิ่มขึ้น โดยวินัยการคลังช่วยลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาค ขณะที่สถาบันการคลังช่วยเพิ่มความแน่นอนในการดำเนินนโยบายและลดต้นทุนของนักลงทุน
ผลประมาณการที่ดูอาร์เตนำเสนอระบุว่า การขยับจากกลุ่มที่มีคะแนนต่ำที่สุดไปสู่กลุ่มที่มีคะแนนสูงที่สุดในตัวชี้วัดด้านวินัยการคลังสัมพันธ์กับ FDI ที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 8% ส่วนการขยับในตัวชี้วัดด้านสถาบันการคลังสัมพันธ์กับ FDI ที่เพิ่มขึ้นได้ถึง 18%
สถาบันการคลังในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงหน่วยงานจัดเก็บภาษี แต่รวมถึงประสิทธิภาพการบริหารรายได้ภาครัฐ การบริหารจัดการการเงินการคลังภาครัฐ และความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลทางการคลังด้วย
กลไกสำคัญคือการลดความไม่แน่นอนในการดำเนินธุรกิจ การจัดเก็บรายได้ที่มีประสิทธิภาพช่วยลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ขณะที่ระบบบริหารการเงินการคลังที่มีคุณภาพช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์สภาพแวดล้อมทางธุรกิจในอนาคตได้ดีขึ้น
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ปัจจัยเหล่านี้มีความสำคัญมากขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจและการเมืองมีความไม่แน่นอนสูง เพราะนักลงทุนจะคัดเลือกประเทศปลายทางอย่างระมัดระวังมากขึ้น
ดูอาร์เตอธิบายว่า “เมื่อความไม่แน่นอนเพิ่มสูงขึ้น นักลงทุนจะเลือกลงทุนอย่างเข้มงวดมากขึ้น ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ วินัยการคลังและสถาบันการคลังที่เข้มแข็งสามารถช่วยสร้างความเชื่อมั่น และมีบทบาทสำคัญในการดึงดูดการลงทุน”
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ความน่าเชื่อถือทางการคลังไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ แต่ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเมื่อความเสี่ยงรอบด้านเพิ่มสูงขึ้น
สถาบันการคลังเข้มแข็ง ดึงดูด FDI คุณภาพสูงขึ้น
ข้อค้นพบที่สอง คือ สถาบันการคลังที่มีประสิทธิภาพสัมพันธ์กับการดึงดูดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) สูงกว่า ซึ่งอาจช่วยเพิ่มโอกาสในการถ่ายทอดเทคโนโลยี ส่งเสริมนวัตกรรม และสร้างงานที่ต้องใช้ทักษะสูง
การประเมินครั้งนี้พิจารณาทั้งประเทศตลาดเกิดใหม่และข้อมูลระดับโครงการ โดยจำแนกการลงทุนตามความเข้มข้นด้าน R&D ของอุตสาหกรรม ตั้งแต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีต่ำ เช่น เหมืองแร่และเกษตรกรรม ไปจนถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง เช่น เทคโนโลยีสารสนเทศและการผลิตขั้นสูง
ผลการศึกษาพบว่า ประเทศที่มีสถาบันการคลังเข้มแข็งมีความสัมพันธ์กับการได้รับ FDI ในอุตสาหกรรมที่มีความเข้มข้นด้าน R&D สูงกว่า
ประเด็นนี้สะท้อนว่า การประเมินความสำเร็จของนโยบายดึงดูดเงินลงทุนไม่ควรดูเฉพาะมูลค่า FDI ที่ไหลเข้าประเทศ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเงินลงทุนดังกล่าวช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับประเทศที่มีรายได้น้อย การดึงดูดเงินลงทุนที่มีศักยภาพในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างงานทักษะสูง จึงอาจมีความสำคัญต่อการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจมากกว่าการเพิ่มปริมาณเงินลงทุนเพียงอย่างเดียว
เมื่อพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน สถาบันการคลังมีบทบาทโดดเด่น
ข้อค้นพบที่สาม คือ เมื่อพิจารณาวินัยการคลัง สถาบันการคลัง และคุณภาพของสถาบันโดยรวมร่วมกัน สถาบันการคลังเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับ FDI อย่างโดดเด่นที่สุดในการวิเคราะห์ของรายงาน
ผลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าวินัยการคลังหรือคุณภาพของสถาบันด้านอื่นไม่มีความสำคัญ แต่ชี้ให้เห็นว่าความสามารถในการนำนโยบายไปปฏิบัติจริงเป็นองค์ประกอบสำคัญของความเชื่อมั่นนักลงทุน
ตัวอย่างเช่น แม้รัฐบาลจะกำหนดอัตราภาษีที่แข่งขันได้หรือประกาศสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดเงินลงทุน แต่หากกระบวนการจัดเก็บภาษีมีต้นทุนสูง กฎระเบียบไม่แน่นอน หรือการบังคับใช้ไม่สม่ำเสมอ ก็อาจทำให้นักลงทุนเผชิญความเสี่ยงและต้นทุนในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
ในทางกลับกัน ระบบบริหารรายได้ที่มีประสิทธิภาพ การจัดการงบประมาณที่ดี และการรายงานข้อมูลการคลังที่น่าเชื่อถือ ช่วยให้ภาคธุรกิจประเมินต้นทุนและวางแผนการลงทุนระยะยาวได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของนโยบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่รัฐบาลประกาศเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของภาครัฐในการดำเนินนโยบายอย่างสม่ำเสมอ โปร่งใส และคาดการณ์ได้ด้วย
ลดภาษี-ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ไม่รับประกันเงินลงทุนเพิ่ม
ข้อค้นพบที่สี่ คือ มาตรการจูงใจทางการคลังจะมีประสิทธิผลมากกว่าเมื่อประเทศมีวินัยการคลังและสถาบันการคลังที่เข้มแข็งอยู่ก่อนแล้ว
มาตรการที่รัฐบาลนิยมใช้เพื่อแข่งขันดึงดูด FDI ได้แก่ การลดภาษีและการออกกฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zones: SEZs) แต่หลักฐานจากรายงานชี้ว่า มาตรการเหล่านี้ไม่ได้สัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของเงินลงทุนอย่างยั่งยืนในทุกประเทศ
การวิเคราะห์พบว่า มาตรการจูงใจมีความสัมพันธ์กับ FDI ที่เพิ่มขึ้นในประเทศซึ่งมีวินัยการคลังและสถาบันการคลังเข้มแข็งกว่า
ขณะที่ประเทศที่มีพื้นฐานทางการคลังอ่อนแออาจได้รับเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย หรือไม่สามารถรักษาการเพิ่มขึ้นดังกล่าวไว้ได้ในระยะยาว
ดูอาร์เตชี้ว่า มาตรการจูงใจควรทำหน้าที่เป็นเครื่องมือเสริมความน่าเชื่อถือทางการคลัง ไม่ใช่ใช้ทดแทนพื้นฐานเชิงสถาบันที่ยังอ่อนแอ
“แรงจูงใจจะทำงานได้ดีที่สุดเมื่อเป็นส่วนเสริมของความน่าเชื่อถือทางการคลังและขีดความสามารถของสถาบัน หากพื้นฐานเหล่านี้ยังอ่อนแอ การแข่งขันอาจนำไปสู่การลดภาษี หรือเสนอสิทธิประโยชน์ที่เอื้อประโยชน์แก่นักลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่สามารถสร้างการลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างยั่งยืนได้”
สถานการณ์ดังกล่าวมีลักษณะคล้ายการแข่งขันลดภาษีเพื่อดึงดูดเงินลงทุน หรือ “Race to the bottom” ซึ่งรัฐบาลอาจต้องยอมสูญเสียรายได้จากภาษีมากขึ้นเพื่อแข่งขันกับประเทศอื่น แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนด้านการลงทุนตามที่คาดหวัง
ข้อค้นพบนี้จึงตั้งคำถามต่อแนวทางการดึงดูด FDI ที่ให้น้ำหนักกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์เป็นหลัก เพราะหากประเทศยังขาดความสามารถในการบริหารจัดเก็บรายได้ และการจัดการการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ การลดภาษีเพิ่มเติมก็อาจไม่ได้ช่วยลดความเสี่ยงที่นักลงทุนกังวลอยู่
โจทย์สำคัญคือ “สร้างความเชื่อมั่นได้เพียงใด”
รายงาน Macroeconomic Developments and Prospects in Low-Income Countries—2026 สะท้อนว่า การดึงดูด FDI ในประเทศรายได้น้อยต้องอาศัยการดำเนินนโยบายที่มากกว่าการแข่งขันด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยเฉพาะการรักษาวินัยการคลัง เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารรายได้ภาครัฐ และยกระดับการบริหารจัดการการเงินการคลังให้มีความโปร่งใสและคาดการณ์ได้
สำหรับรัฐบาลที่ต้องการเพิ่มเงินลงทุนจากต่างประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะสามารถเสนอสิทธิประโยชน์ให้นักลงทุนได้มากเพียงใด แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้นักลงทุนมั่นใจได้หรือไม่ว่า นโยบายจะมีความต่อเนื่อง กฎระเบียบจะได้รับการบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ และความเสี่ยงทางการคลังจะอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้
ดูอาร์เตสรุปประเด็นดังกล่าวด้วยคำถามที่เป็นหัวใจของผลการศึกษา
“ประเทศต่าง ๆ จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้อย่างไร?”
เธอระบุว่า คำตอบไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้มากขึ้นเป็นหลัก แต่อยู่ที่ความเชื่อมั่นซึ่งเกิดจากวินัยการคลังที่เข้มแข็งและสถาบันการคลังที่มีประสิทธิภาพ
“ในระยะยาว สภาพแวดล้อมทางการคลังที่มีเสถียรภาพและน่าเชื่อถือ อาจเป็นแรงจูงใจในการลงทุนที่ทรงพลังที่สุด”
สำหรับประเทศรายได้น้อย ประเด็นจึงไม่ใช่การเลือกระหว่างการสร้างวินัยการคลังกับการให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุน แต่คือการวางรากฐานด้านการคลังและสถาบันให้แข็งแกร่งพอ เพื่อให้มาตรการจูงใจที่นำมาใช้สามารถสร้างเงินลงทุนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน